เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)

บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)

บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)


ซางจื้อที่อยู่ดี ๆ ก็เจริญอาหารขึ้นมา หยิบถ้วยโจ๊กขึ้นมาซดจนหมดและปฏิเสธที่จะให้พ่อขับรถไปส่งที่โรงเรียน เธอสะพายกระเป๋าแล้วออกไปขึ้นรถไปโรงเรียนเหมือนอย่างเคย

เมื่อถึงที่ป้ายรถประจำทาง ซางจื้อก้มหน้าหาบัตรนักเรียนในกระเป๋า

หางตาเหลือบไปเห็นร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้าง ๆ เธอลังเลว่าจะเดินเข้าร้านดีหรือไม่

ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก บริเวณทางเข้ามีเครื่องดื่มวางเรียงรายอยู่ในตู้แช่เย็น ซางจื้อจ้องมองนมที่วางอยู่นั้น แล้วกะพริบตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่าในหัวของเธอคิดอะไรอยู่กันแน่

เธอยืนอยู่ตรงนั้นอยู่พักหนึ่ง พนักงานแคชเชียร์ที่ยืนอยู่จึงอดถามไม่ได้ว่า “หนูน้อยจ๊ะ อยากจะซื้อนมหรือเปล่า?”

ถ้าเป็นในยามปกติล่ะก็เธอคงจะไม่ใส่ใจอะไรมาก แต่เวลานี้เธอหันขวับแล้วชี้ที่เครื่องแบบนักเรียนของตนเอง “ฉันอยู่ม.ต้นแล้ว ไม่ต้องเรียกฉันอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”

ไม่รอให้พนักงานคนนั้นได้ตอบกลับมา ซางจื้อก็พูดต่อว่า “ฉันไม่ซื้อหรอกค่ะ แค่มาดู ๆ เฉย ๆ”

พูดจบเธอก็กล่าวลาแล้วเดินออกมาจากร้าน ประจวบเหมาะกับรถที่มีผู้โดยสารอัดแน่นอยู่เต็มคันมาถึงพอดี

ซางจื้อก็รีบขึ้นไปทันที เธอเบียดตัวขึ้นไปบนรถและหาที่ยืน

รถโคงเคลงเป็นอย่างมาก

ด้วยนิสัยอืดอาด ทำให้เธอยืนได้อย่างไม่มั่นคงนัก เธอจึงเขย่งคว้าห่วงจับเอาไว้ดูแล้วท่าทางทุลักทุเล เมื่อรถเบรกเอี๊ยดเธอจึงเสียหลักล้มพรวดไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็มีคนคว้าที่กระเป๋าหนังสือของเธอเอาไว้จากด้านหลัง

ท่ามกลางเสียงก่นด่า

ซางจื้อยื่นมือออกมาพยายามจับเสาเอาไว้

ในที่สุดเธอก็หาที่ปักหลักได้ เธอมองไปด้านหลังตามช่องว่างระหว่างคนและสบตาเข้ากับฟู่เจิ้งชูพอดี

ชายหนุ่มสูงราวร้อยเจ็ดสิบ ท่าทางดูคล่องแคล่วดู ๆ ไปแล้วทั้งอ่อนโยนและอ่อนเยาว์ ใบหน้าที่รวม ๆ แล้วดูราวกับเป็นผู้ใหญ่ “เธอไม่เป็นไรนะ”

ซางจื้อพยักหน้าหากแต่ก็ไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด

ฟู่เจิ้งชูสละที่ยืนของตัวเองให้กับเธอ “เธอมายืนตรงนี้นี่”

ด้วยความสูงของเขาจึงพอที่จะจับห่วงจับได้ ซางจื้อจึงรับน้ำใจนั่นเอาไว้พลางเอ่ย “ขอบใจ”

แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง

ครึ่งทางผ่านไป ฟู่เจิ้งชูจึงได้พูดออกมาประโยคหนึ่ง “ฉันเห็นอินเจินหรูบอกว่าเธอถูกเรียกผู้ปกครองเหรอ?”

ซางจื้อมองมาทางเขาอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ทำไมอะไร ๆ เธอก็บอกนายหมดเลยนะ”

“ก็เมื่อวานเธอไม่ได้ไปร้านหนังสือด้วยกันนี่ ฉันก็เลยถามดูน่ะ” ฟู่เจิ้งชูถึงกับเลิ่กลั่ก “ไม่มีอะไรจริง ๆ นะคือฉันก็แค่ถามเธอดูน่ะ เพราะฉันก็โดนเรียกเหมือนกัน”

ซางจื้อชะงัก “นายก็โดนเรียกพบผู้ปกครองเหมือนกันงั้นเหรอ?”

“อืม”

“ทำไมล่ะ?”

ฟู่เจิ้งชูที่ยังนึกคำตอบไม่ออกจึงตอบไปก่อนว่า “ฉันไม่ฟังครูสอนน่ะ”

ซางจื้อพยักหน้า “ฉันเองก็ไม่ต่างกัน”

“ทำไมเธอไม่ฟังที่อาจารย์พูดล่ะ?”

“ก็มันง่ายจะตายไป” ซางจื้อเอ่ย “ใครมันจะไปอยากฟัง”

“……..” ฟู่เจิ้งชูเกาหัวแกรกแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันก็เหมือนกัน”

ซางจื้อถามอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่าสอบครั้งที่แล้วนายได้ที่สุดท้ายหรอกเหรอ?”

ฟู่เจิ้งชูถึงกับเหงื่อแตกพลั่กพลางเบนสายตาไปทางอื่นพร้อมทั้งกระชับห่วงจับในมือแน่น “อื้ม ก็หัวข้อมันง่ายเกินไปน่ะ ฉันก็เลยขี้เกียจเขียน”

ทำราวกับว่ากับเหตุผลนั้นฟังขึ้น ซางจื้อจึงได้แต่ตอบไปอย่างเรียบ ๆ “อ่อ” จากนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ

บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง

ความเงียบนั่นทำให้เกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกิดขึ้นเล็กน้อย

ฟู่เจิ้งชูจึงกระแอมครั้งหนึ่งเพื่อทำลายความรู้สึกน่ากระอักกระอ่วนนั่น “ครั้งที่แล้วเธอสอบได้ที่เท่าไหร่น่ะ”

ซางจื้อ “ที่หนึ่ง”

“……..” ฟู่เจิ้งชูกัดฟันส่งยิ้มแห้ง “โอเค ครั้งหน้าฉันจะลองได้ที่หนึ่งดูบ้าง”

ซางจื้อกวาดตามองเขาหัวจดเท้า “ครั้งหน้านายจะเอาที่หนึ่ง?”

ฟู้เจิ้งชูพยักหน้า หลุบเสียงต่ำลง “........ทำไมล่ะ?”

“เปล่า แค่จะเตือนนายหน่อยน่ะ” ซางจื้อเอ่ยอย่างไม่สนใจนัก “มีฉันอยู่ล่ะก็ ไม่มีทางซะหรอก”

“……..”

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองจะกลายเป็นศัตรูกันโดยปริยาย

ฟู่เจิ้งชูไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ประสบการณ์ที่เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก็ไม่มีแล้วยังขืนถามคำถามชวนกระอักกระอ่วนอีก เขาเลยได้แต่สงบปากสงบคำ

หลังจากถึงที่ป้ายรถประจำทางแล้ว

ซางจื้อจึงลงจากรถแล้วก็ก้าวฉับ ๆ เข้าโรงเรียน

ฟู่เจิ้งชูที่เดินตามหลังพยายามคิดอย่างหนักว่าจะกู้สถานการณ์อย่างไรดี ไม่ทันไรเขาก็ได้พบกับเพื่อนที่รู้จัก เพื่อนชายเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ คล้องคอเขาแล้วพาเดินไป

ด้วยความที่ยังหนุ่มแน่นจึงทำให้เดินเร็วแซงหน้าซางจื้อไปในที่สุด

ฟู่เจิ้งชูหันกลับมาตะโกน “ซางจื้อ ฉันไปก่อนน้า”

ซางจื้อโบกมือให้พอเป็นพิธี

ชายหนุ่มหันมองซางจื้อก่อนส่งเสียง “โอ้” ด้วยน้ำเสียงจริงใจแล้วก็ยิ้มแฉ่งไม่หยุด

“นายเป็นบ้าไปแล้วรึไง”

ซางจื้อไม่ได้สังเกตว่าพวกเขาพูดอะไรกัน

เธอไม่ได้ฟังหรือใส่ใจแม้แต่นิดเดียว ในหัวของเธอนั้นคิดแต่เรื่องที่เธอโดนเรียกผู้ปกครองรวมไปถึงเรื่องของชายที่ได้เจอเมื่อวานนี้

ก็เรื่องว้าวุ่นเมื่อวานนั่น ซางเหยียนที่อยู่ดี ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ต้วนเจียสวี่ที่รับปากกับเธอว่าจะมาและยังไม่ทันจะพูดอะไรที่เป็นมั่นเป็นเหมาะ ซางจื้อที่ไม่มีช่องทางติดต่อเขาได้เลย แล้วก็ไม่รู้จะบอกเขาอย่างไรว่าให้มาตอนสี่โมงครึ่ง

แล้วเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาจะมากี่โมง

เป็นเพราะเรื่องนี้ทำให้วันนี้ทั้งวันซางจื้อไม่ฟังที่ครูพูดเลยสักคาบ เวลาที่ล่วงเลยผ่านไป สายตาที่ทอดมองออกนอกหน้าต่างไปยังประตูโรงเรียน จะดึงสติกลับมาบ้างก็ตอนที่ถูกอาจารย์ตำหนิ

นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ

เวลาสี่โมงยี่สิบนาทีกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนก็ดังขึ้น ในที่สุดคาบเรียนสุดท้ายก็จบลง

อินเจินหรูคิดว่าซางจื้อคงจะกลับบ้านกับพี่ชายจึงไม่ได้รอเธอ จึงกล่าวลาแล้วออกไปจากห้องเรียน

ซางจื้อที่นั่งว่าง ๆ จึงหยิบสมุดออกมาวาดภาพ เวลาล่วงเลยผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบว่าขณะนี้ห้าโมงเย็นเสียแล้ว

ในห้องเรียนที่กว้างขวางขณะนี้เหลือแต่เพียงเธอคนเดียว

เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง

ต้วนเจียสวี่ก็ยังไม่มา

ซางจื้อไม่รู้ว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่าโรงเรียนมัธยมต้นนั้นเลิกเรียนเร็วหรือว่าลืมเรื่องนี้ไปแล้วกันแน่ เธอพยายามบังคับจิตใจตนเองและวาดรูปต่อไป แต่ครั้งนี้ใจของเธอกลับอยู่ไม่สุขอีกต่อไปแล้ว ในหัวของเธอยุ่งเหยิงไปหมด

เธอรออีกสิบห้านาที

ซางจื้อได้ยินเสียงปิดประตูห้องที่ดังมาจากห้องอื่น หรือนี่อาจจะเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาอะไรบางอย่าง เธอรู้สึกบรรยากาศตอนนี้เงียบลงกว่าเมื่อกี้เสียอีก

แม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดเสียงดังได้ในตอนนี้

ประโยคที่เขาพูดเมื่อวันก่อนดูท่าจะเป็นการพูดเล่น

ซางจื้อไม่รออีกต่อไปแล้ว เธอลุกขึ้นอย่างโมโห

เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังบาดหู เธอหยุดนิ่งขอบตาคู่นั้นบัดนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เธอพยายามที่จะฝืนไม่ทำหน้าเศร้าและปลอบใจตนเอง

“พอกันที”

ซางจื้อยัดหนังสือเข้ากระเป๋า สะพายมันขึ้นแล้วออกจากห้องไป

ด้วยความที่นักเรียนชั้นม.1 นั้นเลิกเรียนเร็วทำให้บัดนี้ที่เป็นเวลาห้าโมงก็ดูเหมือนว่าตามระเบียงนั้นจะค่อนข้างว่างเปล่า เหลือคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ซางจื้อก้มหน้าก้มตาวิ่งลงบันได

เธอวิ่งอย่างเร็วโดยไม่มองทางข้างหน้าเสียด้วยซ้ำ ทันใดนั้นเธอก็ชนเข้ากับใครบางคน ซางจื้อกระเด็นถอยไปสองสามก้าว เธอกล่าวขอโทษขึ้นอย่างซึม ๆ

เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป

ขณะเดียวกัน เสียงจากบุคคลที่เธอชนเมื่อครู่ก็ดังขึ้น “นักเรียน เธอพอจะรู้ไหมว่าห้องม.1/1 ไปทางไหน”

เสียงของชายหนุ่มตวัดขึ้นเล็กน้อยพยางท้ายที่ยานคางนิด ๆ แสดงให้เห็นถึงความอืดอาดของเจ้าตัว ราวกับว่าคำพูดนั้นมาพูดอยู่ข้าง ๆ หูพร้อมกับลมหายใจนั่น หัวใจของเธอเต้นแรง

เสียงที่คุ้นเคย

ซางจื้อหันหลังกลับไปมอง

ต้วนเจียสวี่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวบันได ในเสื้อสีขาวกางเกงสแล็ก ปอยผมที่ยาวปรกคิ้วและใบหน้าคมคายหล่อเหลา เขาหลุบตาลงแล้วมองที่หน้าของเธอ “ซางจื้อ?”

ซางจื้อมองเขาแล้วรีบก้มหน้างุด

จะว่าไปไม่รู้ว่านี่เป็นการเจอกันตามคาดหรือเหนือการคาดหมายกันแน่

ต้วนเจียสวี่สังเกตเห็นว่าตาของเธอนั้นแดงก่ำจึงย่อตัวลงมา “ร้องไห้อีกแล้วเหรอ?”

“……..”

เขานึกขันขึ้นมา “เธอกลัวจะเป็นอย่างนั้นรึไง?”

ซางจื้อเม้มปากและได้แต่เงียบ

ต้วนเจียสวี่ “ไม่ต้องร้องนะ พี่ชายคนนี้จะไปโดนดุแทนเธอเอง”

ซางจื้อเงยขึ้นสบตากับเขา

ต้วนเจียสวี่ลูบหัวอย่างแผ่วเบาและถามเธอว่า “เอาล่ะ ตอนนี้เราต้องไปที่ห้องเรียนหรือห้องพักครู?”

ซางจื้อไม่ได้ตอบคำถามนั้นแต่อย่างใด เธอตัดพ้อขึ้น “ใครเขามาสายขนาดนี้กันเล่า”

ได้ยินดังนั้น ต้วนเจียสวี่ก็เลิกคิ้วขึ้นถามอย่างอารมณ์ดีว่า “ถ้าอย่างนั้นต้องกี่โมงล่ะคะ?”

ซางจื้อตอบเสียงแข็ง “สี่โมงยี่สิบก็เลิกเรียนแล้ว”

“เร็วขนาดนั้นเชียว? ก็พี่ไม่รู้นี่ พี่ขอโทษแล้วกันนะคะโอเคไหม?” ต้วนเจียสวี่พูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนและนุ่มนวลราวกับเธอเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ๆ “พี่ผิดเองแหละ”

ซางจื้อเกรงว่าอาจารย์ท่าจะรอเธออยู่นานแล้ว “ไปเหอะ”

“ไปไหน?”

“ห้องพักครู”

หากเดินถึงชั้นหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเจอกับห้องพักครู

ขณะนี้ทั้งสองหยุดอยู่ห่างจากบานประตูเพียงแค่ห้าเมตร

ซางจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “หนูน่ะเคยโดนเรียกผู้ปกครองมาแล้ว อีกเดี๋ยวอาจารย์ก็รายงานพฤติกรรมพี่ก็ตาม ๆ น้ำไปแล้วกันนะ”

ต้วนเจียสวี่ตอบ อืม ในลำคอด้วยน้ำเสียงอันเอื่อยเฉื่อย

นี่เป็นเรื่องที่ที่ซีเรียสจริงจังที่สุดที่เธอเคยทำมา

คือการที่เธอรวมหัวกับเขาหลอกอาจารย์

ซางจื้อที่ตอนนี้แสดงท่าทีเคร่งเครียด “อ้อแล้ว พี่ต้องพยายามพูดให้น้อยที่สุดเลยนะ ถ้าเกิดโดนจับได้ขึ้นมาพวกเราสองคนซวยแน่”

ต้วนเจียสวี่เลียปากแล้วยิ้ม “ทำไมฟังดูน่ากลัวจังเลยล่ะ”

ซางจื้อที่ตอนนี้ประหม่าอย่างมาก กำลังพยายามวางมาดใจดีสู้เสือ “พี่ก็กล้า ๆ หน่อยสิ”

“โอเค” ต้วนเจียสวี่หัวเราะคิก “พี่จะกล้าหาญนะ”

เวลานี้ในห้องพักครูมีอาจารย์เพียงแค่สองท่านเท่านั้น

คนหนึ่งคือเฉินหมิงซวี่ ส่วนอีกคนคือครูประจำชั้นของห้องหกและเป็นครูภาษาอังกฤษที่มีแซ่ว่าจาง โต๊ะของทั้งสองอยู่ติดกัน เฉินหมิงซวี่กำลังตรวจแก้การบ้านและพูดกับคุณครูจางไปด้วย

ซางจื้อเดินเข้าไป “อาจารย์คะ”

เฉินหมิงซวี่เงยหน้าขึ้น “มาแล้วเหรอ?”

ซางจื้อก้มหน้าก้มตาพูด “อื้ม พี่ชายมาน่ะค่ะ”

ต้วนเจียสวี่ที่ยืนอยู่ข้างกายกลับไม่ได้มีท่าทีร้อนรนเท่าเธอ ซ้ำยังเปิดปากพูดอย่างใจเย็น “สวัสดีครับอาจารย์ ผมซางเหยียนพี่ชายซางจื้อครับ”

ตอนแรกซางจื้อกลัวว่าเขาจะตื่นกลัวจนพูดไม่ออก แต่เขากลับพูดชื่อ “ซางเหยียน” ได้อย่างโกหกหน้าตายโดยไม่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนแม้แต่น้อย นั่นทำให้เธอมั่นใจขึ้นเป็นอย่างมาก

เธออดที่จะสบตาเขาไม่ได้

เฉินหมิงซวี่ลุกขึ้นยืน แล้วพูดอย่างรีบ ๆ “ผมเป็นอาจารย์ประจำชั้นของซางจื้อ แซ่เฉิน ขอโทษที่ต้องรบกวน เชิญนั่งก่อน”

อาจารย์จางที่อยู่ด้านข้างพูดติดตลก “นี่ครั้งที่เท่าไหร่แล้วล่ะ”

เฉินหมิงซวี่กดเสียงต่ำ พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เธอก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง?”

ซางจื้อเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าจริง ๆ แล้วห้องนี้มีกันอยู่ห้าคน ฟู่เจิ้งชูที่ยืนหลบมุมอยู่ด้านหลังอาจารย์ทั้งสองไม่พูดไม่จาราวกับล่องหน

หลังจากทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง

ฟู่เจิ้งชูขยับอย่างรวดเร็วราวกับหนีอะไรบางอย่าง ไม่นานเขาก็เดินเข้ามาและยืนในตำแหน่งที่ห่างจากซางจื้อเพียงแค่สองเมตร ตรงหน้าของอาจารย์จางพอดิบพอดี

ระยะห่างของทั้งสองนั้นช่างใกล้กันเหลือเกิน

อายุอานามที่ก็ใกล้กันเหลือเกิน

ชวนที่จะให้เข้าใจผิดได้อย่างง่ายดาย

ต้วนเจียสวี่ที่นั่งอยู่ข้างเฉินหมิงซวี่ มองดูทั้งคู่ด้วยสายตาที่ล้ำลึกแล้วกวักมือเรียกเธอ “มานี่”

ซางจื้อก็เดินมาแต่โดยดี “มีอะไรงั้นเหรอ?”

เฉินหมิงซวี่ที่ง่วนอยู่กับการหาข้อมูลอยู่อีกฝั่ง จึงไม่ได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต้วนเจียสวี่เอามือข้างหนึ่งเท้าคางและใช้มืออีกข้างหนึ่งกวักเรียกซางจื้อ

ซางจื้ออึ้งไปเล็กน้อยแต่เธอก็เดินเข้ามาหา

“สาวน้อย” เขาก้มหน้าลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า “มีรักในวัยเรียนรึไง?”

การที่เขาพูดต่อหน้าเธอเช่นนี้ ซางจื้อเริ่มรู้สึกเคืองขึ้นมาเล็กน้อย แต่คำที่พูดออกมานั้นทำให้เธอสมองตื้อไปชั่วขณะ

“ว่าไงนะ”

ทันใดนั้นก็หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นหน้าแดงเพราะเขินอายหรือเพราะรำคาญกันแน่ เธอกลัวว่าอาจารย์จะมาได้ยินเข้า “นายนั่นแหละ!”

“………”

“หืม? จริง ๆ ก็อยากอยู่นะ”

ต้วนเจียสวี่พิงพนักเก้าอี้แล้วพูดขึ้นอย่างเอื่อย ๆ “แต่ว่าอายุเท่านี้ก็ไม่น่าจะได้แล้วมั้ง”

จบบทที่ บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว