เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)

บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)

บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)


แม้ว่าเสียงของซางจื้อจะไม่ได้ดังและใช้น้ำเสียงอันเรียบนิ่ง แต่อาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอพูดออกมาเมื่อครู่นั้นออกจะช็อกเกินไปสักหน่อย ทำให้ในเวลานี้เสียงพูดของเธอก็เป็นเหมือนกับโทรโข่งกรอกหูของเขาทั้งสองคน

ความเงียบถูกทำลายลงและบรรยากาศก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไปบ้างแต่ก็กลับมากระอักกระอ่วนอีกครั้ง

ต้วนเจียสวี่หุบยิ้มและยังคงนิ่งเงียบ

หญิงสาวไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่รู้ว่าโดนแทงใจดำหรือกำลังคิดว่านี่เป็นเรื่องตลก เธอยิ้มแล้วค่อย ๆ ลดโทรศัพท์ในมือลง

ซางจื้อลอบมองต้วนเจียสวี่ครู่หนึ่ง

และบังเอิญสบตากับเขาพอดิบพอดี เธอรีบหลบสายตาแล้วกอดกระเป๋าแนบอกพลางคลำหาโทรศัพท์ เธอทำประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเพียงฉากหลังเท่านั้น

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ต้วนเจียสวี่เบนสายตาไปทางอื่นพร้อมพูดตามน้ำไป “อืม ผมก็เป็นคนห่วยแตกแบบนั้นแหละ”

“……..”

“ถึงแม้ช่วงนี้จะรับมือไม่ค่อยได้เท่าไหร่” เขาขำน้อย ๆ พร้อมควงโทรศัพท์ในมือแล้วพูดขึ้นอย่างเอื่อย ๆ “ถ้าเธออยากจะโทรมาล่ะก็ โทรมาเบอร์นี้ได้นะ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติราวกับว่าไม่มีอะไรผิดแปลก อีกทั้งใบหน้าที่ไม่ปรากฏท่าทีว่าจะเขินอายแม้แต่น้อย เขาทำตัวเหมือนกับพวกที่พอหน้าตาดีกว่าชาวบ้านเขานิดหน่อยก็มายกตัวข่มท่านอย่างไรอย่างนั้นแหละ

ต้วนเจียสวี่ยักคิ้วพร้อมทั้งทำท่าทีดูเหลาะแหละ “จะเอาไม่เอาคิดดูก่อนก็ได้”

หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามที่จะรักษามารยาทเอาไว้ “ไม่เป็นไรค่ะ”

“น่าเสียดายจัง” ต้วนเจียสวี่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนเศร้าว่า “หรือไม่เธอก็ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ไหมล่ะ? เผื่อว่าวันหลังผมจะเปลี่ยนใจ......”

ไม่รอให้พูดจบหญิงสาวก็หันหลังเดินจากไปทันที

เหลือเพียงต้วนเจียสวี่และซางจื้อสองคนเท่านั้น

เมื่อรอจนหญิงสาวเดินลับสายตาไปแล้ว ต้วนเจียสวี่จึงหันเหสายตามาทางซางจื้อแล้วพูดขึ้นอย่างติดตลกว่า “ตัวเล็ก ถ้าพี่หาได้ไม่ครบสามสิบคนจะทำยังไง?”

“………”

น้ำเสียงนั่นที่ทั้งอบอุ่นทั้งสงบนิ่งราวกับว่าตั้งใจจะถามเธอจริง ๆ

และรอยยิ้มนั่นที่ราวกับซ่อนใบมีดเอาไว้

ซางจื้อคิดว่ายอมให้เขาโกรธตนเองยังจะดีเสียกว่า

“ยังขาดอยู่อีกหนึ่งคนนี่” ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “งั้นจะผ่านเดือนนี้ไปได้ยังไงกันนะ?”

“……..” ซางจื้อไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกไปทั้งนั้น เธอไอแค่กออกมาอย่างเสแสร้ง สันหลังชาวาบ ความรู้สึกขี้ขลาดตาขาวพลันท่วมท้นในใจอยู่เต็มประดา

ต้วนเจียสวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เขาเงียบกว่าที่เคย

ราวกับว่าเขาได้ดำเนินแผนการใหญ่เสร็จสิ้นไปแล้ว

ครั้งนี้ซางจื้อรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ แม้แต่ลอบมองเขาเธอก็ไม่กล้า ได้เพียงแต่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกไหม เธอลอบกลืนน้ำลายก่อนจะค่อย ๆ ถอยเท้าไปข้างหลังอย่างเงียบเชียบ

เธอรวบรวมความกล้าแล้วตะโกนออกไปว่า “ไว้เจอกันใหม่นะคะพี่” จากนั้นก็วิ่งออกไปราวกับจะชิ่งหนีปัญหา

ต้วนเจียสวี่เลิกคิ้วแล้วคว้าแขนเธอเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

“จะวิ่งไปไหน?”

วิ่งไปได้ไม่ถึงสองก้าวเธอก็ถูกเขาจับเอาไว้เสียแล้ว

ซางจื้อตระหนักได้ทันทีว่าโอกาสที่เธอจะหนีได้ในตอนนี้นั้นเป็นศูนย์

เธอรู้สึกท้อแท้

“นี่มันก็เย็นมากแล้ว......ช่วงนี้ฟ้ามืดเร็ว” ซางจื้อก้มหน้าลงอย่างร้อนตัวและพูดเสียงเบาอย่างกับยุง “อีกเดี๋ยวแม่ก็กลับบ้านแล้ว ถ้าเห็นว่าหนูยังไม่กลับบ้านเดี๋ยวจะเป็นห่วงเอา”

ต้วนเจียสวี่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “เย็นขนาดนี้ พี่จะปล่อยเธอกลับบ้านคนเดียวได้ยังไงกัน?”

ซางจื้อตอบขึ้นมาทันที “ไม่เป็นไร ป้ายรถเมล์ก็อยู่แถว ๆ นี้เอง พอลงจากรถเดินกลับบ้านก็ไม่ไกลแล้ว พี่เองก็ต้องกลับไปที่มหาลัยนี่ จะไม่ยิ่งค่ำไปกว่าเดิมเหรอ”

“หืม?” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเธอจะเป็นห่วงพี่ขนาดนี้เลยนี่”

“………” ในเมื่อหนีไม่พ้นและเธอก็ไม่อยากจะทำให้อะไร ๆ แย่ไปกว่านี้ “พี่ชาย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะเก็บมันมาใส่ใจทำไม พี่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อยไม่ใช่เหรอ”

ต้วนเจียสวี่ถามขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย “มันจะไม่เสียหายได้ยังไง?”

เธอพูดอย่างชัดเจนมั่นใจ “ก็ที่พี่คิดนานขนาดนั้นไม่ใช่เพราะไม่อยากจะให้เบอร์พี่สาวคนนั้นไปไม่ใช่หรือไง จะปฏิเสธก็เสียมารยาท ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ว่าฉันช่วยพี่ไว้หรอกเหรอ? พี่ต้องขอบคุณฉันด้วยซ้ำนะ”

แม่สาวน้อยคนนี้นี่วาจาช่างร้ายกาจเสียจริง ๆ พูดได้ตาไม่กะพริบแม้แต่น้อย ต้วนเจียสวี่มองเธอครู่หนึ่งแล้วหัวเราะ “โอเค” เขาเอ่ย

“แต่ว่านะ พี่ก็เพิ่งช่วยฉันไป” การที่เขาตอบกลับเธอมาเช่นนี้แต่ความมั่นใจของซางจื้อก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาแม้แต่น้อย เธอได้แต่กัดฟันพูด “งั้นตอนนี้เราก็เจ๊ากันแล้ว”

“พูดแบบนี้ไม่ได้หรอก” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “ไปเถอะ พี่จะตอบแทนเธอให้ถึงหน้าประตูเอง”

“……..”

เด็กในวัยนี้น่ะมีคำที่จะกลัวที่สุดอยู่สองคำคือ------- “ฟ้องครู” “เรียกผู้ปกครอง”

คนตรงหน้าเธอตอนนี้ก็เอาแต่ขู่เธอด้วยสองคำนั้นอยู่ได้ทำให้เธอเสียอารมณ์ ซางจื้อไม่กล้าที่จะไปหาเรื่องเขาอีกแล้ว “อะไร ๆ ก็ฟ้องพี่มันเด็กชะมัด”

ต้วนเจียสวี่พูดเบา ๆ “ก็ขาดแฟนอีกคนเลยอารมณ์ไม่ดีไง?”

ซางจื้อโพล่งขึ้น “ก็พี่มาช่วยฉันพบอาจารย์นะ ไม่ได้มานัดบอด”

“โอเค งั้นบอกพี่หน่อย ใครสอนให้ทำแบบนี้?” ต้วนเจียสวี่พูดพลางยิ้ม “แล้วยังจะเปลี่ยนแฟนวันละคนอะไรนั่นอีก พูดอย่างกับพี่เป็นเป็ดยังไงยังงั้น”

ซางจื้อได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ เพราะไม่เข้าใจที่เขาพูด “ทำไมถึงเหมือนกับเป็ดล่ะ?”

“…….”

แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้เป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งขึ้นม.1 เท่านั้น

ต้วนเจียสวี่เอาลูบหน้าตนเองก่อนจะหยิบกระเป๋าหนังสือของเธอมาถือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันสงบนิ่ง “หมายถึงเหมือนกับเลี้ยงสัตว์เลี้ยงน่ะ เลี้ยงเป็ดแล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเจ้าของเป็ดรายวันน่ะ”

ซางจื้อคิด แม้ว่าเธอจะรู้สึกว่ามันออกจะแปลก ๆ ไปสักหน่อยแต่ก็ทำเป็นว่าเข้าใจ

“อ้อ”

กระเป๋าหนังสือสีฟ้าได้มาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้

ต้วนเจียสวี่ชั่งน้ำหนักของกระเป๋าด้วยมือแล้วเอ่ยถามขึ้น “ทำไมเบาจัง?”

ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์

ซางจื้อ “ก็ไม่ต้องพกอะไรเยอะแยะนี่”

ต้วนเจียสวี่ “การบ้านล่ะ?”

แล้วท่าทีของซางจื้อก็เปลี่ยนไป เธอพูดอย่างช้า ๆ ว่า “……..หนูไม่อยากทำนี่”

“ไม่อยากทำ?” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “แล้วเธอเอาเวลาไปทำอะไร?”

“…….”

“ยัยเด็กน้อย เธอควรจะเชื่อฟังนะ เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน เคารพกฎของห้อง ปฏิบัติกับอาจารย์เขาดี ๆ ทำการบ้านให้เสร็จ” พลันต้วนเจียสวี่ก็นึกถึงเด็กชายที่อยู่ที่ห้องพักครูเมื่อครู่ขึ้นมาได้ จึงกำชับอีกครั้ง “แล้วก็ อย่าเพิ่งมีรักในวัยเรียนล่ะ โตแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกันไปก่อน”

ซางจื้อมองเขาก่อนจะตอบรับอย่างขอไปที

เห็นท่าทีของเธอที่ดูท่าแล้วจะฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เขาจึงพูดเสริมอย่างไม่จริงจังนัก “ถ้าเธอโดนเรียกผู้ปกครองอีก แผนที่เธอให้พี่มาสวมรอยเป็นพี่ชายของเธอมีหวังได้แตกแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่เองก็คงจะจบเห่ เธอจะมาทวงบุญคุณความแค้นอะไรกันก็ไม่ได้แล้วนะ”

ซางจื้อ “ครั้งหน้าให้พี่มาก็สิ้นเรื่องแล้ว………..”

เขาไม่ได้โต้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ ให้กับเธอ

ไม่รู้ว่าทำไมแต่ซางจื้อกลัวว่าเขาจะโกรธและด้วยเหตุนี้ทำให้เธอเสียจุดยืนขอตนเองไป “หนูรู้แล้ว”

คราวนี้เขาส่งยิ้มให้กับเธอ “เด็กดี”

น้ำเสียงราวกับให้รางวัลเธออย่างไรอย่างนั้น

ต้วนเจียสวี่โน้มตัวลงมาลูบหัวเธออย่างเอ็นดู

“ไปกันเถอะ พี่ไปส่งเธอกลับบ้าน”

-

เขาส่งเธอที่ใต้ตึก

ต้วนเจียสวี่เองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะขึ้นไปข้างบนด้วย เขาเอากระเป๋าวางไว้ด้านหน้าของเธอ “กลับไปเถอะ”

ซางจื้อพยักหน้าแล้วพูดอย่างว่านอนสอนง่าย “ขอบคุณนะคะพี่”

เมื่อถึงหน้าประตูห้องเธอจึงหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าแล้วค่อย ๆ เปิดประตูออกอย่างช้า ๆ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกไหม เธอเองก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินออกไป เธอหยุดแล้วค่อย ๆ หันกลับไปมอง

ต้วนเจียสวี่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นและสบตากับเธอพอดี

ราวกับว่าถูกจับได้ หน้าของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันทีเธอจึงรีบตะโกนออกไป “ไว้เจอกันใหม่นะคะพี่!”

แล้วเธอก็รีบวิ่งเข้าไป

ยังไม่มีใครกลับมา ที่บ้านว่างเปล่า

ซางจื้อจับไปที่หน้าของตนเองที่ตอนนี้เขินอายจนร้อนผ่าวไปหมด เธอสลัดรองเท้าออกแล้ววิ่งไปที่ระเบียงแล้วมองลอดผ่านตะแกรงออกไป ต้วนเจียสวี่ตอนนี้เดินใกล้จะถึงทางออกแล้ว เวลานี้มือข้างหนึ่งของต้วนเจียสวี่ถือโทรศัพท์แนบหูเหมือนกำลังโทรหาใครบางคนอยู่

ไม่นานนัก ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง จู่ ๆ ก็หันกลับมาแล้วมองมาทางเธอ

ซางจื้อไม่ทันจะได้ตั้งตัวก็ได้แต่กินปูนร้อนท้อง

เธอรีบก้มตัวลง

หัวใจเต้นตึกตัก ๆ ราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก เธอกลืนน้ำลาย เธออยู่ตรงนั้นพักหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองอีกครั้ง

แต่กลับไม่พบเงาของต้วนเจียสวี่อีกแล้ว

เธอลอบถอนหายใจครั้งหนึ่ง

ในใจรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก

-

ดูเหมือว่าปัญหาคราวนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี

อาจารย์ก็ไม่สังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติ พ่อกับแม่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ดูเหมือนเธอจะไม่ได้รับบทเรียนอะไรเลย แต่นั่นดูเหมือนจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่จบไม่สิ้นเสียแล้ว

เธอคิดวนเวียนอยู่แต่กับคน ๆ นั้นซ้ำไปซ้ำมา

เดี๋ยวก็รู้สึกเศร้าแล้วกลับมามีความสุข

ซางจื้อมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกและเธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่กล้าที่จะบอกใครเพราะเธอรู้สึกเขิน ราวกับว่าในค่ำคืนอันยาวนานมีแต่เธอเพียงคนเดียว เป็นความลับที่บอกใครไม่ได้

ซางจื้อเริ่มที่จะฝันกลางวัน

ในสมุดร่าง ไดอารีค่อย ๆ ถูกเติมเต็มไปด้วยชื่อของชายคนนั้น เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อเขานั้นพ้องเสียงกับตัวอักษรไหน

ความรู้สึกนี้คงอยู่กับเธอในช่วงเวลาหนึ่ง

บางทีอาจเป็นเพราะไม่ได้เจอกันอีก จึงทำให้ความรู้สึกนั้นค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลาหรืออาจเป็นเพราะเธอกดทับความรู้สึกนั้นไว้ทำราวกับว่าไม่เคยรู้สึก

เวลาแค่เพียงพริบตา การสอบกลางภาคก็ได้จบลงและแล้ววันหยุดในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก็มาถึง

ซางจื้อที่กลับบ้านเร็ว หยิบสตรอว์เบอร์รีถ้วยหนึ่งออกมาจากตู้เย็นหลังจากนั้นเธอก็ปีนขึ้นโซฟาไปนั่งกินสตรอว์เบอร์รีอย่างสบายใจ พ่อกับแม่ยังไม่กลับมา ทั้งบ้านมีแต่เธอนอนดูการ์ตูนอยู่เพียงคนเดียว

จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก ซางจื้อจึงหันไปมองและพบเข้ากับซางเหยียน

คิดไม่ถึงว่าวันหยุดนี้เขาจะกลับมา ซางจื้ออึ้งอยู่พักหนึ่งก่อนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นพลางเบนสายตากลับมาดูทีวีต่อ

ซางเหยียนที่พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดปนหัวเราะ “นี่ไม่ทักกันหน่อยหรือไง?”

“จะกลับมาทำไมไม่บอกก่อนเล่า” ซางจื้อที่ในมือของเธอนั้นถือสตรอว์เบอร์รีลูกโต กินไปพูดไป “แม่โทรมาบอกให้นายไปหุงข้าว รีบไปสิ”

ซางเหยียนพูดเสียงเย็น “ฉันไม่ได้บอกแม่ว่าจะกลับบ้าน แม่จะบอกฉันได้ไง”

ซางจื้อยังไม่ละสายตาไปจากทีวี เธอคว้าโทรศัพท์จากด้านข้างขึ้นมาโทรหาหลีผิง หลังจากนั้นเธอก็เปิดสปีกเกอร์ “ถ้าพี่ไม่เชื่อหนูโทรถามแม่ก็ได้”

ซางเหยียนขี้เกียจจะยุ่งจึงเดินไปที่ตู้เย็นหยิบน้ำเย็น ๆ ออกมาดื่ม

ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ย “จื๋อจื่อ มีอะไรหรือเปล่า?”

“แม่คะ” ซางจื้อพูดต่อ “พี่เขากลับมาแล้ว เมื่อกี้แม่บอกให้พี่เขาหุงข้าวใช่ไหม”

ซางเหยียนปิดประตูตู้เย็นลงแล้วมองไปทางซางจื้อ

จากนั้น เขาก็ได้ยินหลีผิงที่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “ใช่แล้ว พี่เขาหุงแล้วหรือยัง?”

ซางเหยียน “……..”

ซางจื้อกลืนสตรอว์เบอร์รีลงคอ ก่อนจะขึ้นเสียงสูงถามซางเหยียน “พี่ แม่บอกให้หุงข้าวหุงหรือยัง!”

ซางเหยียนมองซางจื้ออย่างเงียบ ๆ ซางจื้อครู่หนึ่งก่อนจะเดินตรงไปที่ครัว ซางจื้อพยุงตัวเองขึ้นมาจากโซฟา เดินไปยังห้องครัวแล้วโผล่หัวออกมาดู “เขาหุงอยู่ค่ะ”

เธอพูดกับหลีผิงอีกเล็กน้อยก่อนจะวางสาย เธอมองแผ่นหลังของซางเหยียน จู่ ๆ เธอก็นึกถึงเรื่องราวของต้วนเจียสวี่คนนั้นขึ้นมา

เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “พี่ อยู่ที่มหาลัยมีความรักบ้างไหม?”

ซางเหยียนยังคงเมินเฉย

“ไม่มีเหรอ? ครั้งนึงก็ไม่มีเหรอ?” ดูเหมือนเธอนั้นจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ตอนนี้เธอดูเหมือนจะเมินการ์ตูนไปโดยสิ้นเชิง

“ฉันพูดจริง ๆ นะพี่”

ซางเหยียนหันหน้ากลับมามองแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นัก “แล้วมันจะทำไมล่ะ?”

ซางจื้อพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง “พี่อยากไปทำศัลยกรรมไหม?”

“……..”

ซางเหยียนที่ตอนนี้ไม่อยากจะยุ่งกับเธอแล้ว เขาไม่อยากจะมองหน้าเธอเลยยืนหันหลังให้ เขายิ้มอย่างเย็นชาแล้วพูดขึ้น “เธอจำพี่คนที่มากับพี่คนนั้นได้ไหม?”

ซัวจื้อถึงกับหยุดเคี้ยวของในปาก เธอหลุบตาลงต่ำแล้วเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “จำได้สิ”

“หมอนั่นบอกว่าเธอเหมือนกับฉันเลย”

“……..” ซางจื้อเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปทำให้เขาโกรธเหรอ?”

“อะไรนะ”

ซางจื้อเม้มปากแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ “ถ้าไม่มีแล้วทำไมพี่เขาถึงมาด่าว่าฉันน่าเกลียดล่ะ?”

“………”

จบบทที่ บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว