- หน้าแรก
- รักต้องบอก
- บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)
บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)
บทที่ 4 ถูกเรียกพบผู้ปกครอง (1)
ซางจื้อที่อยู่ดี ๆ ก็เจริญอาหารขึ้นมา หยิบถ้วยโจ๊กขึ้นมาซดจนหมดและปฏิเสธที่จะให้พ่อขับรถไปส่งที่โรงเรียน เธอสะพายกระเป๋าแล้วออกไปขึ้นรถไปโรงเรียนเหมือนอย่างเคย
เมื่อถึงที่ป้ายรถประจำทาง ซางจื้อก้มหน้าหาบัตรนักเรียนในกระเป๋า
หางตาเหลือบไปเห็นร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้าง ๆ เธอลังเลว่าจะเดินเข้าร้านดีหรือไม่
ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก บริเวณทางเข้ามีเครื่องดื่มวางเรียงรายอยู่ในตู้แช่เย็น ซางจื้อจ้องมองนมที่วางอยู่นั้น แล้วกะพริบตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่าในหัวของเธอคิดอะไรอยู่กันแน่
เธอยืนอยู่ตรงนั้นอยู่พักหนึ่ง พนักงานแคชเชียร์ที่ยืนอยู่จึงอดถามไม่ได้ว่า “หนูน้อยจ๊ะ อยากจะซื้อนมหรือเปล่า?”
ถ้าเป็นในยามปกติล่ะก็เธอคงจะไม่ใส่ใจอะไรมาก แต่เวลานี้เธอหันขวับแล้วชี้ที่เครื่องแบบนักเรียนของตนเอง “ฉันอยู่ม.ต้นแล้ว ไม่ต้องเรียกฉันอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
ไม่รอให้พนักงานคนนั้นได้ตอบกลับมา ซางจื้อก็พูดต่อว่า “ฉันไม่ซื้อหรอกค่ะ แค่มาดู ๆ เฉย ๆ”
พูดจบเธอก็กล่าวลาแล้วเดินออกมาจากร้าน ประจวบเหมาะกับรถที่มีผู้โดยสารอัดแน่นอยู่เต็มคันมาถึงพอดี
ซางจื้อก็รีบขึ้นไปทันที เธอเบียดตัวขึ้นไปบนรถและหาที่ยืน
รถโคงเคลงเป็นอย่างมาก
ด้วยนิสัยอืดอาด ทำให้เธอยืนได้อย่างไม่มั่นคงนัก เธอจึงเขย่งคว้าห่วงจับเอาไว้ดูแล้วท่าทางทุลักทุเล เมื่อรถเบรกเอี๊ยดเธอจึงเสียหลักล้มพรวดไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็มีคนคว้าที่กระเป๋าหนังสือของเธอเอาไว้จากด้านหลัง
ท่ามกลางเสียงก่นด่า
ซางจื้อยื่นมือออกมาพยายามจับเสาเอาไว้
ในที่สุดเธอก็หาที่ปักหลักได้ เธอมองไปด้านหลังตามช่องว่างระหว่างคนและสบตาเข้ากับฟู่เจิ้งชูพอดี
ชายหนุ่มสูงราวร้อยเจ็ดสิบ ท่าทางดูคล่องแคล่วดู ๆ ไปแล้วทั้งอ่อนโยนและอ่อนเยาว์ ใบหน้าที่รวม ๆ แล้วดูราวกับเป็นผู้ใหญ่ “เธอไม่เป็นไรนะ”
ซางจื้อพยักหน้าหากแต่ก็ไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด
ฟู่เจิ้งชูสละที่ยืนของตัวเองให้กับเธอ “เธอมายืนตรงนี้นี่”
ด้วยความสูงของเขาจึงพอที่จะจับห่วงจับได้ ซางจื้อจึงรับน้ำใจนั่นเอาไว้พลางเอ่ย “ขอบใจ”
แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง
ครึ่งทางผ่านไป ฟู่เจิ้งชูจึงได้พูดออกมาประโยคหนึ่ง “ฉันเห็นอินเจินหรูบอกว่าเธอถูกเรียกผู้ปกครองเหรอ?”
ซางจื้อมองมาทางเขาอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ทำไมอะไร ๆ เธอก็บอกนายหมดเลยนะ”
“ก็เมื่อวานเธอไม่ได้ไปร้านหนังสือด้วยกันนี่ ฉันก็เลยถามดูน่ะ” ฟู่เจิ้งชูถึงกับเลิ่กลั่ก “ไม่มีอะไรจริง ๆ นะคือฉันก็แค่ถามเธอดูน่ะ เพราะฉันก็โดนเรียกเหมือนกัน”
ซางจื้อชะงัก “นายก็โดนเรียกพบผู้ปกครองเหมือนกันงั้นเหรอ?”
“อืม”
“ทำไมล่ะ?”
ฟู่เจิ้งชูที่ยังนึกคำตอบไม่ออกจึงตอบไปก่อนว่า “ฉันไม่ฟังครูสอนน่ะ”
ซางจื้อพยักหน้า “ฉันเองก็ไม่ต่างกัน”
“ทำไมเธอไม่ฟังที่อาจารย์พูดล่ะ?”
“ก็มันง่ายจะตายไป” ซางจื้อเอ่ย “ใครมันจะไปอยากฟัง”
“……..” ฟู่เจิ้งชูเกาหัวแกรกแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันก็เหมือนกัน”
ซางจื้อถามอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่าสอบครั้งที่แล้วนายได้ที่สุดท้ายหรอกเหรอ?”
ฟู่เจิ้งชูถึงกับเหงื่อแตกพลั่กพลางเบนสายตาไปทางอื่นพร้อมทั้งกระชับห่วงจับในมือแน่น “อื้ม ก็หัวข้อมันง่ายเกินไปน่ะ ฉันก็เลยขี้เกียจเขียน”
ทำราวกับว่ากับเหตุผลนั้นฟังขึ้น ซางจื้อจึงได้แต่ตอบไปอย่างเรียบ ๆ “อ่อ” จากนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง
ความเงียบนั่นทำให้เกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกิดขึ้นเล็กน้อย
ฟู่เจิ้งชูจึงกระแอมครั้งหนึ่งเพื่อทำลายความรู้สึกน่ากระอักกระอ่วนนั่น “ครั้งที่แล้วเธอสอบได้ที่เท่าไหร่น่ะ”
ซางจื้อ “ที่หนึ่ง”
“……..” ฟู่เจิ้งชูกัดฟันส่งยิ้มแห้ง “โอเค ครั้งหน้าฉันจะลองได้ที่หนึ่งดูบ้าง”
ซางจื้อกวาดตามองเขาหัวจดเท้า “ครั้งหน้านายจะเอาที่หนึ่ง?”
ฟู้เจิ้งชูพยักหน้า หลุบเสียงต่ำลง “........ทำไมล่ะ?”
“เปล่า แค่จะเตือนนายหน่อยน่ะ” ซางจื้อเอ่ยอย่างไม่สนใจนัก “มีฉันอยู่ล่ะก็ ไม่มีทางซะหรอก”
“……..”
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองจะกลายเป็นศัตรูกันโดยปริยาย
ฟู่เจิ้งชูไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ประสบการณ์ที่เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก็ไม่มีแล้วยังขืนถามคำถามชวนกระอักกระอ่วนอีก เขาเลยได้แต่สงบปากสงบคำ
หลังจากถึงที่ป้ายรถประจำทางแล้ว
ซางจื้อจึงลงจากรถแล้วก็ก้าวฉับ ๆ เข้าโรงเรียน
ฟู่เจิ้งชูที่เดินตามหลังพยายามคิดอย่างหนักว่าจะกู้สถานการณ์อย่างไรดี ไม่ทันไรเขาก็ได้พบกับเพื่อนที่รู้จัก เพื่อนชายเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ คล้องคอเขาแล้วพาเดินไป
ด้วยความที่ยังหนุ่มแน่นจึงทำให้เดินเร็วแซงหน้าซางจื้อไปในที่สุด
ฟู่เจิ้งชูหันกลับมาตะโกน “ซางจื้อ ฉันไปก่อนน้า”
ซางจื้อโบกมือให้พอเป็นพิธี
ชายหนุ่มหันมองซางจื้อก่อนส่งเสียง “โอ้” ด้วยน้ำเสียงจริงใจแล้วก็ยิ้มแฉ่งไม่หยุด
“นายเป็นบ้าไปแล้วรึไง”
ซางจื้อไม่ได้สังเกตว่าพวกเขาพูดอะไรกัน
เธอไม่ได้ฟังหรือใส่ใจแม้แต่นิดเดียว ในหัวของเธอนั้นคิดแต่เรื่องที่เธอโดนเรียกผู้ปกครองรวมไปถึงเรื่องของชายที่ได้เจอเมื่อวานนี้
ก็เรื่องว้าวุ่นเมื่อวานนั่น ซางเหยียนที่อยู่ดี ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ต้วนเจียสวี่ที่รับปากกับเธอว่าจะมาและยังไม่ทันจะพูดอะไรที่เป็นมั่นเป็นเหมาะ ซางจื้อที่ไม่มีช่องทางติดต่อเขาได้เลย แล้วก็ไม่รู้จะบอกเขาอย่างไรว่าให้มาตอนสี่โมงครึ่ง
แล้วเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาจะมากี่โมง
เป็นเพราะเรื่องนี้ทำให้วันนี้ทั้งวันซางจื้อไม่ฟังที่ครูพูดเลยสักคาบ เวลาที่ล่วงเลยผ่านไป สายตาที่ทอดมองออกนอกหน้าต่างไปยังประตูโรงเรียน จะดึงสติกลับมาบ้างก็ตอนที่ถูกอาจารย์ตำหนิ
นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ
เวลาสี่โมงยี่สิบนาทีกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนก็ดังขึ้น ในที่สุดคาบเรียนสุดท้ายก็จบลง
อินเจินหรูคิดว่าซางจื้อคงจะกลับบ้านกับพี่ชายจึงไม่ได้รอเธอ จึงกล่าวลาแล้วออกไปจากห้องเรียน
ซางจื้อที่นั่งว่าง ๆ จึงหยิบสมุดออกมาวาดภาพ เวลาล่วงเลยผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบว่าขณะนี้ห้าโมงเย็นเสียแล้ว
ในห้องเรียนที่กว้างขวางขณะนี้เหลือแต่เพียงเธอคนเดียว
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง
ต้วนเจียสวี่ก็ยังไม่มา
ซางจื้อไม่รู้ว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่าโรงเรียนมัธยมต้นนั้นเลิกเรียนเร็วหรือว่าลืมเรื่องนี้ไปแล้วกันแน่ เธอพยายามบังคับจิตใจตนเองและวาดรูปต่อไป แต่ครั้งนี้ใจของเธอกลับอยู่ไม่สุขอีกต่อไปแล้ว ในหัวของเธอยุ่งเหยิงไปหมด
เธอรออีกสิบห้านาที
ซางจื้อได้ยินเสียงปิดประตูห้องที่ดังมาจากห้องอื่น หรือนี่อาจจะเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาอะไรบางอย่าง เธอรู้สึกบรรยากาศตอนนี้เงียบลงกว่าเมื่อกี้เสียอีก
แม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดเสียงดังได้ในตอนนี้
ประโยคที่เขาพูดเมื่อวันก่อนดูท่าจะเป็นการพูดเล่น
ซางจื้อไม่รออีกต่อไปแล้ว เธอลุกขึ้นอย่างโมโห
เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังบาดหู เธอหยุดนิ่งขอบตาคู่นั้นบัดนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เธอพยายามที่จะฝืนไม่ทำหน้าเศร้าและปลอบใจตนเอง
“พอกันที”
ซางจื้อยัดหนังสือเข้ากระเป๋า สะพายมันขึ้นแล้วออกจากห้องไป
ด้วยความที่นักเรียนชั้นม.1 นั้นเลิกเรียนเร็วทำให้บัดนี้ที่เป็นเวลาห้าโมงก็ดูเหมือนว่าตามระเบียงนั้นจะค่อนข้างว่างเปล่า เหลือคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ซางจื้อก้มหน้าก้มตาวิ่งลงบันได
เธอวิ่งอย่างเร็วโดยไม่มองทางข้างหน้าเสียด้วยซ้ำ ทันใดนั้นเธอก็ชนเข้ากับใครบางคน ซางจื้อกระเด็นถอยไปสองสามก้าว เธอกล่าวขอโทษขึ้นอย่างซึม ๆ
เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
ขณะเดียวกัน เสียงจากบุคคลที่เธอชนเมื่อครู่ก็ดังขึ้น “นักเรียน เธอพอจะรู้ไหมว่าห้องม.1/1 ไปทางไหน”
เสียงของชายหนุ่มตวัดขึ้นเล็กน้อยพยางท้ายที่ยานคางนิด ๆ แสดงให้เห็นถึงความอืดอาดของเจ้าตัว ราวกับว่าคำพูดนั้นมาพูดอยู่ข้าง ๆ หูพร้อมกับลมหายใจนั่น หัวใจของเธอเต้นแรง
เสียงที่คุ้นเคย
ซางจื้อหันหลังกลับไปมอง
ต้วนเจียสวี่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวบันได ในเสื้อสีขาวกางเกงสแล็ก ปอยผมที่ยาวปรกคิ้วและใบหน้าคมคายหล่อเหลา เขาหลุบตาลงแล้วมองที่หน้าของเธอ “ซางจื้อ?”
ซางจื้อมองเขาแล้วรีบก้มหน้างุด
จะว่าไปไม่รู้ว่านี่เป็นการเจอกันตามคาดหรือเหนือการคาดหมายกันแน่
ต้วนเจียสวี่สังเกตเห็นว่าตาของเธอนั้นแดงก่ำจึงย่อตัวลงมา “ร้องไห้อีกแล้วเหรอ?”
“……..”
เขานึกขันขึ้นมา “เธอกลัวจะเป็นอย่างนั้นรึไง?”
ซางจื้อเม้มปากและได้แต่เงียบ
ต้วนเจียสวี่ “ไม่ต้องร้องนะ พี่ชายคนนี้จะไปโดนดุแทนเธอเอง”
ซางจื้อเงยขึ้นสบตากับเขา
ต้วนเจียสวี่ลูบหัวอย่างแผ่วเบาและถามเธอว่า “เอาล่ะ ตอนนี้เราต้องไปที่ห้องเรียนหรือห้องพักครู?”
ซางจื้อไม่ได้ตอบคำถามนั้นแต่อย่างใด เธอตัดพ้อขึ้น “ใครเขามาสายขนาดนี้กันเล่า”
ได้ยินดังนั้น ต้วนเจียสวี่ก็เลิกคิ้วขึ้นถามอย่างอารมณ์ดีว่า “ถ้าอย่างนั้นต้องกี่โมงล่ะคะ?”
ซางจื้อตอบเสียงแข็ง “สี่โมงยี่สิบก็เลิกเรียนแล้ว”
“เร็วขนาดนั้นเชียว? ก็พี่ไม่รู้นี่ พี่ขอโทษแล้วกันนะคะโอเคไหม?” ต้วนเจียสวี่พูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนและนุ่มนวลราวกับเธอเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ๆ “พี่ผิดเองแหละ”
ซางจื้อเกรงว่าอาจารย์ท่าจะรอเธออยู่นานแล้ว “ไปเหอะ”
“ไปไหน?”
“ห้องพักครู”
หากเดินถึงชั้นหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเจอกับห้องพักครู
ขณะนี้ทั้งสองหยุดอยู่ห่างจากบานประตูเพียงแค่ห้าเมตร
ซางจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “หนูน่ะเคยโดนเรียกผู้ปกครองมาแล้ว อีกเดี๋ยวอาจารย์ก็รายงานพฤติกรรมพี่ก็ตาม ๆ น้ำไปแล้วกันนะ”
ต้วนเจียสวี่ตอบ อืม ในลำคอด้วยน้ำเสียงอันเอื่อยเฉื่อย
นี่เป็นเรื่องที่ที่ซีเรียสจริงจังที่สุดที่เธอเคยทำมา
คือการที่เธอรวมหัวกับเขาหลอกอาจารย์
ซางจื้อที่ตอนนี้แสดงท่าทีเคร่งเครียด “อ้อแล้ว พี่ต้องพยายามพูดให้น้อยที่สุดเลยนะ ถ้าเกิดโดนจับได้ขึ้นมาพวกเราสองคนซวยแน่”
ต้วนเจียสวี่เลียปากแล้วยิ้ม “ทำไมฟังดูน่ากลัวจังเลยล่ะ”
ซางจื้อที่ตอนนี้ประหม่าอย่างมาก กำลังพยายามวางมาดใจดีสู้เสือ “พี่ก็กล้า ๆ หน่อยสิ”
“โอเค” ต้วนเจียสวี่หัวเราะคิก “พี่จะกล้าหาญนะ”
เวลานี้ในห้องพักครูมีอาจารย์เพียงแค่สองท่านเท่านั้น
คนหนึ่งคือเฉินหมิงซวี่ ส่วนอีกคนคือครูประจำชั้นของห้องหกและเป็นครูภาษาอังกฤษที่มีแซ่ว่าจาง โต๊ะของทั้งสองอยู่ติดกัน เฉินหมิงซวี่กำลังตรวจแก้การบ้านและพูดกับคุณครูจางไปด้วย
ซางจื้อเดินเข้าไป “อาจารย์คะ”
เฉินหมิงซวี่เงยหน้าขึ้น “มาแล้วเหรอ?”
ซางจื้อก้มหน้าก้มตาพูด “อื้ม พี่ชายมาน่ะค่ะ”
ต้วนเจียสวี่ที่ยืนอยู่ข้างกายกลับไม่ได้มีท่าทีร้อนรนเท่าเธอ ซ้ำยังเปิดปากพูดอย่างใจเย็น “สวัสดีครับอาจารย์ ผมซางเหยียนพี่ชายซางจื้อครับ”
ตอนแรกซางจื้อกลัวว่าเขาจะตื่นกลัวจนพูดไม่ออก แต่เขากลับพูดชื่อ “ซางเหยียน” ได้อย่างโกหกหน้าตายโดยไม่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนแม้แต่น้อย นั่นทำให้เธอมั่นใจขึ้นเป็นอย่างมาก
เธออดที่จะสบตาเขาไม่ได้
เฉินหมิงซวี่ลุกขึ้นยืน แล้วพูดอย่างรีบ ๆ “ผมเป็นอาจารย์ประจำชั้นของซางจื้อ แซ่เฉิน ขอโทษที่ต้องรบกวน เชิญนั่งก่อน”
อาจารย์จางที่อยู่ด้านข้างพูดติดตลก “นี่ครั้งที่เท่าไหร่แล้วล่ะ”
เฉินหมิงซวี่กดเสียงต่ำ พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เธอก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง?”
ซางจื้อเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าจริง ๆ แล้วห้องนี้มีกันอยู่ห้าคน ฟู่เจิ้งชูที่ยืนหลบมุมอยู่ด้านหลังอาจารย์ทั้งสองไม่พูดไม่จาราวกับล่องหน
หลังจากทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง
ฟู่เจิ้งชูขยับอย่างรวดเร็วราวกับหนีอะไรบางอย่าง ไม่นานเขาก็เดินเข้ามาและยืนในตำแหน่งที่ห่างจากซางจื้อเพียงแค่สองเมตร ตรงหน้าของอาจารย์จางพอดิบพอดี
ระยะห่างของทั้งสองนั้นช่างใกล้กันเหลือเกิน
อายุอานามที่ก็ใกล้กันเหลือเกิน
ชวนที่จะให้เข้าใจผิดได้อย่างง่ายดาย
ต้วนเจียสวี่ที่นั่งอยู่ข้างเฉินหมิงซวี่ มองดูทั้งคู่ด้วยสายตาที่ล้ำลึกแล้วกวักมือเรียกเธอ “มานี่”
ซางจื้อก็เดินมาแต่โดยดี “มีอะไรงั้นเหรอ?”
เฉินหมิงซวี่ที่ง่วนอยู่กับการหาข้อมูลอยู่อีกฝั่ง จึงไม่ได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ต้วนเจียสวี่เอามือข้างหนึ่งเท้าคางและใช้มืออีกข้างหนึ่งกวักเรียกซางจื้อ
ซางจื้ออึ้งไปเล็กน้อยแต่เธอก็เดินเข้ามาหา
“สาวน้อย” เขาก้มหน้าลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า “มีรักในวัยเรียนรึไง?”
การที่เขาพูดต่อหน้าเธอเช่นนี้ ซางจื้อเริ่มรู้สึกเคืองขึ้นมาเล็กน้อย แต่คำที่พูดออกมานั้นทำให้เธอสมองตื้อไปชั่วขณะ
“ว่าไงนะ”
ทันใดนั้นก็หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นหน้าแดงเพราะเขินอายหรือเพราะรำคาญกันแน่ เธอกลัวว่าอาจารย์จะมาได้ยินเข้า “นายนั่นแหละ!”
“………”
“หืม? จริง ๆ ก็อยากอยู่นะ”
ต้วนเจียสวี่พิงพนักเก้าอี้แล้วพูดขึ้นอย่างเอื่อย ๆ “แต่ว่าอายุเท่านี้ก็ไม่น่าจะได้แล้วมั้ง”