เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 การพบกัน (2)

บทที่ 2 การพบกัน (2)

บทที่ 2 การพบกัน (2)


หลังจากจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะคิดถึงอะไรบางอย่างพร้อมส่งสายตาแบบปลง ๆ ไม่นานนักเขาก็นึกสนุกอะไรบางอย่างขึ้นมา จึงขมวดคิ้วแล้วกดเสียงต่ำ “อืม”

“……” ซางจื้อที่ขณะนี้ไม่อาจจะเย็นใจต่อไปได้อีก “พ่อกับแม่อนุญาตแล้วหรือไง?”

บรรยากาศเงียบไปอีกครู่หนึ่ง

ชายหนุ่มเลียมุมปากเล็กน้อย แล้วจึงพูดปนหัวเราะ “แล้วทำออกมาหล่อเพอร์เฟ็กต์แบบนี้ไม่ดีหรือไง?”

เสียงนั่นทุ้มต่ำ ซางจื้อเอะใจ

เปรียบเทียบกับเสียงของซางเหยียนแล้ว ดูเหมือนว่าจะนุ่มนวลไปสักหน่อย หางเสียงก็ลากยาว ทว่าเหมือนเป็นเสียงที่ผูกพันกันมานาน

หากเทียบกับเสียงเย็นชาน่าเตะของพี่ชายเธอ

ไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด

“เด็กน้อย” เขายิ้มแล้วพูดต่อว่า “ลองเข้ามาดูซิว่าพี่ทำมาหล่อไหม?”

ซางจื้อรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แปลกไป

เวลานี้ ด้านหลังของเธอมีการเคลื่อนไหวของใครบางคน เสียงเปิดประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงโยนรองเท้าลงบนพื้น

จิตใต้สำนึกของซางจื้อบอกให้เธอต้องหันไปมอง

ทันใดนั้นเธอก็เห็นหน้าของซางเหยียน

ชายไหล่กว้างเอวสอบที่ผอมลงกว่าไม่กี่เดือนที่แล้วเล็กน้อย ผมที่เปียกปอน ไหล่ที่มีผ้าขนหนูพาดไว้เหมือนกับเพิ่งไปอาบน้ำมา

เมื่อเห็นซางจื้อ มุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย หยิบส้อมจากชามผลไม้ในมือเธอจิ้มแตงโมชิ้นหนึ่งแล้วเดินเข้าไป

ราวกับเห็นผี ซางจื้อพูดติด ๆ ขัด ๆ “พะ พี่”

“อะไร?” ซางเหยียนปรายตามองครั้งหนึ่งก่อนจะกัดแตงโม “ความหล่อฉันมันตราตรึงหรือไง”

“ฉัน…….”

ยังไม่ทันได้พูดจบ ก็มีเสียงหัวเราะจากชายด้านหลังขัดจังหวะการพูดของเธอ

ซางจื้อรู้สึกทำตัวไม่ถูกและต้องมองไปทางเขาอย่างช่วยไม่ได้

สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเธอตอนนี้ คือเขาที่ช่างเจิดจรัสเสียยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่สาดส่องอยู่ข้างนอกนั่น

คิ้วของชายหนุ่มเหยียดออก ทำให้ท่าทางที่ดูไม่สนโลกของเขาดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย หางตาเฉี่ยว นัยน์ตาสีอ่อนทอประกาย

ระเรื่อ ช่างเป็นคนที่เซ็กซี่มีเสน่ห์มากเสียจริง ๆ

หัวใจของซางจื้อถึงกับเต้นไม่เป็นจังหวะ

เธอโดนตกเข้าอย่างจัง

ฝ่ายซางเหยียนที่นึกว่าเพื่อนของเขานั้นขำตนเอง จึงได้หันไปทางเขาแล้วพูดว่า “ต้วนเจียสวี่ นี่นายหัวเราะงั้นเหรอ”

เป็นเพราะซางจื้ออยู่ด้วย ซางเหยียนจึงไม่ได้ใช้คำพูดที่หยาบคายนัก เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดหน้าข้อความขึ้น จากนั้นก็เขย่าแขนซางจื้อ

“ยัยดื้อ ไปก่อเรื่องมาอีกแล้วล่ะสิ?”

เป็นเพราะบทสนทนาที่เขาได้พูดไปนั้นมาขัดจังหวะ

ทำให้ความรู้สึกที่กำลังใจลอยละล่องของซางจื้อต้องหายวับไปกับตา ซางจื้อโพล่งขึ้นอย่างทันทีทันใด “ฉันจะไปก่อเรื่องอะไรได้”

ซางเหยียนมองน้องสาวพลางเลิกคิ้วขึ้น “ไม่มีก็ดีแล้ว”

“…….” ซางจื้อที่มีเรื่องอยากจะให้ช่วย ได้แต่ขบกรามแน่นแล้วพูดขึ้นว่า “แต่ว่า พี่ ฉันมีเรื่องนิดหน่อย…….”

แต่ด้วยสถานการณ์ตรงนั้นมีคนแปลกหน้าอยู่ด้วย ซางจื้อลอบมองไปทางเขาแล้วกลับมามองที่ซางเหยียน ฉายแววตาถึงสิ่งที่อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ได้

ซางเหยียนก็ไม่ได้สังเกตเห็น

สุดท้าย คนแปลกหน้าผู้นี้ก็เปิดปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ซางเหยียน นั่นน้องสาวนาย?”

ซางเหยียนเดินไปที่ข้างเตียงแล้วนั่งลง “ไม่คิดว่าจะเป็นลูกสาวฉันบ้างหรือไง?”

“…….”

ซางจื้อเดินเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยมแล้วเอ่ยปากถามว่า “พี่ คือว่าเขาเป็นใครเหรอ”

ซางเหยียนตอบสั้น ๆ “รูมเมตน่ะ ต้วนเจียสวี่”

“ไม่รู้จักกันแล้วเหรอ?” ต้วนเจียสวี่พูด “เมื่อกี้ยังเรียกพี่ว่าพี่ชายอยู่เลย”

คำพูดนั่นทำให้ซางจื้อนึกถึงเรื่องความคิดอันแสนจะโง่เง่าน่าอายนั่นขึ้นมา จากใบหน้าที่ตึงเครียดก็คลายลงทันใด แต่ก็ยังมีติดรำคาญอยู่นิด ๆ

ซางเหยียนพ่นลมหายใจออกจมูก “เนื้อหอมเหมือนกันนี่นาย”

ในระหว่างที่พูด ต้วนเจียสวี่ก็ได้เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของซางจื้อพร้อมทั้งย่อตัวลงแล้วสบตากับเธออย่างจริงจัง ด้วยนัยน์ตาสีอ่อนคู่นั้นที่ทั้งอ่อนโยนและมีเสน่ห์ “ฉันชื่อต้วนเจียสวี่ เป็นเพื่อนพี่ชายของเธอน่ะ”

ซางจื้อไม่กล้าที่จะสบตา ใจของเธอที่ตอนนี้ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “อ้อ ค่ะ”

หลังจากที่แนะนำตัวกับเธอเสร็จแล้วต้วนเจียสวี่ก็หันหลังกลับ แล้วกลับสู่ท่าทางไม่สนใจใยดีเช่นที่เป็นอยู่

“ซางเหยียน”

ซางเหยียนยังคงไม่เงยหน้าขึ้นและยังคงเล่นโทรศัพท์ต่อไป

ต้วนเจียสวี่เอ่ยถาม “ฉันกับนายนี่ ดูคล้ายกันมากเลยเหรอ?”

หมายความว่าไง?

ซางเหยียนผละจากมือถือแล้วเงยหน้าขึ้น “ไปส่องกระจกไป”

“งั้น” ต้วนเจียสวี่รับชามผลไม้ที่อยู่ในมือของซางจื้อมา “ทำไมน้องคนนี้ถึงได้ถามฉันว่า....”

“…….”

เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง

ต้วนเจียสวี่หัวเราะ “พี่ไปศัลยกรรมมาเหรอ?”

“…….”

ทั้งห้องเงียบไปครู่หนึ่ง

ซางเหยียนพูดเสียงเย็น “หมายความว่ายังไง?”

“พี่!” ซางจื้อกลัวพี่ชายของตนจะไม่พอใจแล้วไม่ช่วยไปพบอาจารย์ เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ก็พี่บอกเองไม่ใช่หรือไง ว่าวันนี้ไม่กลับบ้านน่ะ?”

“ยัยบ้า” ดูจากท่าทางของซางจื้อเมื่อกี้แล้ว ซางเหยียนจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เธอคิดว่าหมอนี่คือพี่งั้นเหรอ?”

“…….ปะ เปล่าซะหน่อย”

“แล้วเธอยังคิดว่าหมอนี่คือพี่ที่ทำศัลยกรรมเสร็จแล้วงี้น่ะหรอ?”

“…….”

“นี่เธอคิดได้ยังไงเนี่ย” ซางเหยียนถึงกับเสียความมั่นใจไปหมดสิ้น จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนักว่า “ฉันไปศัลยกรรม? ทำแล้วเหมือนหมอนี่เนี่ยนะ”

ดูเหมือนว่าเขาจะหาเรื่องเธอไม่จบไม่สิ้น ฝ่ายซางจื้อก็ชักจะเริ่มโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว “ศัลยกรรมเปลี่ยนพี่เป็นเขาก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง!”

“…….”

“ก็แม่ไม่ได้บอกว่าพี่จะพาเพื่อนมานี่” ซางจื้อตอบกลับไปด้วยความโกรธ เผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเธอออกมา “ก็แล้วในห้องก็มีคนอยู่แค่คนเดียว ฉันจะคิดอย่างนั้นมันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือไง!”

ซางเหยียนแคะหูอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่ เบาหน่อยสิ”

ซางจื้อที่ยังคงหน้างอ “แล้วทำไมต้องเบาด้วยล่ะ ไม่ได้เดือดร้อนใครสักหน่อย”

สองพี่น้องเผชิญหน้ากัน

ซางเหยียนไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกให้กับผู้เป็นน้องสาวแม้แต่น้อย ยังคงหาเรื่องเติมเชื้อไฟอย่างต่อเนื่อง “กระทบฉันนี่ไง”

การต่อสู้ตรงหน้าดูท่าแล้วจะยิ่งไปกันใหญ่

ต้วนเจียสวี่พยามจะลดความตึงเครียดลงจึงได้กวักมือเรียก “หนูน้อย มากินผลไม้ก่อนมา”

เพราะว่ามีเพื่อนอยูด้วย ซางเหยียนจึงไม่ได้จะใส่ใจกับแกล้งน้องอย่างที่เคยทำบ่อย ๆ เขาจึงมองโทรศัพท์แล้วพูดกับต้วนเจียสวี่ว่า “นายจะอาบน้ำก่อนไหมล่ะ? อาบเสร็จแล้วค่อยกลับมหาลัย”

“ไม่ล่ะ” ต้วนเจียสวี่พูดพลางจิ้มแตงโมอีกชิ้นแล้วยื่นให้กับซางจื้อ “กินผลไม้ก่อนแล้วค่อยไปเถอะ”

ซางจื้อบุ้ยมุมปากยิ้ม เธอจ้องมองไปยังต้วนเจียสวี่โดยอัตโนมัติ

เวลานี้ ภาพน่าอายที่เธอเพิ่งจะทะเลาะกับซางเหยียนอย่างกับเด็กก็ลอยขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น ดู ๆ ไปแล้วพี่ชายที่อ่อนโยนและน่ารักคนนี้กลับวางเฉยต่อเรื่องน่าอายที่เพิ่งเกิดขึ้นของเธอ

ความอับอายถาโถมเข้ามาในใจ

ราวกับว่าเธอถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง

รู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนฉ่าและรอบดวงตาที่ร้อนผ่าว

เธอรู้สึกเขินอายอย่างถึงที่สุด

ซางจื้อรับผลไม้ที่ถูกหยิบยื่นมาให้อย่างเงียบ ๆ เป็นเพราะความเขินอายและความเกร็งของเธอทำให้เผลอกลั้นหายใจเป็นเวลานานจนสำลัก

ต้วนเจียสวี่หยุดชะงัก

ซางเหยียนได้ยินดังนั้น จึงละสายตาขึ้นมามอง “......ไม่ใช่แล้วมั้ง”

คำพูดดังกล่าวเหมือนเปิดสวิตช์

ทันใดนั้นน้ำตาของซางจื้อก็ไหลพราก ร้องโฮลั่นบ้านเสียงดังจนไปถึงห้องรับแขก

“…….”

ชายหนุ่มทั้งสองต่างยืนอึ้งตะลึงงันกันไปตาม ๆ กัน

หลีผิงเมื่อได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งเข้ามาจากห้องรับแขก “เกิดอะไรขึ้น?”

ซางเหยียนรีบแก้ตัวอย่างไวแล้วพูดไปอย่างน่าไม่อายว่า “ต้วนเจียสวี่ นายแกล้งน้องสาวฉันทำไม”

ต้วนเจียสวี่ถึงกับยืนแข็งทื่อ

เขาเองก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เวลานี้เขาจึงไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรดี

ยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบาย

ซางจื้อก็คว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้แล้วยืนหลบด้านหลัง ด้วยท่าทางที่ดูหวาดกลัว เธอมองไปยังหลีผิงและยังคงสะอึกสะอื้น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ชี้ไปยังซางเหยียน “แม่......ฮือ ๆ ๆ .....พะ พี่เขา........”

หลีผิงมองไปทางซางเหยียน พร้อมส่งสายตาอันแสนจะเย็นเยียบ

เสียงร้องไห้ของซางเหยียนยิ่งเศร้าสร้อยเข้าไปอีก “พี่เขาตีหนู........”

ซางเหยียน “…….”

-

สาวน้อยร้องไห้อย่างน่าสงสาร น้ำตายังคงไหลพรากหยดลงเผาะ ๆ ราวกับจะขาดใจ น้อยครั้งมากที่ซางจื้อจะร้องไห้โฮเช่นนี้ หลีผิงจึงปลอบโยนเธออย่างอ่อนโยน จากนั้นเธอก็เปลี่ยนสีหน้าแล้วลากซางเหยียนไปสั่งสอนที่ห้องรับแขกยกหนึ่ง

ประตูที่ตอนนี้ได้ปิดลงไล่หลังพวกเขาไป

เพราะมีคนลดลงหนึ่งคนบรรยากาศตอนนี้จึงผ่อนคลายลงมาบ้าง ซางจื้อปล่อยชายเสื้อของต้วนเจียสวี่ เสียงร้องไห้ค่อย ๆ จางหายไป

ต้วยเจียสวี่หันกลับมามองเธอ

สาวน้อยวัยแรกรุ่นที่ส่วนสูงไม่ถึงร้อยห้าสิบที่ตัวถึงเพียงแค่อกของเขา ตากลมโตที่ตอนนี้เป็นสีแดงก่ำ ทำจมูกฟุด ๆ ราวกับกระต่ายน้อย

จากนั้น เธอก็งับแตงโมอย่างน่าเอ็นดู

ในที่สุดเธอก็หยุดร้องไห้

ต้วนเจียสวี่ส่งยิ้มให้เธอและไม่ถามถึงสาเหตุที่เธอนั้นร้องไห้ พร้อมทั้งดึงทิชชูส่งให้สองแผ่น “หยุดร้องแล้วเหรอ?”

อารมณ์เศร้าที่เกิดจากการร้องไห้นั้นได้หายไปแล้ว ซางจื้อรู้สึกดีขึ้นมาก จะมีก็แต่ความรู้สึกอายที่ยังหลงเหลืออยู่

เธอก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา

เป็นเพราะส่วนสูงของทั้งสองที่ต่างกันมาก ต้วนเจียสวี่จึงโน้มตัวลงมาแล้วใช้กระดาษทิชชูซับน้ำตาให้กับเธอ “ไปล้างหน้าล้างตาหน่อยดีไหม”

ซางจื้อที่เคยชินกับการประคบประหงมดูแลเช่นนี้จึงยอมทำตามแต่โดยดี

ท่ามกลางความเงียบ

ในหัวของซางจื้อนั้นก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา

สำหรับคนแปลกหน้าแล้ว นี่อาจเป็นวิธีที่ออกจะกะทันหันไปสักหน่อย

คิดได้ดังนั้นแล้ว ซางจื้อจึงเอ่ยปากพูด เป็นเพราะเพิ่งจะร้องไห้ไปทำให้เสียงที่ออกมานั้นเหมือนกับลูกวัวตัวน้อยที่ภายนอกดูน่ารัก “พี่จะกลับแล้วเหรอ?”

ต้วนเจียสวี่เลิกคิ้วขึ้น “อื้ม มีอะไรหรือเปล่า?”

“พรุ่งนี้ว่างไหม?”

“พรุ่งนี้?”

“ใช่” ซางจื้อพูดเสียงเบา “พรุ่งนี้”

ต้วนเจียสวี่ส่งยิ้มอ่อน “ทำไมถึงถามล่ะ?”

เขาไม่เชิงตอบว่าว่าง ซางจื้อก็ไม่กล้าที่จะพูด “ก็ ก็คือ..........” เธอละล้าละลังไม่ยอมตอบเสียที สุดท้ายก็วนกลับมาที่คำถามเดิม เพียงแต่ครั้งนี้เธอเพิ่มคำเรียกที่ดูให้เกียรติขึ้นมานิดนึง “พี่ พรุ่งนี้ว่างไหม?”

ต้วนเจียสวี่หลุบตาลงต่ำ แล้วพูดอย่างเฉื่อยชาขึ้นว่า “แล้วถ้าพรุ่งนี้พี่ไม่ว่างล่ะ?”

ซางจื้อโพล่งขึ้น “ไม่ได้นะ!”

เมื่อกี้เธอเพิ่งจะโยนระเบิดใส่ซางเหยียน รายนั้นไม่ยอมช่วยเธอแน่ ตอนนี้ความหวังของเธอก็คือเขาคนนี้เท่านั้น

เธอกำหมัดแน่น แล้วตามตื๊อทื่อ ๆ ต่อไป “พี่ต้องว่างสิ ถ้าพี่ไม่ว่างละก็ หนูจะบอกแม่ว่าพี่สองคนตีหนู พวกผู้ชายสองคนนี้รุมตีหนู........”

“…….”

พวกผู้ชายสองคนนี้รุมตีเนี่ยนะ?

ต้วนเจียสวี่กระตุกมุมปากเล็กน้อย “แล้วทำไมถึงไม่บอกเหตุผลล่ะคะ? สาวน้อย”

ซางจื้อสบตาเขาแล้วพูดออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก “ก็หนูยังเด็กนี่”

“หืม?”

“ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายเหตุผลยังไง”

โอเค

ต้วนเจียสวี่ยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม “บอกพี่ก่อนสิ ว่าพรุ่งนี้เธอจะทำอะไร”

ซางจื้อลังเล ก่อนจะพูดขึ้นอย่างจเย็นว่า “พี่มาเป็นพี่ให้หนูหน่อยได้ไหม แบบว่าพี่แท้ ๆ น่ะ”

ต้วนเจียสวี่ขมวดคิ้ว

“แล้วพรุ่งนี้” เธอยังรู้สึกปากหนักอยู่เล็กน้อย แล้วก็พูดด้วยเสียงที่ต่ำลงมา “ก็ช่วยไปพบอาจารย์หน่อยนึง.....”

ต้วนเจียสวี่พอจะเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาบ้าง “โดนเรียกพบผู้ปกครองงั้นสิ?”

ซางจื้อเงียบเหมือนเป็นการยอมรับกลาย ๆ

“เหตุผลที่โดนเรียกคืออะไร”

เมื่อนึกถึงเหตุผลที่ตนเองคิดไว้ตอนอยู่บนรถแล้ว ไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมเชื่อเธอไหม เธอเกาหัวแกรก ๆ แล้วพูดอย่างลังเลว่า “หนูขอไม่บอกเหตุผลได้ไหม?”

“ได้สิ”

ยังไม่ทันที่ซางจื้อจะได้เปิดปากพูด ต้วนเจียสวี่ก็พูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “งั้นพรุ่งนี้พี่ไม่ว่าง”

จบบทที่ บทที่ 2 การพบกัน (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว