- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกที ข้าก็กลายเป็นยอดหญิงสายโหดไปเสียแล้ว
- บทที่ 42 - วัวเคี้ยวโบตั๋น
บทที่ 42 - วัวเคี้ยวโบตั๋น
บทที่ 42 - วัวเคี้ยวโบตั๋น
บทที่ 42 - วัวเคี้ยวโบตั๋น
ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่คล้อยตามฮูหยินเจิ้งกั๋วกง ฉางซุ่ยหนิงแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจขณะมองไปยังกลุ่มคน
ฮูหยินเผยผู้นั้นดูซูบผอม การแต่งกายและเครื่องประดับเรียบง่ายยิ่งนัก ทว่าเมื่อมองเผินๆ กลับมีท่วงท่าที่โดดเด่นของสตรีจากตระกูลขุนนางชั้นสูงอยู่บ้าง
ดวงตาคู่นั้นเย็นชาอย่างยิ่ง มีความหยิ่งทะนงอยู่หลายส่วน ยามมองผู้อื่นก็ดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก— ถึงกระนั้น ฉางซุ่ยหนิงก็ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่นอกเหนือไปจากความเย็นชา
ความเป็นปฏิปักษ์นี้ไม่ได้แสดงออกมาอย่างเปิดเผย เพียงแต่ผู้ที่ถูกจ้องมองนั้นมีความเฉลียวฉลาดในการสังเกตมากกว่าคนทั่วไปอยู่หลายส่วน
เมื่อฉางซุ่ยหนิงละสายตาออกมา สายตาของเธอก็หยุดนิ่งอยู่ที่นิ้วมือของเหยาหรานซึ่งกำลังบีบชายเสื้ออยู่ครู่หนึ่ง
"แม่นางฉางเพิ่งมาเป็นครั้งแรก ข้าเองก็ยังไม่ได้เตรียมของขวัญแรกพบอะไรไว้ให้เลย—" ต้วนซื่อพูดพลางมองไปรอบๆ
บรรดาบ่าวรับใช้รอบๆ ต่างพากันระวังตัวกันถ้วนหน้า
เป็นไปตามคาด ในวินาทีต่อมา สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็ได้เกิดขึ้น—
ฮูหยินเด็ดดอกโบตั๋นหงสือที่เบ่งบานงดงามที่สุดออกมา
"เป๊าะ—"
ทันทีที่กิ่งดอกไม้ถูกเด็ดขาด รอยยิ้มตามมารยาทบนใบหน้าของบ่าวรับใช้หลายคนก็แข็งค้างจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
ดีจริงๆ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่แท้ๆ แต่กลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่หัวกับตัวแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
สิ่งที่ฮูหยินเด็ดออกมานั้นใช่โบตั๋นเสียที่ไหน นั่นมันกล่องดวงใจของท่านกั๋วกงต่างหาก!
ต้วนซื่อกวักมือเรียกฉางซุ่ยหนิงให้เข้าไปใกล้ๆ พลางบรรจงปักดอกไม้สดลงบนมวยผมของเด็กสาวด้วยตนเอง "ในสวนแห่งนี้ ข้ามองว่ามีเพียงโบตั๋นดอกนี้เท่านั้นที่คู่ควรกับแม่นางฉางที่สุด"
รอบด้านเกิดเสียงอุทานเบาๆ ขึ้น
ใครๆ ก็ดูออกว่า นั่นคือดอกไม้ที่ล้ำค่าที่สุดในสวนแห่งนี้!
ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ในเมืองหลวงมักนิยมการปักบุปผาบนศีรษะ ทั้งในที่ลับและที่แจ้งย่อมมีการเปรียบเทียบกันไม่น้อย โบตั๋นที่ล้ำค่าและหายากเช่นนี้ หากจะบอกว่ามีเงินหมื่นทองก็หาซื้อไม่ได้ก็คงไม่เกินความจริงนัก... ทว่าฮูหยินเจิ้งกั๋วกงกลับเด็ดมันออกมามอบให้กับแม่นางตระกูลฉาง
เมื่อมองดูดอกโบตั๋นที่ประดับอยู่บนมวยผมของเด็กสาว นอกจากทุกคนจะอิจฉาจนตาแดงแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะคิดไปไกลอีกขั้นหนึ่ง— แม่นางตระกูลฉางผู้นี้ถูกตาต้องใจฮูหยินเจิ้งกั๋วกงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เมื่อเผลอมองไปที่ใบหน้าของเด็กสาว ทุกคนกลับพร้อมใจกันเงียบกริบ— เอาเถิด หากจะพูดกันตามตรงด้วยใจจริง ใบหน้านี้ใครเห็นแล้วจะไม่ถูกชะตาบ้างเล่า?
ฉางซุ่ยหนิงไม่ได้ตระหนักถึงความล้ำค่าที่เกินควรของโบตั๋นดอกนี้ ประการแรกเธอไม่ได้ชื่นชอบไม้ดอกเป็นพิเศษ และเนื่องจากเธอขาดช่วงชีวิตไปหลายปี จึงไม่ค่อยรู้เรื่องสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในช่วงปีหลังๆ มากนัก ประการที่สองคือเธอก็เห็นของแบบนี้จนชินตาแล้ว
ดังนั้นการที่ดอกไม้ดอกนี้ถูกปักอยู่บนมวยผมของเธอ จึงดูเหมือนวัวเคี้ยวโบตั๋นอยู่บ้าง
เมื่อมองดูเด็กสาวที่กล่าวขอบคุณตนเอง ต้วนซื่อก็ยิ่งมองยิ่งถูกใจ นางยิ้มพลางกล่าวว่า "จะว่าไปก็แปลกดี แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้พบแม่นางฉาง แต่ข้ากลับรู้สึกถูกชะตายิ่งนัก ราวกับว่ารู้จักกันมานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น"
ฉางซุ่ยหนิง "...ข้าเห็นฮูหยินก็รู้สึกเช่นกันเจ้าค่ะ"
ก็นั่นน่ะสิ มันเป็นเรื่องที่ปกติมากจริงๆ
หลังจากถูกต้วนซื่อดึงตัวคุยอยู่อีกครู่ใหญ่ ฉางซุ่ยหนิงจึงหาข้ออ้างว่า "มีธุระต้องไปหาพี่ชาย" กว่าจะหลุดพ้นจากกรงเล็บอันอบอุ่นนั้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"คุณหนูพบอะไรเข้าหรือเจ้าคะ?" เมื่อเดินมาถึงที่ที่ไร้ผู้คน เห็นคุณหนูของตนคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง สี่เอ๋อร์จึงถามเสียงเบา
ฉางซุ่ยหนิงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ "ไปที่ป่าไผ่ตรงนั้นเถิด"
เธอสังเกตดูอย่างละเอียดแล้ว ที่ตรงนั้นคนน้อยที่สุด อีกทั้งป่าไผ่ยังโอบล้อมสระบัวเอาไว้ เหมาะแก่การทำตามแผนการในเงามืดบางอย่างเป็นที่สุด
ฉางซุ่ยหนิงพาสาวใช้ทั้งสองเดินตรงไป และนั่งลงในศาลาริมสระบัว
"คุณหนู... แบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ?" สี่เอ๋อร์กล่าวด้วยความกังวล "สระน้ำนี่ดูแล้วน่าจะลึกพอสมควรเลยนะเจ้าคะ"
"ข้ากลัวว่ามันจะไม่ลึกพอ จนไม่สามารถทำให้คนเกิดความมั่นใจได้มากกว่า" ฉางซุ่ยหนิงเท้าคางมองไปที่สระบัว พลางเอ่ยขึ้นลอยๆ "อาจื้อ ไปเอาน้ำชามาหน่อย"
อาจื้อลังเลครู่หนึ่งก่อนจะรับคำ "เจ้าค่ะ"
"สี่เอ๋อร์ เจ้าไปตามหาพี่ชายเถิด"
สี่เอ๋อร์ยิ่งกังวลหนักเข้าไปอีก "คุณหนู..."
คุณหนูจะกันพวกเธอออกไปหมดเลยหรือ?
ถึงแม้ว่า... แต่ว่า... นี่มันไม่เป็นการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายเกินไปหน่อยหรือ!
สี่เอ๋อร์กำลังจะเอ่ยปากเตือน แต่กลับเห็นอาจื้อส่งสายตาให้ตนเอง
แบบนี้มันยอมไม่ได้— หากไม่ไป ก็จะกลายเป็นว่าเธอไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเท่าอาจื้อน่ะสิ!
"ห้ามไปไกลนักนะ ต้องเฝ้าดูคุณหนูอยู่ในที่มืด..." สี่เอ๋อร์ออกจากศาลามาแล้วกระซิบกำชับกับอาจื้อ
"ข้าเฝ้าเอง เจ้าไม่รู้วิธีซ่อนตัว เดี๋ยวคนจะสังเกตเห็นเข้าแล้วจะเสียแผนเอา"
สี่เอ๋อร์ทั้งขุ่นเคืองและน้อยใจ แต่ก็ทำได้เพียงตกลงตามนั้น
สายลมเอื่อยพัดพากลิ่นหอมของดอกไม้มา ป่าไผ่ช่วยบดบังเสียงอึกทึกของผู้คน ฉางซุ่ยหนิงเท้าคางมองปลาจินลี่สองสามตัวในสระบัว พลางหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
เธอก็ทำได้เพียงทำตัวให้ดูเป็นใจเช่นนี้แล้ว
ส่วนที่เหลือ ก็ต้องขึ้นอยู่กับความกล้าของ "ปลา" และโชคของเธอแล้วละ
ครู่ต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาจากทางด้านหลัง
ฉางซุ่ยหนิงไม่ได้หันกลับไปมอง
จนกระทั่งคนผู้นั้นมาหยุดยืนห่างจากเธอไปเพียงสองสามก้าว—
"แม่นางฉางไม่ไปชมบุปผา เหตุใดจึงมาแอบหาความสงบอยู่ที่นี่เล่า?"
ทันทีที่มีเสียงคนพูดขึ้นมา ปลาจินลี่ในสระเหล่านั้นก็พากันว่ายน้ำหนีหายไปในทันที
ฉางซุ่ยหนิงหันกลับไปมองผู้ที่ทำลายแผนการของเธอลงอย่างเงียบเชียบ "ท่านรองอธิบดีเว่ยไม่ไปจัดการราชการที่สำนักตรวจการ เหตุใดจึงมีเวลาว่างกลับมาเดินเล่นในจวนได้เล่า?"
เว่ยซูอี้ที่ยังคงสวมชุดขุนนางอยู่ยกยิ้มออกมา ในเมื่อเธอไม่ตอบ เขาก็ไม่ตอบคำถามเธอเช่นกัน แต่กลับมองไปที่ดอกไม้สดบนมวยผมของเธอ "โบตั๋นดอกนี้ไม่เลวเลย สีสันยอดเยี่ยมมาก มองแวบแรกคล้ายกับกล่องดวงใจของท่านพ่อข้าไม่มีผิด"
ฉางซุ่ยหนิงได้ยินความนัยในประโยคนั้น เมื่อคิดถึงนิสัยหลงใหลในดอกไม้ใบหญ้าจนเกือบจะเข้าขั้นวิกลจริตของเจิ้งกั๋วกงเว่ยชิน เธอก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่อยู่ในใจ เธอจึงยกมือขึ้นหยิบดอกไม้ออกแล้วยื่นให้เว่ยซูอี้ "ไม่ใช่ข้าที่เด็ดมาหรอกนะ รบกวนท่านช่วยนำกลับไปคืนให้ท่านกั๋วกงด้วยเถิด"
อย่างน้อยก็ยังพอมีซากหลงเหลืออยู่ หากนำกลับไปปักแจกันไว้ก็ยังพอให้ได้อาลัยอาวรณ์ต่อไปได้อีกหลายวัน
"ของที่ให้ไปแล้วจะเอาคืนได้อย่างไร หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของจวนเจิ้งกั๋วกงจะเอาไปไว้ที่ไหน?" เว่ยซูอี้นั่งลงบนม้านั่งหินเช่นกัน พลางจัดชุดขุนนางให้เรียบร้อยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"นึกไม่ถึงว่าวันนี้แม่นางฉางจะมาด้วย เมื่อครู่เห็นรถม้าของจวนท่านอยู่ที่หน้าประตูจวน ก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก" เขาถามอย่างยิ้มแย้ม "ไม่ทราบว่าในจวนของข้ามีสิ่งใดดึงดูดแม่นางฉางหรือ มีเรื่องใดที่เว่ยผู้นี้พอจะช่วยได้หรือไม่?"
เมื่อมองดูชายหนุ่มตรงหน้าที่คล้ายกับจะเดาเจตนาที่เธอมาในครั้งนี้ออกตั้งแต่แรกเห็น ฉางซุ่ยหนิงจึงพยักหน้า "มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านรองอธิบดีเว่ยจะสะดวกบอกหรือไม่"
เว่ยซูอี้เลิกคิ้วขึ้น "ไม่มีสิ่งใดไม่สะดวก เชิญแม่นางฉางพูดมาตามตรงเถิด"
ฉางซุ่ยหนิงจึงพูดตรงๆ "การลอบสังหารในระหว่างทางกลับเมืองหลวงครั้งนั้น จำได้ว่าคนของท่านแม่ทัพใหญ่ชุยจับตัวประกันมาได้และส่งมอบให้ท่านรองอธิบดีเว่ย ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านรองอธิบดีเว่ยสอบสวนได้ความหรือยังว่าคนเหล่านั้นใครเป็นผู้บงการ?"
เว่ยซูอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย "เหตุใดแม่นางฉางถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหันเล่า?"
ฉางซุ่ยหนิงไม่ตอบแต่ถามกลับ "ท่านรองอธิบดีเว่ยไม่สะดวกเปิดเผยอย่างนั้นหรือ?"
เว่ยซูอี้ยิ้มพลางกล่าว "เรื่องนี้เป็นความลับของทางราชการ ตอนนี้องค์จักรพรรดินียังไม่ได้มีพระบัญชาลงมา..."
ฉางซุ่ยหนิงเพียงถามว่า "ท่านรองอธิบดีเว่ยยังจำเรื่องที่ข้าเกือบจะต้องตายเพราะถูกลูกหลงจากท่านได้หรือไม่ ในตอนที่ข้ายังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย?"
รอยยิ้มของเว่ยซูอี้ชะงักไปเล็กน้อย "จำได้สิ"
ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ ที่ทำให้เขาถูกสอนมวยเรื่องการวางตัวไปเสียหนึ่งยก
ฉางซุ่ยหนิงถามต่อ "ตอนนั้นดูเหมือนว่าในยามวิกฤต ข้าจะเป็นคนช่วยชีวิตท่านรองอธิบดีเว่ยไว้ใช่หรือไม่ หรือว่าข้าจำผิดไป?"
เว่ยซูอี้ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ "แม่นางฉางความจำดีถึงเพียงนี้ จะจำผิดได้อย่างไร"
ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า แล้วจ้องมองเขาเงียบๆ
สายตาทั้งสองประสานกันครู่หนึ่ง สาวใช้คนหนึ่งถือถาดสีแดงเข้ามาในศาลา นำน้ำชาและของว่างมาส่งให้
เมื่อสาวใช้จากไป เว่ยซูอี้ก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบาพลางจัดแขนเสื้อ เขาใช้นิ้วจุ่มน้ำชาเล็กน้อย แล้วเขียนนามสกุลหนึ่งลงบนโต๊ะหิน—
(จบแล้ว)