เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 การพบกัน (3)

บทที่ 3 การพบกัน (3)

บทที่ 3 การพบกัน (3)


หากคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้เป็นซางเหยียนล่ะก็ ซางจื้อไม่มีทางบอกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นแน่และเขาก็ไม่คิดจะถามถึงเหตุผลด้วย เธอก็แค่ตามตื๊อต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะยอมไป

แต่ตอนนี้คนที่อยู่ต่อหน้าเธอคือคนที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก

ตั้งแต่ประโยคแรกที่เริ่มคุยกัน ต้วนเจียสวี่ที่ดูจะเป็นคนที่อบอุ่นราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรจะมาทำให้เขาโกรธได้ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่คุ้นเคยกันมากพอจึงไม่กล้าที่จะวางท่ามาก

ในตอนแรกน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซางจื้อนั้นถึงกับต้องเผยเรื่องราวทั้งหมดอย่างหมดเปลือก

ใจเธอไม่อยากจะสารภาพเลยสักนิด ซางจื้อเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยสารภาพว่า “หนูไม่ฟังครูพูดในห้องเรียนน่ะ”

ต้วนเจียสวี่ “อืม”

“อาจารย์เรียกให้ตอบคำถาม หนูก็ตอบไปแล้ว” ซางจื้อเว้น ค่อย ๆ คิดเรียบเรียงคำพูด “แล้วเขาก็ถามอีกว่าอยากจะมาทำงานแทนตำแหน่งเขาเลยไหม ให้มาสอนห้องเราเลย หนูคิดว่ามันไม่น่าจะเหมาะสม ก็เลยปฏิเสธไป”

“……..”

ต้วนเจียสวี่ “?”

ซางจื้อมองครู่หนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เธอยืนหงิม ๆ “หลังจากนั้นเขาก็เรียกพบผู้ปกครองเลย”

หลังจากพูดประโยคนั้นออกไป

ซางจื้อรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบเงียบสนิท

ซางจื้อที่ปิดบังเนื้อหาบางส่วนเอาไว้ ก็กลัวว่าจะโดนจับได้ ยิ่งอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาด้วยแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูด “จริง ๆ นะ”

ได้ยินดังนั้นแล้ว ต้วนเจียสวี่จึงเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ “เอาจริง ๆ ก็ไม่ค่อยเชื่อน่ะนะ”

ดูท่าเขาจะขำมากจริง ๆ ดูจากไหล่และแผ่นอกที่สั่นน้อย ๆ กับเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอและเสียงหายใจนั่นแล้ว จากเดิมที่ก็หล่ออยู่แล้วทำให้เขายิ่งดูมีออร่าขึ้นไปอีก

ระยะห่างของทั้งสองที่ตอนนี้เขยิบเข้าใกล้กัน

ซางจื้อสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่ที่ยังคงติดอยู่บนตัวของเขา ยิ่งทำให้เธอเตลิดเข้าไปใหญ่

“หนูพูดจริง ๆ นะ” เธอรวบรวมความกล้าพูดออกไป

ต้วนเจียสวี่ “หืม? ไม่ได้จะโกหกกันหรอกใช่ไหม?”

ซางจื้อพยักหน้าอย่างแรง แสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด “ไม่ หนูพูดจริง ๆ นะ ถ้าพี่ไม่เชื่อพรุ่งนี้ก็ได้รู้กัน ถ้าตอนนี้หนูโกหก อาจารย์จะต้องบอกความจริงกับพี่แน่”

“เป็นอย่างนี้นี่เอง......”

สิ้นเสียงพูด ประตูก็ถูกเปิดออก

ซางเหยียนไม่ได้มองพวกเขาทั้งคู่ เพียงแต่เดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าและพูดออกมาว่า “ยัยบ้า ออกไปได้แล้ว”

แม้ว่าซางจื้อจะรู้สึกผิดอยู่นิด ๆ เรื่องที่ตนหาเรื่องใส่เขาไปแบบนั้น แต่เธอก็ไม่อยากจะออกไปทั้ง ๆ แบบนี้ “ฉันอยู่ด้วยไม่ได้หรือไง?” เธอพึมพำ

ซางเหยียนหันกลับมามองพลางยิ้มฝืน “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อ”

“งั้นพี่ชายคนนี้..........” ซางจื้อคว้าชายเสื้อของต้วนเจียสวี่เอาไว้ “ก็ต้องออกไปด้วยน่ะสิ ฉันว่าเขาก็คงไม่อยากเห็นนายเปลี่ยนเสื้อผ้าหรอกนะ”

ซางเหยียนทำหูทวนลม “ออกไปแล้วก็ปิดประตูด้วย”

ซางจื้อที่ดูเหมือนจะว่าจะบังคับเขากลาย ๆ ก็ได้ลากต้วนเจียสวี่ออกไปด้วย “ได้เลย เดี๋ยวปิดให้น้า”

“……..”

ซางเหยียนมองตามทั้งสองนั้นไปแล้วก็โบกมือปัด ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก

เนื่องจากหัวข้อสนทนานี้ไม่อาจให้บุคคลที่สามมาได้ยินได้

เมื่อออกจากห้องมาแล้วซางจื้อก็รีบลากต้วนเจียสวี่มาที่ห้องของเธอทันที จากนั้นก็ปิดประตูอย่างระแวดระวังแล้วถามอย่างใจร้อน “พี่ชาย พรุ่งนี้พี่จะมาไหม ที่พูดไปทั้งหมดน่ะเป็นเรื่องจริงจริง ๆ นะ.....”

ต้วนเจียสวี่หลุบตาลงต่ำแล้วพูดขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “แล้วทำไมไม่ให้พี่เธอไปล่ะ?”

“มันจะเป็นไปได้ยังไง!” ซางจื้อเบิกตาโต “ก็เมื่อกี้หนูเพิ่งจะหาเรื่องใส่เขาไปนี่......ถ้าขืนบอกไปล่ะก็ หมอนั่นต้องเอาเรื่องไปฟ้องแม่แน่”

ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “พี่ชายเธอไม่ใช่คนอย่างนั้นซะหน่อย”

“……..”

น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นไม่เพียงแต่จะไม่จริงจังแถมยังฟังดูล้อเล่นอีกด้วย

ซางจื้อที่เมื่อครู่ได้ไปหาเรื่องใส่ชาวบ้านมิหนำซ้ำยังเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาอีก เวลานี้เธอมืดแปดด้าน

ไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว เธอจึงรื้อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ขึ้นมาพูด “พี่ เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะพี่พูดแบบนั้นเหรอ หนูถึงได้ทะเลาะกับเขา”

ต้วนเจียสวี่ขมวดคิ้ว “หืม?”

เวลานี้ประตูก็ถูกเปิดออก

ซางเหยียนที่ยืนอยู่ข้างนอกมองมาทางต้วนเจียสวี่ “ไปกันได้แล้ว”

ทำราวกับว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่ซางจื้อพูด ต้วนเจียสวี่พยักหน้ารับ “แล้วเจอกันนะสาวน้อย”

ซางจื้อไม่อยากจะเชื่อ

หมายความว่าอย่างไรที่ว่าแล้วเจอกัน!

ยังเคลียร์กันไม่จบเลยนะ!

เมื่อเห็นว่าต้วนเจียสวี่จะไปแล้วจริง ๆ เธอจึงรีบคว้าแขนเขาไว้ “จะไปกันแล้วเหรอ? นี่ก็เย็นมากแล้วไม่อยู่ทานข้าวก่อนแล้วค่อยไปล่ะ?”

ต้วนเจียสวี่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “เอาไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะ”

ซางจื้อจ้องมองไปที่เขาและไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือ

ครั้งหน้าอะไรกันเล่า!

เรื่องที่เพิ่งพูดไปหยก ๆ เมื่อกี้ลืมแล้วเหรอ! เป็นตาแก่สมองเสื่อมหรือไง!

แต่เธอก็ไม่ได้พูดออกไปแต่อย่างใด ได้แต่เอ่ยถามด้วยท่าทางน่าสงสาร “แล้วครั้งหน้าที่ว่าคือเมื่อไหร่เหรอ......”

ต้วนเจียสวี่ได้เพียงแต่ส่งยิ้มให้

เห็นท่าทางอาลัยอาวรณ์ของทั้งสองคนแล้ว ซางเหยียนจึงเลิกคิ้วถาม “พวกเธอสองคนเห็นแค่แวบแรกก็ปิ๊งกันแล้วหรือไงฮะ? ต้วนเจียสวี่นายอดใจไว้หน่อยเถอะ น้องสาวฉันเพิ่งจะอายุแค่สิบสองเองนะ”

ซางจื้อแย้งขึ้น “สิบสามแล้ว”

เมื่อได้ยินตัวเลขดังกล่าว ต้วนเจียสวี่ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สายตามองไปยังตัวของซางจื้อ

“สิบสามแล้วเหรอ?”

น้ำเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่เชื่อ

ราวกับว่าการที่เธออายุสิบสามนั้นเป็นเพียงเรื่องปรัมปรา

การที่เขามีปฏิกิริยาแบบนั้นมันจี้ใจดำซางจื้ออย่างแรง เพียงครู่เดียวซางจื้อก็ลืมเรื่องที่ไปขอความช่วยเหลือเขาไว้จนหมดสิ้น แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พี่คิดว่าฉันมันเตี้ยใช่ไหมล่ะ ดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบสามใช่ไหม”

ซางเหยียนที่ยืนเอามือเท้าขอบประตูอยู่ พูดซ้ำเติม “เออ หมอนั่นหมายความว่างั้นแหละ”

ต้วนเจียสวี่ยืนเกาแกรก ๆ พลางส่ายหน้า “ไม่ใช่ซะหน่อย”

ที่พูดนั่นมันไม่ใช่สักนิด

ซางจื้อจ้องมองไปที่ชายหนุ่มทั้งสองคนครู่หนึ่งแล้วก็รู้สึกโกรธขึ้นมา “เอาล่ะ ฉันไม่พูดกับพวกพี่แล้ว” แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนตอนที่ทะเลาะกับซางเหยียน แววตาของเธอฉายแววเจ็บปวดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เดี๋ยวหนูก็โตแล้ว”

เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว ซางเหยียนผู้ที่นาน ๆ ทีจะสำนึกรู้สึกผิดกลับรู้สึกละอายใจเล็กน้อย พร้อมทั้งพูดปลอบใจ “เตี้ย ๆ แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง เดี๋ยวคนเขาก็นึกว่าอายุสิบแปดหรอก”

แทนที่จะดีขึ้นกลับจี้ใจดำเธอหนักกว่าเดิม

ซางจื้อยังคงหน้ามุ่ย “แล้วอย่างพี่ที่แค่ตัวสูงล่ะ คนเขาคิดว่าพี่เป็นพ่อฉันไหมล่ะ?”

“………”

ความรู้สึกละอายใจในคราแรกของซางเหยียนหายไปหมดสิ้น

สาวน้อยกลอกตาที่ยังคงแดงก่ำอยู่ ภาพของเธอขณะนี้เหมือนสาวน้อยที่โดนแกล้งแต่ไม่อยากจะเผยความอ่อนแอของตนออกมา

ดูเหมือนว่าคนที่ทำให้เธอเป็นเช่นนี้ถึงสองครั้งสองคราจะเป็นตัวเขา ต้วนเจียสวี่ลอบถอนหายใจครั้งหนึ่งให้ตนผ่อนคลายลงแล้วจึงเอ่ยถาม “สิบสาม เรียนม.2 ?”

“ม.1” ซางจื้อตอบเสียงแข็งและไม่แม้แต่จะมองเขา

“โรงเรียนอะไร?”

“โรงเรียนมัธยมซวี่รื่อ” ซางจื้อเว้นเล็กน้อย เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าความคิดที่แวบเข้ามาในหัวนี่เป็นความคิดที่ดีหรือไม่ แต่ก็พูดเสริมอีกประโยคด้วยเสียงที่หมดอาลัยตายอยากอย่างถึงที่สุด “ม.1/1”

จากนั้น เขาก็โน้มตัวลงมาสบตากับเธอ

“แล้วหนูชื่ออะไรคะ?”

เธอตอบเสียงเบา “ชื่อซางจื้อ”

“ซางจื้อ?”

“ใช่” ซางจื้อพยายามหลบสายตาอีกฝ่าย “จื้อในคำว่าจื้อชี่*”

ต้วนเจียสวี่หยิกแก้มเด็กสาวด้วยความเอ็นดู “ถ้าอย่างนั้น เสี่ยวซางจื้อ”

“……..”

เขากดเสียงลงต่ำแล้วพูดกับเธอด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับว่ากลัวคนอื่นจะได้ยิน

“รู้แล้วใช่ไหมว่าครั้งหน้าคือตอนไหน?”

-

หลังจากที่ทั้งคู่กล่าวลาหลีผิงแล้วก็ออกจากบ้านไป

พระอาทิตย์นั้นได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้ายามเย็นก็เข้าปกคลุม อากาศเย็นขึ้นเล็กน้อย

ต้วนเจียสวี่ถามขึ้น “น้องสาวนายปกติแล้วก็เชื่อฟังแบบนี้สินะ?”

“เชื่อฟัง?” ซางเหยียยนพ่นล่มออกจมูก เขาหยิบอมยิ้มที่ไม่รู้มีอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ขึ้นมากิน “ยัยนั่นน่ะอยู่ในวัยต่อต้าน รับมือยากชะมัด”

วัยต่อต้าน

รับมือยาก

* ตัวอักษรจีนในชื่อของซางจื้อ คือตัวอักษรจื้อในคำว่า稚气 (จื้อชี่) แปลว่า ไร้เดียงสา น่าเอ็นดู

แต่ก็ยังดี

ต้วนเจียสวี่ครุ่นคิด ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและเขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงมากแค่ไหน เขาจึงหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาถามกับซางเหยียน “น้องสาวนายถูกเรียกพบผู้ปกครองน่ะ เมื่อกี้เธอถามฉันว่าช่วยไปพบอาจารย์ให้ได้ไหม นายคิดว่าควรทำยังไงดี?”

ซางเหยียนเดาะลิ้นจิ๊ปาก “ถึงว่าล่ะทำไมยัยนั่นถึงได้รั้งนายไว้ให้อยู่กินข้าว ว่าแล้วรายนั้นไม่มีเจตนาดีหรอก”

ต้วนเจียสวี่ได้ยิ้มอย่างเงียบ ๆ

“ดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่อะไร โดนเรียกมาตั้งหลายรอบแล้วแต่ละทีก็มีไม่กี่สาเหตุหรอก” ซางเหยียนหันกลับไปถามอย่างไม่ใส่ใจ “พรุ่งนี้นายว่างไหมล่ะ? ถ้าว่างก็ช่วยฉันไปหน่อย พรุ่งนี้ฉันไม่ว่าง”

“พรุ่งนี้น่ะเหรอ.....”

“อืม ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันค่อยไปพูดกับแม่ก็ได้”

เขาเพิ่งจะตบปากรับคำกับเธอไป ไม่ทันไรเรื่องก็ถึงไปหูที่บ้านเนี่ยนะ

ยัยหนูน้อยนั่นได้ร้องไห้อีกแหง

“ไม่มีก็ต้องมีล่ะนะ” ต้วนเจียสวี่พูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “จะมาหลอกสาวน้อยได้ยังไงกัน”

-

เมื่อได้ยินเสียงปิดประตู ซางจื้อแอบมองแล้ววิ่งตรงไปหาหลีผิง “แม่ ทำไมพี่เขาถึงกลับมาล่ะ?”

หลีผิง “พี่เขาบอกว่ามาเล่นบอลแถวนี้ เลยแวะเข้ามาอาบน้ำหน่อยน่ะ”

“นี่ก็เย็นมากแล้วทำไมแม่ไม่บอกให้พวกพี่เขาอยู่กินข้าวเย็นกันก่อนล่ะ”

“ก็เพื่อนพี่เขาคนนั้นมีธุระต่อน่ะ” หลีผิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนักว่า “จื๋อจื่อ พี่เขาตีลูกจริง ๆ เหรอ?”

“……..” ซางจื้อรู้สึกผิดขึ้นมาทันใดและไม่กล้าที่จะถามย้ำจึงวิ่งเข้าห้องของตนไป “หนูต้องทำการบ้านแล้ว ไปก่อนน้า”

เมื่อกลับถึงห้องและล็อกกลอนประตูเรียบร้อยแล้ว

ซางจื้อทิ้งตัวลงบนเตียง หยิบตุ๊กตาขึ้นมากอด อารารมณ์ของเธอขณะนี้ยังไม่ดีนัก เธอนึกถึงสิ่งที่ต้วนเจียสวี่พูดกับเธอ

“รู้แล้วใช่ไหมว่าครั้งหน้าคือตอนไหน?”

มันควรจะเป็นคำที่เธอต้องพูดไม่ใช่หรือไงว่า “ครั้งต่อไปคือเมื่อไหร่น่ะ”

หมายความว่าเขาจะมางั้นเหรอ?

ซางจื้อถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลิ้งตัวและแกว่งขาไปมา ฮัมเพลงอย่างมีความสุข เธอมองไปยังท้องฟ้าที่มืดลงแล้วนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่

ยิ่งไปกว่านั้น

ต้วนเจียสวี่ยกมือขึ้นมาหยิกแก้มของเธอ

“……..”

“?”

ซางจื้อลุกพรวดขึ้นนั่ง

เมื่อกี้เธอโดนผู้ชายที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรกหยิกแก้มหรือเนี่ย?

ไม่ผิดแน่

เขามาหยิกแก้มของหญิงสาวได้อย่างไรกันนะ

เพิ่งจะเจอกันครั้งแรกเนี่ยนะ!!! เขา! หยิกแก้มของเธอ! ได้! อย่างไร! กัน!

หยิกแล้วก็แล้วกันไป

แล้ว! ทำไม! ต้องเข้ามาใกล้ขนาดนั้นด้วย!

ละ....แล้วยังเรียกเธอว่าเสี่ยวซางจื้ออีก......

ช่างเหอะ

ซางจื้อปรับอารมณ์ของตนเอง ทำเหมือนไม่สนใจแล้วเน้นย้ำกับตนเอง “ช่างมัน”

คิดเสียว่าเขาช่วยเธอจะยอมให้ก็ได้

เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ ไปเจอเข้ากับกระจกที่อยู่บนโต๊ะหนังสือ

เธอสังเกตว่าตนเองนั้นหน้าแดงแป๊ด

ความใจเย็นของเธอเมื่อครู่ได้พังทลายลงไปหมดสิ้น

?

เธอ! ทำไม! ถึงมาหวังอะไรจากเขากันนะ! เธอ! แค่จะมาหาประโยชน์จากเขาก็แค่นั้น! ! ! !

ตั้งแต่เกิดมาจนอายุสิบสามเพิ่งจะเคยรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก

ซางจื้อทิ้งตัวลงบนที่นอน ด้วยเพราะทำตัวไม่ถูกเธอได้แต่ห่อตัวเองเข้าไปในผ้าห่ม รับรู้ถึงอากาศภายในที่เบาบางลงเรื่อย ๆ

เธอก็ได้ยินเสียงหัวใจเต้นรัวไม่หยุด

-

ณ เช้าวันที่สองอันสดใส

หลังจากที่ซางจื้อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว ขณะที่เดินไปที่ห้องรับแขก ซางหรงและหลีผิงก็ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวรับประทานข้าวเช้าอยู่ก่อนแล้ว เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่ได้พูดถึงเรื่องผู้ปกครอง

เธอเดินมาที่หน้าโต๊ะกินข้าวแล้วนั่งลง

หลีผิงตักโจ๊กเนื้อให้กับซางจื้อ

ด้วยที่เพิ่งตื่นนอนจึงยังไม่มีใครอยากจะพูดอะไรนัก

ทั้งบ้านต่างเงียบสนิท

ซางจื้อนั่งกินโจ๊กอย่างช้า ๆ แต่พอนึกถึงเรื่องของต้วนเจียสวี่เมื่อวานนี้ เธอก็ถึงกับสำลักออกมา เธอถามพ่อด้วยเสียงที่เบาว่า “พ่อ หนูน่ะเตี้ยไปหน่อยใช่ไหม”

ซางหรงมองไปทางลูกสาวแล้วเอ่ยถาม “มีใครมาพูดอะไรงั้นเหรอ?”

ซางจื้อพยักหน้า ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเธอก็จะโยนใส่ซางเหยียนเป็นอันดับแรก “พี่บอกว่าหนูเตี้ย”

หลีผิง “อย่าไปฟังพี่เขาเลย”

ซางจื้อเอ่ยพลางใช้ส้อมจิ้มไปที่ก้นถ้วย “แต่ว่าเพื่อนหนูที่อายุสิบสามเหมือนกันก็สูงกว่าหนูหมดเลย อินเจินหรูสูงตั้งร้อยหกสิบ”

ซางหรงเอ่ยปลอบใจลูกสาว “หนูอายุเท่าไหร่เอง ยังโตได้อีกน่า”

“ทุกคนก็สูงกันหมด ทำไมหนูถึงไม่สูงล่ะ ตอนนั่งรถเมล์ยังมีคนลุกให้หนูนั่งอยู่เลย คิดว่าหนูเป็นเด็กประถม” ซางจื้อที่ตอนนี้ท่าทางหงอย ๆ จึงเอ่ยถามอย่างเศร้าใจว่า “ตอนพี่อายุสิบสามน่ะ สูงถึงร้อยห้าสิบไหม”

หลีผิงลังเลก่อนจะพูดขึ้น “พี่เขาเป็นผู้ชาย ดังนั้น..........”

ซางหรงพูดขัดขึ้นทันใด แล้วตอบซางจื้อว่า “ไม่ถึง”

“……..”

“จะไปสูงขนาดนั้นได้ยังไงเล่า” ซางหรงพูดอย่างใจเย็น “มันนานแล้วพ่อก็จำไม่ค่อยได้ แต่ตอนนั้นพี่ลูกยังสูงไม่ถึงร้อยสี่สิบเลย”

“……..”

จบบทที่ บทที่ 3 การพบกัน (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว