เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (2)

บทที่ 5 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (2)

บทที่ 5 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (2)


ซางจื้อไม่รู้แน่ชัดว่าเขาอายุเท่าไหร่กันแน่ แต่เห็นเขาพูดเช่นนี้เธอก็นึกถึงอายุของซางเหยียน เธอก็ดึงหน้านิ่งและพูดอย่างหงุดหงิดว่า “งั้นพี่ก็แก่มากเลยสินะ”

“...........”

งั้นพี่ก็แก่มากเลยสินะ

แก่มาก

แก่

แม้ว่าโดยปกติแล้วต้วนเจียสวี่ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องอายุมากนัก แต่ประโยคเมื่อครู่กลับรู้สึกเจ็บใจจี๊ด ๆ เหมือนโดนมีดแทง

เขาที่เพิ่งจะอายุได้ยี่สิบปีเต็มโดนเรียกว่า “แก่” เนี่ยนะ ต้วนเจียสวี่ไม่รู้ว่าอธิบายความรู้สึกของเขาตอนนี้ว่าอย่างไรดี เขาได้แต่พ่นลมออกจากปากอย่างช้า ๆ พร้อมถามย้ำขึ้น “พี่เนี่ยนะแก่?”

ซางจื้อพยักหน้า “พี่น่ะแก่”

“...........”

ครู่หนึ่ง

“สาวน้อย ถ้าเธอคิดว่าพี่แก่” ต้วนเจียสวี่หันมาสบตากับเธอโดยตรง คล้ายกับจะบอกว่านี่มันออกจะตลกและไร้สาระเกินไปแล้ว “ถ้าอย่างงั้น ไม่เรียกอาไปเลยล่ะ”

“อ้อ” ซางจื้อคิดครู่หนึ่ง เธอรู้สึกว่าที่เขาพูดก็พอจะสมเหตุสมผลอยู่ เธอจึงพูดขึ้นทันใด “คุณอา”

“...........”

ดวงตาของสาวน้อยที่กลมโตใสสะอาดไร้สิ่งเจือปน เธอพูดอย่างจริงใจราวกับว่านั่นเป็นคำพูดจากก้นบึ้งของจิตใจของเธอ

ซ้ำยังใช้ท่าทีที่ใสซื่อจนใจเจ็บนั่นอีก

เฉินหมิงซวี่ที่อยู่ด้านข้างนั้นก็ได้ขัดบทสนทนาของทั้งสองลง เขายื่นน้ำแก้วหนึ่งมาให้กับต้วนเจียสวี่ พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เก้อเขินว่า “ต้องขออภัยด้วย คุณนั่งรอก่อนนะครับ พอดีดื่มน้ำมากไปหน่อยขอไปห้องน้ำสักครู่”

ต้วนเจียสวี่ปรับท่าทีของตนเอง “อ่อ ได้ครับ”

บางทีอาจเป็นเพราะเขาว่างมากหลังจากที่เฉินหมิงซวี่เดินออกไป ต้วนเจียสวี่หันหน้ากลับมาพูดสิ่งที่ยังค้างคาไว้เมื่อครู่ต่อ “รู้ไหม ถ้าเธอเรียกพี่แบบนี้ พี่ชายเธอก็ต้องเรียกแบบนั้นเหมือนกันน่ะสิ?”

ซางจื้อตอบอย่างไร้เดียงสา “ไม่รู้”

ต้วนเจียสวี่ “ตกลงจะเรียกพี่หรือเรียกอา”

ซางจื้อคิด ๆ ดูแล้วจึงแค่นตอบ “งั้นเรียกพี่ก็ได้”

คิ้วของต้วนเจียสวี่ที่ผ่อนคลายลงแล้วพูดอย่างเอื่อย ๆ ว่า “ปกป้องพี่ชายเธออยู่สินะ”

“ปกป้องอะไร” ซางจื้อไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเอ่ยถึง “เรื่องอะไรจะต้องไปปกป้องหมอนั่นกัน รายนั้นน่ะชอบแกล้งอยู่ได้ หนูแค่ไม่อยากให้หมอนั่นต้องเรียกพี่ว่าอาแค่นั้นเอง”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็เขาดูแก่กว่าพี่นี่”

“............”

คิดไม่ถึงว่าเธอจะให้คำตอบเขาเช่นนี้ ต้วนเจียสวี่ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะขำพรืดออกมาแล้วยิ้ม “นี่ซางเหยียนดูแก่ว่าพี่อีกเหรอ?”

ซางจื้อ “ก็ใช่น่ะสิ”

แม้ว่าจะแข่งกันเรื่อง “ความแก่” เขาก็ได้รับชัยชนะไป

ต้วนเจียสวี่อารมณ์ดีขึ้นมาก เขากระแอมเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า “สาวน้อย เธอดูตรงไหนว่าเขาแก่กว่าพี่ล่ะ?”

พูดจบเขาก็เสริมอีกว่า “พี่ว่าจริง ๆ เราก็พอ ๆ กันนะ”

ซางจื้อมองสำรวจใบหน้าของเขาแล้วก็หลุบตาลง เธอตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยว่า “จริง ๆ ก็มีต่างกันนิดหน่อย”

“............”

ไม่นานนัก ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเคาะประตูห้อง สายตาของเธอมองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทีเคอะเขินเล็กน้อย “สวัสดีค่ะ ครูประจำชั้นของฟู่เจิ้งชูอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ”

อาจารย์จางรีบลุกขึ้นทันที “ค่ะ! พี่สาวของเจิ้งชูใช่ไหมคะ?”

หญิงสาวส่งยิ้มก่อนจะเดินเข้ามา “ใช่ค่ะ”

ฟู่เจิ้งชูที่มารออยู่นานมากแล้วก็อดที่จะตัดพ้อไม่ได้ “พี่ ทำไมเพิ่งจะมาเอาป่านนี้เล่า”

ซางจื้อที่ได้ประโยชน์จาสถานการณ์นี้มองข้ามในสิ่งที่เกิดขึ้น

หญิงสาวที่มีดวงตาคล้ายกับฟู่เจิ้งชู ในชุดเดรสสีขาวแต่งหน้าอ่อน ๆ และใบหน้าสะสวย เธอพูดอธิบายกับฟู่เจิ่งชูเบา ๆ “ฉันเลิกเรียนก็มาเลยเนี่ยแต่มันไกล”

พูดจบ หญิงสาวจึงสังเกตเห็นต้วนเจียสวี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เธอสบตาเขาครู่หนึ่งก่อนจะปรายตาไปทางอื่น ท่าทางการพูดของเธอนั้นดูเหมือนจะประหม่าเล็กน้อย “ขอโทษด้วยค่ะ อาจารย์จาง ให้รอเสียนานเลย”

อาจารย์จางโบกมือปัดป่าย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทางนี้ก็รบกวนเหมือนกันที่จะต้องให้มาพบอีกรอบนึง”

เป็นเพราะคำพูดของซางจื้อเมื่อครู่ทำให้ต้วนเจียสวี่ถึงกับหัวเราะอยู่พักใหญ่ มุมปากของเขายังคงยกยิ้ม สายตายังคงไม่ละไปจากซางจื้อ “เมื่อไหร่ครูเธอจะมาสักที?”

ซางจื้อมองตอบ “เดี๋ยวก็มาแล้ว”

“เสี่ยวซางจื้อ พี่ชักจะเบื่อแล้วสิ” ต้วนเจียสวี่ที่ตอนนี้เบื่อจะแย่อยากจะหาเรื่องแหย่เธอเสียหน่อย “เธอช่วยพูดอะไรให้พี่หายเบื่อหน่อยสิ”

ซางจื้อมองอย่างสงสัย “พูดอะไร”

“ก็อย่าง...” ต้วนเจียสวี่หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่เจียสวี่หล่อที่สุดในโลก”

“หนูไม่ใช่กล่องอัดเสียงซะหน่อย” ซางจื้อฉุน

“ก็ให้เธอชมพี่” ต้วนเจียสวี่พูด “ไม่ได้ให้มาเป็นกล่องอัดเสียงซะหน่อย”

ซางจื้อปฏิเสธ “ไม่ล่ะ”

ต้วนเจียสวี่ไม่ได้ถือโทษโกรธเธอแต่อย่างใด เขาลากเสียงยาวและพูดด้วยน้ำเสียงที่หยอกเล่น “ยัยขี้งก”

เวลานี้เฉินหมิงซวี่ไปเข้าห้องน้ำเมื่อครู่ก็เดินกลับเข้ามา เขานั่งลงแล้วหัวเราะ “ขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ พอดีว่าท้องไส้ปั่นป่วนนิดหน่อย”

ต้วนเจียสวี่ “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่รีบ”

จากนั้นเขาเลื่อนแก้วน้ำที่ยังไม่ได้ดื่มมาหยุดอยู่ตรงหน้าของซางจื้อ “จะดื่มไหม?”

‘ยัยขี้งก’ นิ่งไม่ตอบ

ต้วนเจียสวี่ใช้นิ้วเคาะแก้วสองสามครั้ง “ดื่ม”

แล้วจึงละสายตามาที่เฉินหมิงซวี่และสนทนากับเขาด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง

ซางจื้อหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างเงียบ ๆ เธอมองไปยังโต๊ะที่ตอนนี้ว่างเปล่าแล้วนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่มาที่นี่เขายังไม่ได้ดื่มน้ำสักแก้วเลย เธอลุกขึ้นตั้งหลักสักพัก ก่อนจะเดินไปยังตู้กดน้ำเพื่อเอาน้ำให้กับเขา

-

สิ่งที่เธอรำคาญเฉินหมิงซวี่ที่สุดก็คือสิ่งที่เขาพูดนั้นเหมือนเดิมทุกครั้งที่เรียกพบผู้ปกครอง ซางจื้อฟังมาหลายครั้งหลายหนจนได้หมดแล้ว เฉินหมิงซวี่ต่างหากที่เหมือนกับกล่องอัดเสียงที่พวกเขาเพิ่งพูดถึงไปเมื่อครู่

เธอรู้สึกเบื่อจนอยากจะหาวและเริ่มคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ทันใดนั้นความสนใจของเธอก็ตกไปอยู่ที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของห้องที่บรรยากาศดูเหมือนจะเงียบสงบดีไม่เหมือนกับฝั่งเธอที่มีเฉินหมิงซวี่เอาแต่ฟ้องไม่หยุด

ซางจื้อเงี่ยหูฟัง

อาจารย์จางจู่ ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา “เจิ้งชูน่ะถึงจะคะแนนไม่ค่อยดี แต่อย่างอื่นก็ดีหมดเลยค่ะ ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าเขาทำผิดอะไรถึงเรียกคุณมาหรอกนะคะ ก็เมื่อวานนี้จู่ ๆ เขาก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้องพักครู ตะโกนเสียงดังอยากให้เรียกผู้ปกครอง ฉันล่ะก็ตกใจหมดเลย”

“…….”

ได้ยินดังนั้น ฟู่เจิ้งชูก็รีบหันมองไปทางซางจื้อทันที

ทั้งสองสบตากัน

------เงียบ

คิดไม่ถึงว่าเธอจะได้ยิน ฟู่เจิ้งชูถึงกับหน้าเจื่อน เขาอับอายอย่างถึงที่สุด ถ้าเป็นไปได้เขาแทบจะขุดโพรงแล้วหลบไปอยู่ในนั้น

ซางจื้อเห็นท่าทีที่ดูแปลก ๆ ของเขา เธอจึงเอานิ้วชี้ ๆ ไปที่ขมับ

ทำท่าบุ้ยใบ้ “สมองนายมีปัญหารึไง”

มีคนปกติที่ไหนอยู่ดี ๆ อยากโดนเรียกผู้ปกครองกัน?

ฟู่เจิ้งชูทำเป็นใจเย็นแล้วขยับปากบอกเธอ “เดี๋ยวไว้อธิบายให้ฟังวันหลังนะ” จากนั้นเขาก็เบนสายตาไปทางอื่น

เขาหันหน้ากลับไป พลันสายตาของซางจื้อก็สังเกตเห็นสายตาของพี่สาวฟู่เจิ้งชูพอดี สายตานั่นมองมาทางเธอแต่กลับไม่ได้มองเธอ

ซางจื้อจึงมองตามสายตานั่นไป

แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ต้วนเจียสวี่จริง ๆ เสียด้วย

ตอนแรกเธอคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ซางจื้อก็เห็นว่าเธอนั้นมองมาหลายครั้ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบังเอิญหรือด้วยเหตุผลอื่น

ซางจื้อหลุบตาลงกระชับหมัดแน่น จากนั้นก็เคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบไปอยู่ในตำแหน่งที่เป็นบดบังสายตาของหญิงสาว

-

การพูดคุยครั้งนี้กินเวลาถึงสี่สิบนาที

เฉินหมิงซวี่พูดฟ้องจนหมดแล้วก็จิบน้ำอึกหนึ่ง “ก็ประมาณนี้แหละนะครับ จริง ๆ แล้วผมก็ไม่อยากจะรบกวนคุณให้ต้องมาสักเท่าไหร่ แต่ซางจื้อเด็กคนนี้ทำผมปวดหัวเสียจริง ๆ ผมให้เธอลุกขึ้นตอบคำถาม แต่เธอก็ยังมาย้อนถามผมว่าทำได้หรือไม่ได้ แล้วยังพูดอีกว่าที่เรียกเธอขึ้นมาคือให้มาสอนผมใช่ไหม มิหนำซ้ำยังจะมาพูดอีกว่าไม่อยากจะแย่งงานผม ทำแบบนี้นี่ทำให้เด็กคนอื่น ๆ ไม่มีกระจิตกระใจจะเรียนกันไปหมดแล้วน่ะครับ”

ต้วนเจียสวี่หยุดครู่หนึ่งก่อนปรายตามองไปยังซางจื้อ “ยังมีเรื่องนี้ด้วยเหรอครับ?”

ซางจื้อก้มหน้างุด แสร้งว่าตนรู้สึกผิด

เฉินหมิงซวี่พยักหน้า “ก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกับแม่ของเธอหลายครั้ง เสียเวลาพวกคุณไปก็ไม่น้อยเลย แต่ก็เพราะหวังดีกับเด็กคนนี้น่ะครับ ซางจื้อแกเป็นเด็กฉลาดนะ ถ้าตั้งใจเรียนล่ะก็ อีกหน่อยจะต้องสอบเข้ามัธยมปลายได้อย่างแน่นอน คุณลองกลับไปกวดขันเธอหน่อยเถอะครับ”

“ครับ” ต้วนเจียสวี่เอ่ย “ผมจะกลับไปอบรมเธออย่างดีครับ”

ทั้งสองคนได้เดินออกจากห้องพักครูมาแล้ว

ทุกอย่างราบรื่นกว่าที่คิด เฉินหมิงซวี่ไม่สงสัยเลยสักนิด เหมือนยกภูเขาอันหนักหนักอึ้งออกจากอกของซางจื้อ เธอมองต้วนเจียสวี่ ที่ขณะนี้เธอก็คุ้นเคยกับเขามากขึ้นแล้ว “ขอบคุณนะพี่”

ต้วนเจียสวี่พูดตอบรับ “จะกลับบ้านแล้ว?”

“ค่ะ” ซางจื้อกะพริบตาปริบ ๆ เป็นเพราะเขาช่วยเหลือเธอ น้ำเสียงที่ใช้พูดตอนนี้จึงดีขึ้นมาหน่อย “จะอยู่ทำไมล่ะคะ?”

“แต่ว่า” ต้วนเจียสวี่เว้นจังหวะก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงเนิบนาบ “ยังไม่ได้เริ่มอบรมเธอเลยนะ”

“……….”

คำพูดนั่นราวกับโดนคนเอาน้ำเย็นมาราด ความสุขของเธอหายไปหมดสิ้นในทันที เธอพูดอย่างไม่เต็มใจ “พี่ก็จะมาด่าฉันอีกคนหรือไง?”

“ไปกันเถอะ” ต้วนเจียสวี่ไม่ได้ตอบโต้อะไร “พี่ไปส่งเธอกลับบ้าน”

ด้วยที่เขาไม่ได้ว่าอะไร ซางจื้อจึงนึกว่าเป็นเพียงการล้อเล่นเท่านั้นหากแต่ก่อนที่เธอจะได้วางใจเขาก็เอ่ยขึ้นว่า

“ระหว่างทางค่อยว่ากัน”

ซางจื้อ “……..”

ทั้งสองเดินข้างกันไปยังประตูโรงเรียน

เขาให้เวลาเธอสงบสติอารมณ์ เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีกในระหว่างที่อยู่ในรั้วโรงเรียน ซางจื้อที่ตอนนี้ที่ใจคอไม่ค่อยดีนัก มือของเธอบีบสายกระเป๋าแน่นและอดที่จะพูดขึ้นไม่ได้ “พี่ชาย หนูน่ะมาช่วยพบครูก็จริง แต่เสร็จแล้วก็ไม่เคยมาว่าหนูเลยนะ”

ต้วนเจียสวี่ “จริงเหรอ?”

ซางจื้อ “ก็จริงน่ะสิ!”

ต้วนเจียสวี่จ้องมองเธอ ราวกับว่าต้องการจะรู้ให้ได้ว่าเธอนั้นพูดจริงหรือหลอกกันแน่ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า “ไหนลองถามดูซิ”

“........”

“เดี๋ยวก่อน!” ซางจื้อตกใจแล้วก็กระโดดแย่งโทรศัพท์ “ถ้าพี่ถามเขา เขาก็รู้น่ะสิ! หมอนั่นรู้โลกก็รู้! งั้นที่พี่มาวันนี้ก็เสียเปล่าน่ะสิ”

“พี่ก็แค่จะถามเท่านั้นเอง” ต้วนเจียสวี่ทำเหมือนกับว่ากำลังหยอกเล่นกับเจ้าแมวตัวน้อย เขายกโทรศัพท์หลบไปมาไม่ให้เธอจับได้ “พี่มาไกลนะ จะมาโดนเด็กน้อยหลอกได้ยังไง งั้นพี่ก็น่าสงสารแย่น่ะสิ”

เวลานี้ก็มีเสียงหญิงสาวจากด้านหลังดังขึ้นขัดบทสนทนาของพวกเขาทั้งสองลง เสียงเล็กระคนประหม่าที่เบาเสียจนแทบจะไม่ได้ยิน “สะ สวัสดีค่ะ!”

ทั้งสองหันหน้ามองตามเสียงนั้น

เป็นพี่สาวของฟู่เจิ้งชูนั่นเอง เวลานี้เธอยืนอยู่เพียงคนเดียวไม่รู้ว่าฟู่เจิ้งชูหายไปไหน

หญิงสาวที่ไม่สูงมากนัก ร่างกายผอมบางโครงหน้าเรียวและใบหน้าที่แดงเพราะความเขินอาย เธอมองไปที่ต้วนเจียสวี่แล้วหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าอย่างรีบร้อน “รบกวนขอข้อมูลติดต่อคุณไว้ได้ไหมคะ”

บรรยากาศตอนนี้กลายเป็นบรรยากาศที่เปราะบางขึ้นมาทันที

ต้วนเจียสวี่มองเธอแต่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป

ราวกับว่าเป็นการปฏิเสธเธอกราย ๆ

ท่าทีของหญิงสาวดูประหม่าขึ้นเรื่อย ๆ

ตากลมโตของซางจื้อมองไปที่ทั้งสอง เธอไม่อาจรู้ได้ว่าการที่ต้วนเจียสวี่นิ่งเงียบนั้นคือคิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่ จู่ ๆ เธอจึงเงยหน้าพูดสิ่งที่น่าตกใจขึ้น “พี่สาว พี่ชายหนูคนนี้น่ะมีแฟนตั้งยี่สิบเก้าคน”

ต้วนเจียสวี่ถึงกับช็อกแล้วมองมาที่เธอ

“พี่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ยังไงเดี๋ยวเขาก็ให้” ซางจื้อไม่กล้าสบตากับต้วนเจียสวี่ เธอแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร “เขาเปลี่ยนวันละคนน่ะค่ะ” เดือนนี้จะว่าไปแล้วก็ยังขาดอยู่หนึ่งคน ดูเหมือนคนนั้นจะเป็นพี่นะคะ

“........”

จบบทที่ บทที่ 5 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว