- หน้าแรก
- รักต้องบอก
- บทที่ 14 แพ้วัวและแกะ (2)
บทที่ 14 แพ้วัวและแกะ (2)
บทที่ 14 แพ้วัวและแกะ (2)
ซางจื้อมองผัดซีอิ๊วที่เหลือแต่เส้น แครอทหั่นฝอยและผักปะปนบ้างเพียงไม่กี่ชิ้น น่าสงสารอะไรอย่างนี้ สายตาของเธอจ้องเขม็งไปในถ้วยของต้วนเจียสวี่ที่เต็มไปด้วยเนื้อวัว
เธอถึงกับปรี๊ดแต่มันจุกอยู่ในใจ
“……”
เธอไม่อยากจะพูด
พี่! ชอบกินเนื้อ! ขนาดนั้นเลยเรอะ!!!
ซางจื้อเม้มปาก แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์
เธอรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้ และเธอเองก็ไม่อยากจะเสียแรงมานั่งบ่น จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนคีบเส้นผัดซีอิ๊วที่เหลือเลือกจากเขาคนนั้น
บนโต๊ะ คนที่พูดมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นเฉียนเฟย ยิ่งดื่มเหล้าเข้าไปแล้วล่ะก็ยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งค่ำวันนั้น เป็นเขาพูดเสียส่วนใหญ่อาหารบนโต๊ะส่วนใหญ่ก็เขาเป็นคนจัดการเรียบ
ซางจื้อเบื่อจะฟังสิ่งที่พวกเขาคุยกันแบบสุด ๆ
นอกจากเรื่องเกม เกม และเกมแล้ว ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสาว ๆ หรือเรื่องเรียนสักนิด
ซางจื้อเองได้แต่นั่งเคี้ยวเส้นตุ้ย
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เฉียนเฟยที่คออ่อนจู่ ๆ ก็เมา ครั้งนี้เขาเริ่มพูดเรื่องชีวิต ทีทั้งสิ้นหวังและย่อยยับของเขา
“แม่มเอ๊ย ฉันปีสามแล้วทำไมยังไม่มีแฟนอีก ปีสามแล้วน้า...”
ซางจื้อที่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบปีกไก่ ถึงกับต้องดึงมือกลับเพราะตกใจเสียงร้องของเขา
เธอเหลือบไปมองเข้าครั้งหนึ่ง
ซางเหยียนยกยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องร้อง เรียนจบแล้วค่อยมาร้องก็ยังทัน”
“ไม่! พอกันที!” แล้วเฉียนเฟยก็ชี้นิ้วมาที่ซางเหยียน “ผู้หญิงที่มาหาฉันน่ะ ไม่ได้มาขอเบอร์ฉันสักนิด...” จากนั้นก็ชี้ไปที่ต้วนเจียสวี่ “ก็แค่มาขอเบอร์นายจากฉัน!”
“……”
เฉียนเฟยร้องไห้ฮือ ๆ ออกมา “ไม่มีใครมาขอเบอร์ฉันเลย เบอร์ที่เป็นของฉันเองน่ะ!”
มองชายอกสามศอกร้องไห้โฮเช่นนี้ ซางเหยียนจึงแนะนำอย่างใจเย็น “หรือไม่ ครั้งต่อไปนายก็บอกไปสิว่านายชื่อซางเหยียน เสร็จแล้วก็ให้เบอร์นายไปเลย”
ต้วนเจียสวี่ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เขาดังกระดาษทิชชูออกมา แล้วหยิบปีกไก่ไม้หนึ่งไปวางในถ้วยของซางจื้อ พลางพูดขึ้น “บอกไปว่าชื่อต้วนเจียสวี่ก็ได้นะ”
“……”
นี่มันไม่ใช่ว่าตอกย้ำกันหรอกหรือไง?
เฉียนเฟยหยุดร้องแล้วมองทั้งสองคน
แล้วบรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้น
ซางจื้อที่ไม่กล้ามอง เธอรู้สึกว่าระเบิดอาจจะลงในเร็ว ๆ นี้
ครู่หนึ่งผ่านไป เฉียนเฟยก็พลันร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง ราวกับว่าได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้ น้ำตารื้นแล้วก็พูดออกมาอย่างซาบซึ้ง “ไอ้เพื่อนรัก! ฮือ ๆ ๆ ๆ ไอ้เพื่อนรัก!!!”
ซางจื้อ “…..”
-
หลังจากที่ทุกคนอิ่มกันแล้ว ซางเหยียนจึงลุกไปเช็กบิลก่อนแล้วจึงเดินออกไปเอารถ
ต้วนเจียสวี่พยุงเฉียนเฟยลุกขึ้น แล้วหันมามองซางจื้อ “ตัวเล็ก มาอยู่ข้างหน้าพี่”
ซางจื้อตอบรับ
เมื่อได้ยินเสียงของซางจื้อ เฉียนเฟยมองมาทางเธอแล้วดูเหมือนเขาจะนึกขึ้นมาได้ “เอ้อ น้องหนู พี่จะไปคีบตุ๊กตาให้เธอ รอเดี๋ยวนะ จะเอาตัวไหน พี่นี่เซียนคีบตุ๊กตา”
เมื่อเห็นเขาในสภาพที่เดินโซเซแล้ว ซางจื้อจึงพูดขึ้นอย่างลังเล “ไม่ต้องหรอกค่ะ……”
“ไม่ได้! พี่คำไหนคำนั้น ไม่โกหก!” เฉียนเฟยหยิบเงินออกมาจากกระเป๋ายี่สิบหยวน “ไป คีบตุ๊กตากัน”
เมื่อออกมาจากร้านบาร์บีคิวแล้ว ติดกันนั้นมีเครื่องคีบตุ๊กตาวางอยู่หกเครื่อง
เฉียนเฟยนำเงินทั้งหมดไปแลกเหรียญ แบ่งสิบเหรียญให้ซางจื้อ ท่าทางภาคภูมิ “อยากได้อันไหน บอกพี่ เดี๋ยวพี่คีบให้”
ซางจื้อสุ่มเลือกมาตัวหนึ่ง
เฉียนเฟยเดินด้วยท่าทางโซ ๆ เซ ๆ เข้าไป
ซางจื้อกวาดตามองรอบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปตู้ที่มีตุ๊กตาโดราเอมอนอยู่ข้างในแล้วใส่เหรียญเข้าไปสามเหรีญ เธอเล่นไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก จึงค่อนข้างช้า ไม่ใช่ว่ากดปุ่มไม่ตรงตำแหน่งแต่ดูเหมือนว่าที่คีบจะอ่อนแรงเสียเหลือเกินทำให้คีบไม่ขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ต้วนเจียสวี่ได้มายืนอยู่ข้าง ๆ เธอ
ซางจื้อเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นหน้าเขาก็พาให้คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่และยังรู้สึกอายอยู่ เป็นเพราะเรื่องเนื้อวัวนั่นด้วยที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก
เธอเงียบพลางเอาเหรียญใส่ลงไปอีก
แล้วครั้งนี้ก็คีบไม่ได้อีกเช่นเคย
ซางจื้อมองไปข้าง ๆ ปรากฏว่าเฉียนเฟยก็ยังคีบไม่ได้สักตัวเหมือนกันเธอจึงอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอสองจิตสองใจว่าจะเล่นต่อหรือจะหยุดเปลืองเงินแต่เพียงเท่านี้
ครู่หนึ่ง ต้วนเจียสวี่ก็เอ่ยเสียงเอื่อย “ตัวเล็ก ให้พี่เหรียญนึงสิ”
“…….” ซางจื้อหันหน้ามา พูดอย่างไม่เต็มใจนัก “แล้วทำไมพี่ต้องมาเอาเหรียญหนูด้วยล่ะ”
ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “ก็พี่ไม่มีเงิน”
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วซางจื้อก็ยื่นเหรียญให้กับเขา
ต้วนเจียสวี่ยืนหน้าตู้คีบ แล้วถามเธอ “จะเอาตัวไหน”
ซางจื้อชี้ไปที่ตุ๊กตาที่ใส่หมวกสีแดงและอดไม่ได้ที่จะพูด “หนูคีบมาตั้งหกครั้งแล้วยังคีบไม่ได้เลย”
ต้วนเจียสวี่ “อื้ม เดี๋ยวพี่คีบให้”
ซางจื้อยืนมองอยู่ข้าง ๆ เขาเล็งที่คีบไปยังตุ๊กตาตัวนั้น แล้วกดปุ่มเบา ๆ จากนั้นตะขอคีบก็ทิ้งตัวลงมาเกี่ยวตุ๊กตาตัวนั้นยกขึ้นมาแต่แล้วก็ร่วงลงเสียก่อน
“……”
ซางจื้อหันมองหน้าต้วนเจียสวี่
ต้วนเจียสวี่ไม่ได้รู้สึกประหม่าแม้แต่น้อย เพียงแต่หันหน้ามาทางเธอแล้วพูดขึ้น “เอามาให้พี่อีกได้ไหม?”
“……”
จากนั้น เธอก็ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาอย่างเงียบ ๆ ดูต้วนเจียสวี่ที่ขอเหรียญเธอเล่นต่อไป จนครั้งสุดท้ายแล้ว เขาถึงจะคีบตุ๊กตาออกมาให้เธอได้สำเร็จ
ต้วนเจียสวี่ก้มลงหยิบตุ๊กตาออกมาจากตู้ “คีบตุ๊กตานี่ไม่ง่ายเลยแฮะ”
ซางจื้อ “ไปซื้อเอาเหอะ”
“พี่ไม่เคยเล่นเลยนี่” ต้วนเจียสวี่เงยหน้าขึ้นแล้วส่งตุ๊กตาให้เธอ “ไม่ชอบขนาดนั้นเลย”
ปลายนิ้วของซางจื้อกระดิกเล็กน้อยแต่ไม่ยื่นมือออกไปรับ
ต้วนเจียสวี่ก็นิ่งอยู่อย่างนั้น
ครู่หนึ่ง ซางจื้อหลุบตาลงล่างก่อนจะรับมันมา “ขอบคุณค่ะพี่”
ต้วนเจียสวี่ส่งยิ้มบาง “ยัยเด็กขี้งอน”
“……”
“คีบตุ๊กตาได้แล้ว” ต้วนเจียสวี่ยืดตัวขึ้นแล้วลูบหัวเธอ “ไม่ต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วนะ”
คำพูดเช่นนี้เหมือนกับคำพูดที่ซางเหยียนพูดกับเฉียนเฟยเมื่อครู่
แต่เขารู้ดีว่าไม่ใช่เหตุผลนั้น ที่ทำราวกับลืมเรื่องราวทั้งหมด ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก็เพราะแคร์ความรู้สึกของเธอ
เธอรู้สึกเหมือนว่าลำคอและหูของเธอร้อนผ่าว ซางจื้อค่อย ๆ กระชับตุ๊กตาแน่น ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับเขา
-
เนื่องจากเฉียนเฟยเมาหนัก ซางเหยียนขับรถไปส่งเขาถึงบ้าน แล้วพากันพยุงเขาขึ้นไปกับต้วนเจียสวี่ จากนั้นจึงขับรถมาจอดอยู่หน้าทางเข้ามหาวิทยาลัยหนานอู๋
ต้วนเจียสวี่ลงจากรถจากนั้นก็โบกมือให้กับสองพี่น้องแล้วเดินกลับเข้ามหาวิทยาลัยไป
กลางคืนที่มืดสนิท ไฟที่ประตูหน้าสว่างไสวและไฟด้านในที่สลัวลง แผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มค่อย ๆ กลืนไปในความมืดจนลับตา
เมื่อเขาเดินลับตาไปแล้วจึงออกรถ
ซางจื้อหันกลับมาถาม “พี่ พี่เจียสวี่เขาอยู่ที่มหาลัยเลยเหรอ”
ซางเหยียน “อืม”
“ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ”
“บ้านหมอนั่นไม่ได้อยู่ฝั่งนี้น่ะ”
“ตอนนี้ปิดเทอมไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่รู้” ซางเหยียนขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดกับเธอ “ทำไมเธอพูดมากจังฮะ”
ซางจื้อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นหัวเข้าไปใกล้ ๆ แล้วถามว่า “ตอนนั้นที่พี่เฉียนเฟยบอกว่ามีคนมาหาเขาแล้วถามเบอร์พี่น่ะ จริงหรือเปล่า?”
ซางเหยียน “ไร้สาระ”
ซางจื้อ “แล้วไงต่อล่ะ”
ซางเหยียน “ก็ไม่ไงต่อ”
“อ้อ” ซางจื้อคิดครู่หนึ่ง “ดีนะไม่ให้ไป”
ซางเหยียนใส่แผ่นซีดีและไม่ได้พูดอะไรอีก
อีกครู่หนึ่งผ่านไป ซางจื้อก็พูดขึ้นว่า “หนูว่า พวกเธออาจจะมาหาพี่เฉียนเฟยเพื่อมาขอเบอร์พี่ เพื่อเอาช่องทางติดต่อพี่เจียสวี่ก็ได้”
“……”
“ดูสภาพตัวเองหน่อยน่า”
“เงียบน่า”
“อย่าให้พวกเธอมาทำให้พี่ขายหน้าน้า”
“……”
“ถึงแม้ว่าพี่จะขี้เหร่ที่สุดในบ้าน แต่ว่า” ซางจื้อหยุดเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง และพูดอย่างนุ่มนวล “แต่ว่า อยู่ข้างนอกพี่ก็ขี้เหร่เหมือนกันอีกนั่นแหละ”
“……”