เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (1)

บทที่ 15 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (1)

บทที่ 15 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (1)


หลังจากที่กลับมาถึงบ้านซางจื้อก็รีบเข้าห้อง หยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนอาบน้ำออกมาแล้วเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมจะอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถอดเสื้อ เธอก็นึกถึงเดรสตัวที่เปื้อนที่ถูกเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้ เธอจึงวิ่งออกไปอีกครั้ง

เธอกวาดตามองไปห้องรับแขกและระเบียง

ไม่เห็นถุงพลาสติกนั่นเลย

เธอจึงไปดูที่ห้องของซางเหยียน ประตูห้องก็ไม่ได้ปิดไว้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ในครัว เธอได้ยินเขาทำอะไรก็อกแก็กก๊องแก๊งอยู่ข้างใน

เพิ่งจะไปกินมาไม่ใช่เหรอ?

ซางจื้อนึกในใจ “กินจุจริง ๆ เลย” แล้วเธอก็เดินกลับห้องไป พลันเห็นถุงพลาสติกวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ

เธอจึงหยิบถุงเดินกลับมาที่ห้องน้ำแล้วหยิบกะละมังใบหนึ่งเข้าไปด้วย

ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ซางจื้อซักผ้าเองครั้งแรกอีกด้วย เธอบีบน้ำยาซักผ้า แล้วใช้มือทั้งสองข้างขยี้ตรงจุดที่เลอะ ท่าทางอาจจะดูชักช้าไปบ้างแต่เธอก็ซักได้อย่างสะอาด

กว่าซางจื้อจะออกมาจากห้องน้ำ ก็ผ่านไปเป็นชั่วโมง

เธอหอบกะละมัง วิ่งไปตากเสื้อผ้าที่ระเบียง ขณะที่ซางจื้อกำลังจะกลับเข้ามาในห้องนั้น เธอได้ยินเสียงของซางเหยียน

ดูเหมือนว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ น้ำเสียงนั้นดูไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย “ต้มแล้ว”

“ต้องห่วงอะไร ไม่เห็นเธอจะเป็นอะไรเลย” ซางเหยียนพูด “จะมาให้ใส่พุทรา ตังกุยอะไร ไม่ใช่ แม่ ทำไมไม่บอกก่อนล่ะ ผมจะไปรู้ได้ไง”

“พ่อกับแม่ไม่ได้จะกลับพรุ่งนี้เหรอ? ถึงเวลาแล้วก็กลับมาดูเอาเองเหอะ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ลูกสาวพ่อกับแม่ก็เลี้ยงกันเองนะ แค่นี้นะ สองวันนี้ทำดีที่สุดแล้ว....โอเค ให้เธอดื่มแบบนี้เลยนะ”

ครู่หนึ่ง ซางเหยียนเหมือนว่าจะวางโทรศัพท์ไปแล้ว ไม่นานนักเขาก็ออกมาพร้อมกับถ้วย เขามองมาที่ซางจื้อแล้วพูดเสียงเย็น “เดินมาดื่มเอง”

ซางจื้อเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ “พี่ไม่ชอบฉันขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นน่ะนะ” ซางเหยียนถอนหายใจ แล้วพูดเน้นเสียงเรียงตัว “ตอนนี้เธอคงโดนฉันตีตายไปแล้ว”

พูดจบ ซางเหยียนขี้เกียจจะยุ่งกับเธออีกจึงเดินกลับเข้าห้องไป

ซางจื้อเดินไปที่โต๊ะกินข้าวแล้วยกชามขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วจึงกลับเข้าห้องไป เธอนั่งที่โต๊ะก่อนจะจิบสมุนไพรในถ้วยจิบหนึ่ง

น้ำสมุนไพรนั่นยังคงร้อนเกินไป

เธอจึงวางมันไว้ข้าง ๆ ก่อนจะเหลือบตาไปเห็นตุ๊กตาโดราเอมอนที่ถูกเธอวางไว้บนเตียง

ซางจื้อเดินเข้าไป แล้วจับมันวางไว้ด้วยกันกับตุ๊กตาของต้วนเจียสวี่ที่เธอได้มาก่อนหน้านี้ที่หัวเตียง

เธอล้มตัวลงนอนห้อยขา แล้วใช้นิ้วจิ้ม ๆ ไปที่หน้าของตุ๊กตา

หลังจากนั้นก็พลิกตัวกลับมานอนมองเพดาน

เธอเริ่มจะฝันกลางวัน

วันนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องที่ออกจะหน้าอายไปหน่อย

แต่เธอก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

-

ด้วยความนี่เป็นประจำเดือนครั้งแรกของเธอ นอกจากช่วงท้องที่ปวดกับความรู้สึกที่แปลกไปจากเดิมแล้วก็ไม่ได้มีอาการเจ็บปวดอื่นใดอีก หากแต่วันถัดมาเธอตื่นขึ้นด้วยอาการปวด ที่ท้องของเธอปวดราวกับโดนเข็มแทง

หลีผิงและซางหรงนั้นกลับมาแล้วและได้ต้มโจ๊กข้าวฟ่างให้แก่ซางจื้อถ้วยหนึ่ง

“ยังปวดอยู่ไหมลูก?” หลีผิงนั่งลงข้าง ๆ เธอแล้วเอ่ยถาม หลังจากรอให้เธอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว “มาแล้วก็ดีเหมือนกัน เห็นน้าสะใภ้บอกว่า พอเสี่ยวปิงประจำเดือนมา ส่วนสูงก็พุ่งปี๊ดเป็นร้อยเจ็ดสิบเลย”

ซางจื้อตักโจ๊กกินคำหนึ่ง ได้ยินดังนั้นเธอจึงนึกอยู่ครู่หนึ่ง “พี่ลูกพี่ลูกน้องน่ะเหรอคะ”

“ใช่แล้ว”

ซางจื้อเอ่ยถาม “พี่เขาสูงร้อยหกสิบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

หลีผิง “ใช่ คิดดูแล้วลูกอาจจะสูงถึงร้อยหกสิบก็ได้”

“ร้อยหกสิบ……” ซางจื้อกลืนโจ๊กลงไปก่อนจะส่ายหัว “หนูอยากสูงมากกว่านั้นอีกสักหน่อย จะให้ดีสักร้อยเจ็ดสิบ”

“งั้นจื๋อจื่อของพวกเราก็ต้องกินข้าวเยอะ ๆ” หลีผิงพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน “เดี๋ยวก็โตแล้ว”

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ซางจื้อก็เอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ทำอะไรเลยทั้งวัน แต่คิดเรื่องที่เธอจะสูงขึ้น นี่ก็เป็นอย่างแรก

ที่บ่งบอกว่าเธอเป็นผู้ใหญ่แล้วและหลังจากนี้เธอก็จะไม่เหมือนเด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว

“……”

ดูเหมือนอาการปวดของเธอจะไม่ได้หนักหนาอะไร

-

วันพุธหน้าเป็นวันเกิดของฟู่เจิ้งชู

เดิมทีซางจื้อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปและเธอเองก็ไม่คุ้นเคยกับเพื่อนกลุ่มนั้น หลีผิงก็ได้ช่วยสมัครในคอร์สวาดภาพภาคฤดูร้อนให้เธอแล้ว แต่เป็นเพราะอินเจินหรูโทรมาหาเธออย่างไม่หยุดหย่อน เธอจึงยอมตอบตกลง

บ้านของอินเจินหรูเองก็อยู่แถว ๆ นี้ เธอมาหาซางจื้อแต่เช้ากะว่าจะไปพร้อมกัน เป็นเพราะร้านคาราโอเกะนั้นอยู่อีกย่านหนึ่งทั้งสองคนจึงมารอรถที่ป้ายรถเมล์ใกล้ ๆ

เดือนสิงหาคม อากาศร้อนอบอ้าวเป็นอย่างมาก อุณหภูมิพื้นดินที่ร้อนระอุ จนได้กลิ่นไอดิน หญิงสาวทั้งสองใส่เสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้นถือร่มรออยู่ที่ป้ายรถเมล์

ครู่หนึ่ง ซางจื้อที่ร้อนจนแทบจะระเบิด “นัดตอนบ่ายโมงไม่ใช่หรือไง มาทำไมแต่เช้า”

“ฉันลืมซื้อของขวัญน่ะ…..” อินเจินหรูพูดพลางปลิ้นลิ้นอย่างขัดเขิน “เอาเหอะ ยังไงเราก็ต้องไปที่ช่างอัน ไปเดิน ๆ หาซื้อของขวัญแถวนั้นแล้วค่อยไปหาพวกฟู่เจิ้งชู”

“แต่ตอนนี้มันเพิ่งจะสิบโมงเองนะ”

“นั่งรถไปก็ชั่วโมงนึงแล้วไง” อินเจียหรูมองนาฬิกาแล้วมองนาฬิกาอีก “พอเราไปถึงก็สิบเอ็ดโมงแล้ว ซื้อของแล้วก็กินข้าวกลางวัน เวลาก็พอดี ๆ ไม่ใช่หรือไง”

ซางจื้อพึมพำ “ฉันไปกินข้าวเลยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ฉันจะไปเดินคนเดียวได้ยังไง!” อินเจินหรูพูด “แล้วก็ เธอไม่ได้เรียนประถมห้องเดียวกันกับฟู่เจิ้งชูมาตลอดหกปีหรอกเหรอ ทำไมฉันรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอสองคนไม่ดีเอาซะเลยแฮะ”

“ก็ไม่ดีไงล่ะ”

“……” อินเจินหรูไม่อยากจะเชื่อ “พูดจริงพูดเล่น ฉันก็นึกว่าฟู่เจิ้งชูเขา…….อย่างงั้นอะ…..เธอเก็ตปะ”

ซางจื้อขมวดคิ้ว “อะไร ไม่เข้าใจ”

อินเจินหรูยื่นหน้ามาใกล้แล้วกระซิบ “แอบชอบเธอไง”

“……”

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถมาพอดี

ไม่รอให้ซางจื้อได้ตอบ อินเจินหรูก็รีบขึ้นรถทันที

บนรถค่อนข้างโล่ง มีผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จึงเหลือที่นั่งอีกจำนวนมาก ทั้งสองคนเลือกที่จะนั่งที่นั่งแถวหลัง

ซางจื้อยังคงคิดถึงคำพูดของอินเจินหรู ความรู้สึกของเธอค่อนข้างจะบอบบาง “ใครบอกเธอ”

“เธอดูไม่ออกหรือไง” อินเจินหรูพูด “หมอนั่นมาหาฉันแล้วนัดเธอให้ออกไปด้วยบ่อยจะตาย ห้องหกอยู่ชั้น 3 ห้องเราอยู่ชั้น 2 แต่เขาชอบมาโผล่หน้าที่ห้องเรา”

ซางจื้อถาม “แล้วทำไมเธอไม่คิดว่าเขาแอบชอบเธอบ้างล่ะ?”

“……”

“ถ้าอย่างงั้นทำไมหมอนั่นถึงมามาหาฉันตรง ๆ ไปเลยล่ะ แต่กลับมาผ่านทางเธอเนี่ยนะ” ซางจื้อท่าทางดูจริงจัง “พวกเธอสองคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนี่”

“……..มันก็จริงอย่างที่เธอพูด” อินเจินหรูทำปากบู้บี้ “แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับเธอ ปกติเขาก็ไม่มาหาฉันหรอกนะ”

บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง

ซางจื้อมองจ้องเธอ ก่อนจะชี้นิ้วมาที่แก้มของตนเอง

อินเจินหรูงง “อะไร ไม่ได้มีอะไรติดหน้าเธอสักหน่อย”

ซางจื้อยังคงชี้ที่แก้มของเธอ

อินเจินหรูถึงกับถอยห่างไปด้านหลัง พร้อมทำท่าปฏิเสธ “จะให้ฉันหอมแก้มเธอเหรอ?!”

“อะไรของเธอ” ซางจื้อมอง “ฉันแค่จะบอกว่า ฉันเคยทะเลาะกับฟู่เจิ้งชู”

“ฮะ? เมื่อไหร่?”

ซางจื้อนึกย้อนถึงความทรงจำในอดีตครู่หนึ่ง “อย่างเรื่องตอนป.2”

“ป.2 ตอนนั้นเธอเท่าไหร่น่ะ”

“ฉันแก่กว่าหมอนั่นปีนึง” ซางจื้อพูด “ตอนเด็ก ๆ มีพวกผู้ชายชอบมาต่อยตีเด็กผู้หญิง แต่หมอนั่นน่ะแตกต่างออกไป เขาไม่ทำร้ายเด็กผู้หญิงเลย ทำแต่ฉันนี่แหละ”

“ว่าไงนะ?”

“หมอนั่นคิดว่าฉันเป็นเด็กผู้ชายน่ะ”

“……”

“มีครั้งนึง” ซางจื้อชี้ไปที่แก้มข้างขวาของตนเองแล้วกัดฟันพูดเรียงตัว “หมอนั่นใช้กำปั้นต่อยฉันตรงนี้”

คำว่ากำปั้น ทำให้เธอกัดฟันกรอดแน่นขึ้นไปอีก

อินเจินหรู “แม่เจ้า แล้วเธอเป็นอะไรมากไหม?”

“หืม? ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าหนักดีไหม” ซางจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา “ไม่ใช่ว่าฉันสู้หมอนั่นไม่ได้นะ ฉันแค่ยังไม่ได้ตั้งตัวน่ะ ก็เลยร่วงเลย”

“……”

“หลังจากนั้นก็ฟันหลุดมาซี่นึง” ซางจื้อหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า “ตอนนั้นฉันโกรธมากเลย ฉันเลยผลักหมอนั่นไปทีนึง”

“……แล้วจากนั้นล่ะ”

“หมอนั่นก็ร่วงลงไปกองกับพื้น”

“……”

-

พูดจบ อินเจินหรูก็สลัดความคิดนั้นออกจากหัวตนเอง จากนั้นก็ได้เวลาซื้อของขวัญ เธอเองก็ไม่ได้บังคับให้ซางจื้อซื้อของให้ฟู่เจิ้งชู

ดูเหมือนว่าทั้งสองคนนั้นจะเป็นคู่อริกันและเป็นการหลีกเลี่ยงความบาดหมาง

ซางจื้อที่ตอนนี้รู้สึกโล่งขึ้น เดินตามหลังอินเจินหรูหยิบจับของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขึ้นมาดู

อินเจินหรูเลือกของขวัญตามใจตัวเองแล้วก็ซื้อโคมไฟอันเล็ก ๆ มาอันหนึ่ง ในตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าจะถึงเวลานัด ทั้งสองจึงไปนั่งกันในร้านขนมหวาน

ร้านนี้เป็นร้าขนมแฟรนไชส์ พื้นที่ร้านมีขนาดเล็ก ตกแต่งสไตล์จีน มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้สีเข้ม โคมไฟสีนวลให้บรรยากาศอบอุ่น

ภายในร้านเปิดแอร์ทำให้เย็นกว่าด้านนอกที่ร้อนอบอ้าว

ในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่นเลย จะมีก็แต่พนักงานหนึ่งคนเท่านั้น

เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด พนักงานร้านจึงช้อนสายตาขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วออกจะขี้เกียจ “ยินดีต้อนรับครับ”

เสียงนั่นฟังดูแล้วคุ้น ๆ

ซางจื้อสูดหายใจเข้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมอง

ชายหนุ่มในผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาล นั่งอยู่ในเคาน์เตอร์แคชเชียร์ คันคิ้วที่ทิ้งตัวและสีนัยน์ตาที่อ่อนลงเมื่ออยู่ภานใต้แสงไฟ สายตาที่ช้อนขึ้นมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของซางจื้อ

จากนั้นหางตาของเขาก็ดูเลิกขึ้นเล็กน้อย

บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง

ซางจื้อจึงเอ่ยปากเรียก “พี่”

ต้วนเจียสวี่มองมาที่ซางจื้อและหญิงสาวที่ยืนข้าง ๆ ก่อนจะพยักหน้า “มาเที่ยวกันเหรอ”

ซางจื้อ “อื้ม”

อินเจินหรูยืนมองพวกเขาทั้งสองอย่างเงียบ ๆ

ซางจื้อหยิบเมนูขึ้นมาก่อนจะถามขึ้นอย่างลังเล “พี่ ทำพาร์ตไทม์ที่นี่เหรอ?”

“อื้ม” ต้วนเจียสวี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก “ไปหาที่นั่งก่อนสิ อยากกินอะไรก็ค่อยมาสั่ง เดี๋ยวพี่ไปเสิร์ฟให้นะ”

ซางจื้อตอบรับทีหนึ่ง ก่อนจะหาที่นั่งมุมในสุดกับอินเจินหรู

ในตอนที่เปิดเมนู อินเจินหรูลอบมองไปทางต้วนเจียสวี่แล้วถามขึ้นอย่างสงสัย “นั่นใครน่ะ จำได้ว่าพี่ชายเธอไม่ได้หน้าตาแบบนี้นี่นา”

“เพื่อนพี่”

“หล่อจัง” เอามือทาบอก “จำได้ว่าพี่ชายเธอก็หล่อเหมือนกันนี่นา นี่ซางจื้อ เธอนี่โชคดีชะมัดเลย”

ซางจื้อ “เพ้อเจ้อ”

อินเจินหรู “ฮะ?”

ซางจื้อ “พี่ฉันหล่อตรงไหน”

“……”

ครู่หนึ่งหลังจากที่ทั้งสองเลือกเมนูของหวานกันได้แล้ว ซางจื้อจึงก็ถือเมนูไปหาต้วนเจียสวี่ “พี่ หนูเอาสาคูมะพร้าวแล้วก็มะม่วงพุดดิงนม”

ต้วนเจียสวี่ “อืม”

ซางจื้อคิดคำนวณราคาแล้วหยิบแบงก์ยี่สิบหยวนและแบงก์สิบหยวนออกมาอย่างละใบ พร้อมกับหยิบเหรียญออกมาอีกสามเหรียญ เธอล้วงหาอีกเหรีญหนึ่งแต่ก็ไม่พบ

ซางจื้อเอาเงินทั้งหมดวางไว้ที่เคาน์เตอร์แล้ว หันหลังกลับ เธอกะว่าจะเดินไปหยิบกระเป๋าที่โต๊ะเพื่อจะไปเอาเงินมาเพิ่มอีกหยวนหนึ่งให้ครบ

เพิ่งจะก้าวออกมาได้สองก้าว ต้วนเจียสวี่ก็เรียกเธอจากด้านหลัง “ตัวเล็ก”

ซางจื้อหันหน้ากลับมา “ฮะ?”

ต้วนเจียสวี่ใช้มือเคาะ ๆ เงินที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วยืนเอาศอกเท้าโต๊ะทิ้งน้ำหนักตัวเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้น “แกล้งพี่ หาว่าพี่นับเลขไม่เป็นเหรอคะ?”

ซางจื้อเม้มปากแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะแล้วหยิบเหรียญหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอากลับไปวางให้เขาที่เคาน์เตอร์

ต้วนเจียสวี่หลุบตามองต่ำ “ขาดอีกหยวนนึง”

“……”

ซางจื้อรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นเขาที่โกงเงินเธอ ว่าแล้วเธอก็เริ่มแจกแจงรายละเอียด “อันนี้สิบแปดหยวน อันนี้สิบหกหยวน รวมเป็นสามสิบแปดหยวน ขาดหยวนนึงตรงไหน”

“เมื่อกี้ไม่ได้พูดว่าพี่หล่อหรอกเหรอ?”

“……”

เธอพูดที่ไหนกันเล่า นั่นมันอินเจินหรูพูดต่างหาก

แล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องนี้ล่ะ

“แอบมองพี่ตั้งหลายที ถ้าให้มองฟรี ๆ....” เขาลากเสียงยาวน้ำเสียงเอ้อระเหยลอยชาย “งั้นพี่ก็เสียเปรียบแย่น่ะสิ”

จบบทที่ บทที่ 15 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว