- หน้าแรก
- รักต้องบอก
- บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)
บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)
บทที่ 6 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (3)
แม้ว่าเสียงของซางจื้อจะไม่ได้ดังและใช้น้ำเสียงอันเรียบนิ่ง แต่อาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอพูดออกมาเมื่อครู่นั้นออกจะช็อกเกินไปสักหน่อย ทำให้ในเวลานี้เสียงพูดของเธอก็เป็นเหมือนกับโทรโข่งกรอกหูของเขาทั้งสองคน
ความเงียบถูกทำลายลงและบรรยากาศก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไปบ้างแต่ก็กลับมากระอักกระอ่วนอีกครั้ง
ต้วนเจียสวี่หุบยิ้มและยังคงนิ่งเงียบ
หญิงสาวไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่รู้ว่าโดนแทงใจดำหรือกำลังคิดว่านี่เป็นเรื่องตลก เธอยิ้มแล้วค่อย ๆ ลดโทรศัพท์ในมือลง
ซางจื้อลอบมองต้วนเจียสวี่ครู่หนึ่ง
และบังเอิญสบตากับเขาพอดิบพอดี เธอรีบหลบสายตาแล้วกอดกระเป๋าแนบอกพลางคลำหาโทรศัพท์ เธอทำประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเพียงฉากหลังเท่านั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ต้วนเจียสวี่เบนสายตาไปทางอื่นพร้อมพูดตามน้ำไป “อืม ผมก็เป็นคนห่วยแตกแบบนั้นแหละ”
“……..”
“ถึงแม้ช่วงนี้จะรับมือไม่ค่อยได้เท่าไหร่” เขาขำน้อย ๆ พร้อมควงโทรศัพท์ในมือแล้วพูดขึ้นอย่างเอื่อย ๆ “ถ้าเธออยากจะโทรมาล่ะก็ โทรมาเบอร์นี้ได้นะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติราวกับว่าไม่มีอะไรผิดแปลก อีกทั้งใบหน้าที่ไม่ปรากฏท่าทีว่าจะเขินอายแม้แต่น้อย เขาทำตัวเหมือนกับพวกที่พอหน้าตาดีกว่าชาวบ้านเขานิดหน่อยก็มายกตัวข่มท่านอย่างไรอย่างนั้นแหละ
ต้วนเจียสวี่ยักคิ้วพร้อมทั้งทำท่าทีดูเหลาะแหละ “จะเอาไม่เอาคิดดูก่อนก็ได้”
หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามที่จะรักษามารยาทเอาไว้ “ไม่เป็นไรค่ะ”
“น่าเสียดายจัง” ต้วนเจียสวี่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนเศร้าว่า “หรือไม่เธอก็ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ไหมล่ะ? เผื่อว่าวันหลังผมจะเปลี่ยนใจ......”
ไม่รอให้พูดจบหญิงสาวก็หันหลังเดินจากไปทันที
เหลือเพียงต้วนเจียสวี่และซางจื้อสองคนเท่านั้น
เมื่อรอจนหญิงสาวเดินลับสายตาไปแล้ว ต้วนเจียสวี่จึงหันเหสายตามาทางซางจื้อแล้วพูดขึ้นอย่างติดตลกว่า “ตัวเล็ก ถ้าพี่หาได้ไม่ครบสามสิบคนจะทำยังไง?”
“………”
น้ำเสียงนั่นที่ทั้งอบอุ่นทั้งสงบนิ่งราวกับว่าตั้งใจจะถามเธอจริง ๆ
และรอยยิ้มนั่นที่ราวกับซ่อนใบมีดเอาไว้
ซางจื้อคิดว่ายอมให้เขาโกรธตนเองยังจะดีเสียกว่า
“ยังขาดอยู่อีกหนึ่งคนนี่” ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “งั้นจะผ่านเดือนนี้ไปได้ยังไงกันนะ?”
“……..” ซางจื้อไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกไปทั้งนั้น เธอไอแค่กออกมาอย่างเสแสร้ง สันหลังชาวาบ ความรู้สึกขี้ขลาดตาขาวพลันท่วมท้นในใจอยู่เต็มประดา
ต้วนเจียสวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เขาเงียบกว่าที่เคย
ราวกับว่าเขาได้ดำเนินแผนการใหญ่เสร็จสิ้นไปแล้ว
ครั้งนี้ซางจื้อรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ แม้แต่ลอบมองเขาเธอก็ไม่กล้า ได้เพียงแต่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกไหม เธอลอบกลืนน้ำลายก่อนจะค่อย ๆ ถอยเท้าไปข้างหลังอย่างเงียบเชียบ
เธอรวบรวมความกล้าแล้วตะโกนออกไปว่า “ไว้เจอกันใหม่นะคะพี่” จากนั้นก็วิ่งออกไปราวกับจะชิ่งหนีปัญหา
ต้วนเจียสวี่เลิกคิ้วแล้วคว้าแขนเธอเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
“จะวิ่งไปไหน?”
วิ่งไปได้ไม่ถึงสองก้าวเธอก็ถูกเขาจับเอาไว้เสียแล้ว
ซางจื้อตระหนักได้ทันทีว่าโอกาสที่เธอจะหนีได้ในตอนนี้นั้นเป็นศูนย์
เธอรู้สึกท้อแท้
“นี่มันก็เย็นมากแล้ว......ช่วงนี้ฟ้ามืดเร็ว” ซางจื้อก้มหน้าลงอย่างร้อนตัวและพูดเสียงเบาอย่างกับยุง “อีกเดี๋ยวแม่ก็กลับบ้านแล้ว ถ้าเห็นว่าหนูยังไม่กลับบ้านเดี๋ยวจะเป็นห่วงเอา”
ต้วนเจียสวี่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “เย็นขนาดนี้ พี่จะปล่อยเธอกลับบ้านคนเดียวได้ยังไงกัน?”
ซางจื้อตอบขึ้นมาทันที “ไม่เป็นไร ป้ายรถเมล์ก็อยู่แถว ๆ นี้เอง พอลงจากรถเดินกลับบ้านก็ไม่ไกลแล้ว พี่เองก็ต้องกลับไปที่มหาลัยนี่ จะไม่ยิ่งค่ำไปกว่าเดิมเหรอ”
“หืม?” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเธอจะเป็นห่วงพี่ขนาดนี้เลยนี่”
“………” ในเมื่อหนีไม่พ้นและเธอก็ไม่อยากจะทำให้อะไร ๆ แย่ไปกว่านี้ “พี่ชาย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะเก็บมันมาใส่ใจทำไม พี่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อยไม่ใช่เหรอ”
ต้วนเจียสวี่ถามขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย “มันจะไม่เสียหายได้ยังไง?”
เธอพูดอย่างชัดเจนมั่นใจ “ก็ที่พี่คิดนานขนาดนั้นไม่ใช่เพราะไม่อยากจะให้เบอร์พี่สาวคนนั้นไปไม่ใช่หรือไง จะปฏิเสธก็เสียมารยาท ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ว่าฉันช่วยพี่ไว้หรอกเหรอ? พี่ต้องขอบคุณฉันด้วยซ้ำนะ”
แม่สาวน้อยคนนี้นี่วาจาช่างร้ายกาจเสียจริง ๆ พูดได้ตาไม่กะพริบแม้แต่น้อย ต้วนเจียสวี่มองเธอครู่หนึ่งแล้วหัวเราะ “โอเค” เขาเอ่ย
“แต่ว่านะ พี่ก็เพิ่งช่วยฉันไป” การที่เขาตอบกลับเธอมาเช่นนี้แต่ความมั่นใจของซางจื้อก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาแม้แต่น้อย เธอได้แต่กัดฟันพูด “งั้นตอนนี้เราก็เจ๊ากันแล้ว”
“พูดแบบนี้ไม่ได้หรอก” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “ไปเถอะ พี่จะตอบแทนเธอให้ถึงหน้าประตูเอง”
“……..”
เด็กในวัยนี้น่ะมีคำที่จะกลัวที่สุดอยู่สองคำคือ------- “ฟ้องครู” “เรียกผู้ปกครอง”
คนตรงหน้าเธอตอนนี้ก็เอาแต่ขู่เธอด้วยสองคำนั้นอยู่ได้ทำให้เธอเสียอารมณ์ ซางจื้อไม่กล้าที่จะไปหาเรื่องเขาอีกแล้ว “อะไร ๆ ก็ฟ้องพี่มันเด็กชะมัด”
ต้วนเจียสวี่พูดเบา ๆ “ก็ขาดแฟนอีกคนเลยอารมณ์ไม่ดีไง?”
ซางจื้อโพล่งขึ้น “ก็พี่มาช่วยฉันพบอาจารย์นะ ไม่ได้มานัดบอด”
“โอเค งั้นบอกพี่หน่อย ใครสอนให้ทำแบบนี้?” ต้วนเจียสวี่พูดพลางยิ้ม “แล้วยังจะเปลี่ยนแฟนวันละคนอะไรนั่นอีก พูดอย่างกับพี่เป็นเป็ดยังไงยังงั้น”
ซางจื้อได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ เพราะไม่เข้าใจที่เขาพูด “ทำไมถึงเหมือนกับเป็ดล่ะ?”
“…….”
แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้เป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งขึ้นม.1 เท่านั้น
ต้วนเจียสวี่เอาลูบหน้าตนเองก่อนจะหยิบกระเป๋าหนังสือของเธอมาถือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันสงบนิ่ง “หมายถึงเหมือนกับเลี้ยงสัตว์เลี้ยงน่ะ เลี้ยงเป็ดแล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเจ้าของเป็ดรายวันน่ะ”
ซางจื้อคิด แม้ว่าเธอจะรู้สึกว่ามันออกจะแปลก ๆ ไปสักหน่อยแต่ก็ทำเป็นว่าเข้าใจ
“อ้อ”
กระเป๋าหนังสือสีฟ้าได้มาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้
ต้วนเจียสวี่ชั่งน้ำหนักของกระเป๋าด้วยมือแล้วเอ่ยถามขึ้น “ทำไมเบาจัง?”
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์
ซางจื้อ “ก็ไม่ต้องพกอะไรเยอะแยะนี่”
ต้วนเจียสวี่ “การบ้านล่ะ?”
แล้วท่าทีของซางจื้อก็เปลี่ยนไป เธอพูดอย่างช้า ๆ ว่า “……..หนูไม่อยากทำนี่”
“ไม่อยากทำ?” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “แล้วเธอเอาเวลาไปทำอะไร?”
“…….”
“ยัยเด็กน้อย เธอควรจะเชื่อฟังนะ เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน เคารพกฎของห้อง ปฏิบัติกับอาจารย์เขาดี ๆ ทำการบ้านให้เสร็จ” พลันต้วนเจียสวี่ก็นึกถึงเด็กชายที่อยู่ที่ห้องพักครูเมื่อครู่ขึ้นมาได้ จึงกำชับอีกครั้ง “แล้วก็ อย่าเพิ่งมีรักในวัยเรียนล่ะ โตแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกันไปก่อน”
ซางจื้อมองเขาก่อนจะตอบรับอย่างขอไปที
เห็นท่าทีของเธอที่ดูท่าแล้วจะฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เขาจึงพูดเสริมอย่างไม่จริงจังนัก “ถ้าเธอโดนเรียกผู้ปกครองอีก แผนที่เธอให้พี่มาสวมรอยเป็นพี่ชายของเธอมีหวังได้แตกแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่เองก็คงจะจบเห่ เธอจะมาทวงบุญคุณความแค้นอะไรกันก็ไม่ได้แล้วนะ”
ซางจื้อ “ครั้งหน้าให้พี่มาก็สิ้นเรื่องแล้ว………..”
เขาไม่ได้โต้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ ให้กับเธอ
ไม่รู้ว่าทำไมแต่ซางจื้อกลัวว่าเขาจะโกรธและด้วยเหตุนี้ทำให้เธอเสียจุดยืนขอตนเองไป “หนูรู้แล้ว”
คราวนี้เขาส่งยิ้มให้กับเธอ “เด็กดี”
น้ำเสียงราวกับให้รางวัลเธออย่างไรอย่างนั้น
ต้วนเจียสวี่โน้มตัวลงมาลูบหัวเธออย่างเอ็นดู
“ไปกันเถอะ พี่ไปส่งเธอกลับบ้าน”
-
เขาส่งเธอที่ใต้ตึก
ต้วนเจียสวี่เองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะขึ้นไปข้างบนด้วย เขาเอากระเป๋าวางไว้ด้านหน้าของเธอ “กลับไปเถอะ”
ซางจื้อพยักหน้าแล้วพูดอย่างว่านอนสอนง่าย “ขอบคุณนะคะพี่”
เมื่อถึงหน้าประตูห้องเธอจึงหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าแล้วค่อย ๆ เปิดประตูออกอย่างช้า ๆ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกไหม เธอเองก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินออกไป เธอหยุดแล้วค่อย ๆ หันกลับไปมอง
ต้วนเจียสวี่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นและสบตากับเธอพอดี
ราวกับว่าถูกจับได้ หน้าของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันทีเธอจึงรีบตะโกนออกไป “ไว้เจอกันใหม่นะคะพี่!”
แล้วเธอก็รีบวิ่งเข้าไป
ยังไม่มีใครกลับมา ที่บ้านว่างเปล่า
ซางจื้อจับไปที่หน้าของตนเองที่ตอนนี้เขินอายจนร้อนผ่าวไปหมด เธอสลัดรองเท้าออกแล้ววิ่งไปที่ระเบียงแล้วมองลอดผ่านตะแกรงออกไป ต้วนเจียสวี่ตอนนี้เดินใกล้จะถึงทางออกแล้ว เวลานี้มือข้างหนึ่งของต้วนเจียสวี่ถือโทรศัพท์แนบหูเหมือนกำลังโทรหาใครบางคนอยู่
ไม่นานนัก ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง จู่ ๆ ก็หันกลับมาแล้วมองมาทางเธอ
ซางจื้อไม่ทันจะได้ตั้งตัวก็ได้แต่กินปูนร้อนท้อง
เธอรีบก้มตัวลง
หัวใจเต้นตึกตัก ๆ ราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก เธอกลืนน้ำลาย เธออยู่ตรงนั้นพักหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองอีกครั้ง
แต่กลับไม่พบเงาของต้วนเจียสวี่อีกแล้ว
เธอลอบถอนหายใจครั้งหนึ่ง
ในใจรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
-
ดูเหมือว่าปัญหาคราวนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี
อาจารย์ก็ไม่สังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติ พ่อกับแม่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ดูเหมือนเธอจะไม่ได้รับบทเรียนอะไรเลย แต่นั่นดูเหมือนจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่จบไม่สิ้นเสียแล้ว
เธอคิดวนเวียนอยู่แต่กับคน ๆ นั้นซ้ำไปซ้ำมา
เดี๋ยวก็รู้สึกเศร้าแล้วกลับมามีความสุข
ซางจื้อมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกและเธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่กล้าที่จะบอกใครเพราะเธอรู้สึกเขิน ราวกับว่าในค่ำคืนอันยาวนานมีแต่เธอเพียงคนเดียว เป็นความลับที่บอกใครไม่ได้
ซางจื้อเริ่มที่จะฝันกลางวัน
ในสมุดร่าง ไดอารีค่อย ๆ ถูกเติมเต็มไปด้วยชื่อของชายคนนั้น เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อเขานั้นพ้องเสียงกับตัวอักษรไหน
ความรู้สึกนี้คงอยู่กับเธอในช่วงเวลาหนึ่ง
บางทีอาจเป็นเพราะไม่ได้เจอกันอีก จึงทำให้ความรู้สึกนั้นค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลาหรืออาจเป็นเพราะเธอกดทับความรู้สึกนั้นไว้ทำราวกับว่าไม่เคยรู้สึก
เวลาแค่เพียงพริบตา การสอบกลางภาคก็ได้จบลงและแล้ววันหยุดในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก็มาถึง
ซางจื้อที่กลับบ้านเร็ว หยิบสตรอว์เบอร์รีถ้วยหนึ่งออกมาจากตู้เย็นหลังจากนั้นเธอก็ปีนขึ้นโซฟาไปนั่งกินสตรอว์เบอร์รีอย่างสบายใจ พ่อกับแม่ยังไม่กลับมา ทั้งบ้านมีแต่เธอนอนดูการ์ตูนอยู่เพียงคนเดียว
จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก ซางจื้อจึงหันไปมองและพบเข้ากับซางเหยียน
คิดไม่ถึงว่าวันหยุดนี้เขาจะกลับมา ซางจื้ออึ้งอยู่พักหนึ่งก่อนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นพลางเบนสายตากลับมาดูทีวีต่อ
ซางเหยียนที่พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดปนหัวเราะ “นี่ไม่ทักกันหน่อยหรือไง?”
“จะกลับมาทำไมไม่บอกก่อนเล่า” ซางจื้อที่ในมือของเธอนั้นถือสตรอว์เบอร์รีลูกโต กินไปพูดไป “แม่โทรมาบอกให้นายไปหุงข้าว รีบไปสิ”
ซางเหยียนพูดเสียงเย็น “ฉันไม่ได้บอกแม่ว่าจะกลับบ้าน แม่จะบอกฉันได้ไง”
ซางจื้อยังไม่ละสายตาไปจากทีวี เธอคว้าโทรศัพท์จากด้านข้างขึ้นมาโทรหาหลีผิง หลังจากนั้นเธอก็เปิดสปีกเกอร์ “ถ้าพี่ไม่เชื่อหนูโทรถามแม่ก็ได้”
ซางเหยียนขี้เกียจจะยุ่งจึงเดินไปที่ตู้เย็นหยิบน้ำเย็น ๆ ออกมาดื่ม
ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ย “จื๋อจื่อ มีอะไรหรือเปล่า?”
“แม่คะ” ซางจื้อพูดต่อ “พี่เขากลับมาแล้ว เมื่อกี้แม่บอกให้พี่เขาหุงข้าวใช่ไหม”
ซางเหยียนปิดประตูตู้เย็นลงแล้วมองไปทางซางจื้อ
จากนั้น เขาก็ได้ยินหลีผิงที่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “ใช่แล้ว พี่เขาหุงแล้วหรือยัง?”
ซางเหยียน “……..”
ซางจื้อกลืนสตรอว์เบอร์รีลงคอ ก่อนจะขึ้นเสียงสูงถามซางเหยียน “พี่ แม่บอกให้หุงข้าวหุงหรือยัง!”
ซางเหยียนมองซางจื้ออย่างเงียบ ๆ ซางจื้อครู่หนึ่งก่อนจะเดินตรงไปที่ครัว ซางจื้อพยุงตัวเองขึ้นมาจากโซฟา เดินไปยังห้องครัวแล้วโผล่หัวออกมาดู “เขาหุงอยู่ค่ะ”
เธอพูดกับหลีผิงอีกเล็กน้อยก่อนจะวางสาย เธอมองแผ่นหลังของซางเหยียน จู่ ๆ เธอก็นึกถึงเรื่องราวของต้วนเจียสวี่คนนั้นขึ้นมา
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “พี่ อยู่ที่มหาลัยมีความรักบ้างไหม?”
ซางเหยียนยังคงเมินเฉย
“ไม่มีเหรอ? ครั้งนึงก็ไม่มีเหรอ?” ดูเหมือนเธอนั้นจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ตอนนี้เธอดูเหมือนจะเมินการ์ตูนไปโดยสิ้นเชิง
“ฉันพูดจริง ๆ นะพี่”
ซางเหยียนหันหน้ากลับมามองแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นัก “แล้วมันจะทำไมล่ะ?”
ซางจื้อพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง “พี่อยากไปทำศัลยกรรมไหม?”
“……..”
ซางเหยียนที่ตอนนี้ไม่อยากจะยุ่งกับเธอแล้ว เขาไม่อยากจะมองหน้าเธอเลยยืนหันหลังให้ เขายิ้มอย่างเย็นชาแล้วพูดขึ้น “เธอจำพี่คนที่มากับพี่คนนั้นได้ไหม?”
ซัวจื้อถึงกับหยุดเคี้ยวของในปาก เธอหลุบตาลงต่ำแล้วเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “จำได้สิ”
“หมอนั่นบอกว่าเธอเหมือนกับฉันเลย”
“……..” ซางจื้อเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปทำให้เขาโกรธเหรอ?”
“อะไรนะ”
ซางจื้อเม้มปากแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ “ถ้าไม่มีแล้วทำไมพี่เขาถึงมาด่าว่าฉันน่าเกลียดล่ะ?”
“………”