- หน้าแรก
- รักต้องบอก
- บทที่ 1 การพบกัน (1)
บทที่ 1 การพบกัน (1)
บทที่ 1 การพบกัน (1)
รักต้องบอก
ในวันอันแสนร้อนระอุและระงมไปด้วยเสียงร้องของจักจั่น
ห้องเรียนห้องหนึ่ง ณ ชั้นสองของโรงเรียนมัธยมซวี่รื่อ
เฉินหมิงซวี่ยืนถือไม้บรรทัดสามเหลี่ยมสอนอยู่บนโพเดียม เสื้อที่สวมใส่นั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
อากาศที่ร้อนราวกับว่าจะเดือดปุด ๆ พัดลมติดเพดานที่หมุนส่งเสียงดังลั่น ในอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้แม้แต่ลมที่พัดผ่านเข้ามาก็ร้อนอบอ้าวราวน้ำเดือด
นักเรียนเบื้องล่างก็ต่างตาปรืออยู่ในสภาพที่ว่าจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่
เขาจึงอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้
“มองกระดาน” เมื่อสังเกตเห็นสภาพของเด็กสาวแถวที่สาม เฉินหมิงซวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเคาะไม้บรรทัดเข้ากับกระดานแรงขึ้น “ได้ยินหรือเปล่า! มองบนกระดาน!”
นักเรียนที่ใกล้จะหลับก็ตาสว่างขึ้นมาในทันใด ถ่างตาปรือ ๆ ขึ้น บังคับตนเองให้มองไปยังกระดาน
เด็กสาวทำราวกับว่าไม่ได้ยิน ยังคงก้มหน้าก้มตาจับดินสอวาด ๆ เขียน ๆ ลงบนกระดาษ เธอนั้นมีใบหน้าที่สะสวยไร้ที่ติ ด้วยที่อายุยังน้อยและไร้เดียงสาแล้ว ดูเหมือนว่าจะยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่
นั่งหลังตรง บุคลิกนุ่มนวลอ่อนหวาน ดู ๆ ไปแล้วก็เป็นนักเรียนประเภทที่ว่าว่านอนสอนง่ายเป็นที่โปรดปรานของคุณครูแบบสุด ๆ
———— จนถึงตอนนี้ท่าทางของเธอก็ทำเหมือนกับว่าอาจารย์ที่อยู่บนโพเดียมเป็นเพียงอากาศธาตุ
เฉินหมิงซวี่ขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม แต่ปากยังคงพูดสอนต่อไป “มุมหนึ่งเท่ากับมุมสอง มุมสามเท่ากับ 108 องศา-------”
จนพูดหัวข้อเรียนจวนจะหมดอยู่แล้ว เธอก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเงยหน้าขึ้นมา เฉินหมิงซวี่ที่อดรนทนมานานถึงกับปรี๊ดขึ้นสมอง เขาฟาดไม้บรรทัดสามเหลี่ยมนั่นลงกับโต๊ะอย่างแรง
ไม้บรรทัดพลาสติกที่กระทบกับโต๊ะไม้ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น
เสียงนั่นทำเอานักเรียนทั้งชั้นตกใจกลัวไปตาม ๆ กัน เสียงคำรามที่ดังต่อเนื่องยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดเข้าไปอีก
“ซางจื้อ!”
ซางจื้อผู้ถูกเรียกจึงเงยหน้าขึ้นมามองเฉินหมิงซวี่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงวางปากกาในมือลงแล้วลุกขึ้นยืน
เฉินหมิงซวี่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ “เมื่อกี้ผมพูดว่าอะไร?”
ซางจื้อมองภาพบนกระดาน จิตใจสงบนิ่ง “มุมสี่เท่ากับ 72 องศาค่ะ”
ท่าทางรูปลักษณ์คุ้นตาที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเด็กดีอยู่เสมอ ครั้งนี้เฉินหมิงซวี่จะไม่โดนหลอกอีกเป็นแน่ ยังคงถือไม้บรรทัดฟาดลงกับโต๊ะแล้วยิ้มเยาะ “ผมยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้น!”
“…….”
ซางจื้อเริ่มรู้สึกว่ามันชักจะยุ่งยากแล้วล่ะสิ “งั้นอาจารย์เรียกหนูมาเพื่อ......”
เฉินหมิงซวี่ถามกลับ “ตอบซิ ผมเรียกเธอมาทำอะไร”
ซางจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดาออกไป “อาจารย์ทำไม่ได้เหรอคะ?”
เฉินหมิงซวี่ “……….”
ซางจื้อ “งั้นที่อาจารย์เรียกหนู ก็คือให้หนูมาสอนอาจารย์ใช่ไหมล่ะคะ?”
เฉินหมิงซวี่ “?”
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ” ซางจื้อเข้าใจอย่างนั้นแล้วจึงมองไปที่กระดาน “เพราะว่ามุมหนึ่งเท่ากับมุมสอง ดังนั้น AB จึงขนานกับ CD เส้นทั้งสองจึงเป็นเส้นขนาน มุมภายในในด้านเดียวกันเสริมกัน——”
เฉินหมิงซวี่เหลืออด “เก่งขนาดนี้ ตำแหน่งครูของผมยกให้เธอไปเลยดีไหม?”
คำพูดที่ถูกแทรกขึ้นมา สร้างความมึนงงให้กับซางจื้อไม่น้อย ปากเธอขมุบขมิบครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า “แต่หนูไม่อยากแย่งงานอาจารย์นี่คะ”
“……….”
ทั้งชั้นเงียบกริบไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะกันครืนใหญ่
เฉินหมิงซวี่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “หยุดเสียงดัง! บอกให้เงียบ!”
เด็ก ๆ จำนวนหนึ่งยังคงปรากฏใบหน้าที่ยิ้มกริ่มอยู่ ห้องเรียนดูเหมือนว่าจะเซ็งแซ่เป็นตลาดสดไปเสียแล้ว ที่แถวหลังก็ยังคงมีเด็ก ๆ ที่หัวเราะคิก ๆ อยู่
“อาจารย์ครับ ผมว่าได้นะ! ให้ซางจื้อสอนห้องเราเถอะครับ!”
“งั้นไม่ต้องทำการบ้านก็ได้น่ะสิ”
“หนูก็ไม่ต้องมาเรียนก็ได้ใช่ไหม!”
เฉินหมิงซวี่คำรามขึ้น “หุบปาก!”
“ซางจื้อ” เฉินหมิงซวี่มองไปยังซางจื้ออีกครั้ง เสียงลมหายใจแรงขึ้น ไม่อยากให้ตนเองจะต้องมาเสียฟอร์มมากจนเกินไป แต่สุดท้ายก็โดนหล่อนยั่วโมโหจนต้องตวาดออกไป “พรุ่งนี้เชิญผู้ปกครองเธอมาพบผม!!!”
กริ๊งงงงง~
เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น
เฉินหมิงซวี่หน้าหงิกหน้างอออกไปจากห้องโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
ประจวบเหมาะกับเป็นคาบเรียนสุดท้าย เพื่อนร่วมชั้นหลาย ๆ คนที่ได้เก็บข้าวของของตนเองไว้ก่อนหน้านี้แล้วพากันเดินออกไปเป็นกลุ่ม
“ทำไมเธอต้องไปยั่วโมโหคุณเฉินหัวเหม่งด้วยล่ะ?” อินเจินหรูเพื่อนสาวพุ่งตรงมาหาเธอทันทีที่กริ่งดัง “เธอไม่รู้หรือว่าเขาน่ะเอะอะอะไรก็ชอบเรียกผู้ปกครอง นี่เพิ่งจะผ่านมาครึ่งเดือนเอง แม่เธอมาสองครั้งแล้วนะ”
ซางจื้อเอาหนังสือที่อยู่บนโต๊ะยัดลงกระเป๋า แล้วใช้แรงรูดซิปขึ้น “ฉันไม่เห็นจะรู้เลยว่าไปยั่วโมโหเขาตรงไหน”
อินเจินหรูเบิกตากว้าง “ไม่รู้งั้นเหรอ?”
ซางจื้อที่ท่าทางดูหงุดหงิดพึมพำขึ้น “ฉันก็ตอบเขาไปแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“ที่เธอตอบไปอย่างนั้นไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโหเขาหรอกเหรอ” อินเจินหรูหัวเราะออกเสียง “แล้วยังมี หนูไม่อยากแย่งงานอาจารย์อะไรนั่นอีก อย่าว่าแต่เขาเลย ถ้าเป็นฉันก็คงอยากจะอัดเธอสักตุ้บเหมือนกัน”
ซางจื้อพ่นลมเสียงต่ำ “งั้นเธอก็ไม่ต่างอะไรจากเขา เป็นพวกไม่มีเหตุผล”
“นี่ ฉันพูดจริง ๆ นะ” อินเจินหรูพูด “ทำไมเธอถึงไม่ฟังที่ครูสอนล่ะ? แล้วยังจะถูกจับได้บ่อย ๆ อีก”
“เธอไม่รู้สึกเลยเหรอว่าคุณหัวเหม่งน่ะ สอนอย่างกับสะกดจิต?” ซางจื้อสะพายกระเป๋าหนังสือขึ้นพร้อมกับหาวทีหนึ่ง “ถ้าฉันตั้งใจฟังแล้วไม่หาอะไรทำล่ะก็ ฉันคงหลับไปแล้วแน่ ๆ”
“……….”
ก็จริงแฮะ
อินเจินหรูดูเหมือนจะคิดอะไรได้อีก หางตาก็เหลือบไปเห็นพวกผู้ชายที่ยืนอยู่ที่ประตูโรงเรียน เธอจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ใช่แล้ว เธอไปร้านหนังสือไหม?”
ซางจื้อชำเลืองมองเธอ “ไปทำไม”
อินเจินหรูอธิบาย “ฟู่เจิ้งชูนัดเธอไว้นี่ แล้วยังมีพวกผู้ชายห้องหกอีก พวกเราไปด้วยกันเถอะ”
ซางจื้อถามอีกหน “ไปทำไม”
“ใช่สิ” อินเจินหรูคิดไปสักครู่ “ซื้อสื่อการสอนคณิตศาสตร์ไหม?”
“……….”
สื่อการสอนคณิตศาสตร์มีอะไรน่าสนใจกัน
ซางจื้อเงียบไปพักหนึ่ง “หวังโฮ่วสง?”
อินเจินหรู “ใช่ ๆ ๆ ไปไหม?”
ซางจื้อ “ไม่ไป”
“ทำไมล่ะ?” อินเจินหรูกระแทกที่บ่าของเธอเบา ๆ แล้วพูดอย่างคลุมเครือว่า “ฟู่เจิ้งชูก็หล่ออยู่นา”
ทั้งสองเดินคู่กันออกจากห้องเรียนไป
เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้ว ซางจื้อก็สุดจะพรรณนา “เธอไปโรงพยาบาลตรวจตาหน่อยก็ดีนะ”
อินเจินหรูท้วง “ตาฉันมันทำไมเหรอ? ไม่ใช่ฉันคนเดียวเสียหน่อยที่คิดว่าเขาหล่อน่ะ! มีตั้งหลายคนเลยนะ”
ซางจื้อพยักหน้าแล้วแนะอีกว่า “งั้นพวกเธอก็ไปตั้งแก๊งแล้วไปด้วยกันเลย”
“……….”
พูดจบ ซางจื้อก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เปิดหน้าข้อความขึ้นมา เธอลังเลแล้วส่งข้อความไปหาซางเหยียน
【พี่ ไม่ได้กลับบ้านนานแล้วนะ เมื่อไหร่จะกลับ? พรุ่งนี้กลับมาหน่อยได้ไหม? ฉันคิดถึงพี่มากเลย TAT 】
อินเจินหรูที่ไม่ทันได้สังเกตก็พูดขึ้นอย่างผิดหวังว่า “เธอจะไม่ไปจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่อะ”
“พวกเขารอเธออยู่ที่ประตูโรงเรียน……….”
“เธออยากจะไปก็ไปเถอะ” ซางจื้อพูดอย่างใจลอย “วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์”
อินเจินหรู “อ้อ เพราะเรื่องผู้ปกครองเหรอ? แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ? หรือว่าครั้งนี้จะเปลี่ยนเป็นให้พ่อมาดี?”
ซางจื้อส่ายหัว “พวกเขาไม่มาหรอก”
“ฮะ? ทำไมล่ะ?”
ซางจื้อยังคงจ้องไปที่โทรศัพท์ รอซางเหยียนตอบกลับมา “ฉันไม่บอกพวกเขาน่ะ”
อินเจินหรูเตือน “แต่ว่าถ้าพ่อแม่ไม่มาน่ะนะ คุณเฉินหัวเหม่งอาจจะโทรไปหาพ่อแม่เธอก็ได้”
“ไม่เป็นไรหรอก”
“เดี๋ยวฉันให้พี่ชายมา”แต่ยังไม่ทันจะได้พูดประโยคสุดท้าย
ข้อความก็ถูกส่งมาพอดี
ซางเหยียน【 ?】
ซางเหยียน【ไม่ได้หรอก】
“……….”
-
ถึงหน้าประตูโรงเรียน
อินเจินหรูกล่าวลาเธอแล้วเดินไปที่หยุดตรงหน้ากลุ่มของฟู่เจิ้งชู
ฟู่เจิ้งชูหน้าหงอยขึ้นมาพลางจ้องมองแผ่นหลังซางจื้อแล้วถามขึ้นว่า “ซางจื้อไม่ไปเหรอ?”
อินเจินหรูพยักหน้า “เธอถูกครูดุมาน่ะ ก็เลยอารมณ์ไม่ดี”
ฟู่เจิ้งชูขมวดคิ้ว “โดนเรียกผู้ปกครองอีกแล้วเหรอ?”
อินเจินหรู “อื้ม”
“……….”
ครั้งนี้นับดูแล้วก็เกือบจะตามเขาทันแล้วนะ
แล้วแบดบอยเด็กเฮี้ยวอย่างเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!!!!
ฟู่เจิ้งชูอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะสาวเท้าเดินกลับเข้าไปในโรงเรียน
หลิวเหว่ยฉีเด็กหนุ่มอีกคนรีบตะโกนเรียก “เฮ้ย! จะไปไหน! ไม่ไปซื้อหวังโฮ่วสงแล้วเหรอ?”
ได้ยินดังนั้น ฟู่เจิ้งชูจึงถอยกลับมาแล้วจิ้มไปที่หน้าผากของหลิวเหว่ยฉีอย่างแรง “ก็บอกว่าอ่านหนังสือให้มันเยอะ ๆ หน่อยไงเล่า”
หลิวเหว่ยฉีเอามือกุมหัว “?”
“สื่อการสอนคณิตศาสตร์ต่างหาก เจ้าโง่”
“……….”
ทางอีกด้านหนึ่ง
ซางจื้อยังคงส่งข้อความหาซางเหยียน
เธอนั้นโมโหที่เขาแล้งน้ำใจ ไม่สนใจใยดีน้องสาววัย 13 ปีที่ไม่มีทางสู้ เพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ทอดทิ้งเธอ ปล่อยน้องตามยถากรรม
เธอรอครู่หนึ่ง
ซางเหยียนก็ยังไม่ตอบเธอ
ก็เลยรออีกครู่หนึ่ง
ซางเหยียนคนไร้น้ำใจก็ยังคงไม่ตอบกลับเธอ
ซางจื้อสุดท้ายก็ตัดใจยอมแพ้ นั่งรถเมล์กลับบ้านแล้วก็เริ่มครุ่นคิดว่าถึงบ้านแล้วจะพูดกับพ่อแม่อย่างไรดีกับการถูกเชิญ
จะว่ายังไงดีล่ะ?
จะพูดว่าเป็นเพราะเป็นเด็กดีเกินไปอาจารย์อิจฉา ก็เลยโดนเรียกพบผู้ปกครอง
หรือว่าจะเป็นเพราะคำพูดในห้องเรียนชวนให้อาจารย์เข้าใจผิด ทำให้อาจารย์รู้สึกว่าอาชีพถูกคุกคาม
หรือว่าจะบอกว่าอากาศร้อน อาจารย์ก็ขี้เกียจรู้สึกเบื่อ ๆ เลยอยากเชิญผู้ปกครองไปดื่มชา·····
ซางจื้อขยี้หัวตนเองอย่างหงุดหงิด
ดูเหมือนที่ว่ามาทั้งหมดนั่นมันจะไม่ได้เรื่องสักอัน
เงยหน้ามาอีกทีก็พบว่าถึงป้ายแล้ว
ซางจื้อลงจากรถ จากนั้นก็เดินอย่างเนิบนาบมุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อเข้ามาในบ้านมองเห็นสภาพแวดล้อมที่คุ้นตา ซางจื้อก็เสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก
เวลานี้ เสียงเรียกของหลีผิงผู้เป็นแม่ก็ดังมาจากในครัว “จื๋อจื่อกลับมาแล้วเหรอลูก?”
จื๋อจื่อหรือก็คือชื่อเล่นของซางจื้อ
ซางจื้อขานรับแล้วจึงค่อย ๆ ถอดรองเท้าออก เป็นเพราะตอนนี้ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความกังวล จึงไม่ได้สังเกตเลยว่ามีรองเท้าผ้าใบเพิ่มมาอีกคู่หนึ่งถอดวางอยู่
หลีผิงตะโกนเรียกเธออีกครั้ง “จื๋อจื่อ มานี่ มาช่วยแม่หน่อย”
ซางจื้อยังคงวนเวียนอยู่แต่กับว่าจะสารภาพอย่างไรดี “อะไร?” เธอพูด
“ช่วยแม่เอาชามผลไม้นี้ถือขึ้นไปบนห้องพี่เขาให้หน่อย” หลีผิงออกมาจากห้องครัวพลางเอ่ย “พี่ชายลูกกลับมาแล้ว”
“หะ หา?” ซางจื้อดึงสติตนเองกลับมาครู่หนึ่ง “พี่กลับมาแล้วเหรอ?” ถามเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย
“ก็ใช่น่ะสิ”
ซางจื้อแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ความรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่เอ่อล้นขึ้นมา จากซางเหยียนผู้ใจร้ายใจดำน่ารำคาญ เพียงพริบตาเดียวในใจของซางจื้อนั้นก็กลายเป็นพี่ชายสุดเพอร์เฟ็กต์ที่ภายนอกเย็นชาแต่ในใจอบอุ่น เป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ
หลีผิงยังพูดอีกว่า “เข้าไปในห้องก็ระวังด้วยล่ะ พี่เขาพา......”
“ค่า ๆ ๆ” ฟังยังไม่ทันจบ ซางจื้อก็รับผลไม้มาแล้ววิ่งตรงไปที่ห้องของซางเหยียน “รู้แล้วค่า! จะเอาไปให้เดี๋ยวนี้เลย!”
มือของหลีผิงที่ตอนนี้ว่างเปล่า พลางมองแผ่นหลังที่วันนี้กระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก “วันนี้เป็นอะไรของเขานะ เด็กคนนี้”
เมื่อคิดถึงว่าไม่ต้องมาโดนพ่อแม่เทศนา เธอก็อดยิ้มร่าไม่ได้ เธอผลักเปิดประตูห้องของซางเหยียน
ห้องของเขาสว่างและกว้างขวางเนื่องจากแสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุเข้ามาได้
เธอสูดกลิ่นความอบอุ่นที่อบอวน ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นควันบุหรี่ฉุนกึก ซางจื้อหายใจไม่ออกจนถึงกับต้องไอออกมา
เธอนิ่วหน้าแล้วกวาดตาไปรอบ ๆ ห้อง
แสงแดดอ่อนสาดส่อง ปรากฏภาพชายร่างผอมบางนั่งซุกตัวอยู่ที่โซฟาข้างโต๊ะคอมพิวเตอร์ สายตายังคงจับจ้องโทรศัพท์ เขานั่งหันหลังเข้าหาแสง ท่าทางดูจืดจางมัวหมอง
มือข้างหนึ่งเท้าโซฟานิ้วเรียวนั่นกำลังคีบบุหรี่ที่ยังติดไฟแดงวาบอยู่
ซางจื้อรู้สึกว่ารูปร่างนั่นช่างดูคุ้นตา
แต่กลับเป็นชายแปลกหน้าที่เธอไม่ได้คาดคิดจะเจอ
ซางจื้อหยุดฝีเท้าลง กะพริบตาแล้วกะพริบตาอีกอย่างลังเล ยังไม่ทันได้จะตะโกนเรียก “พี่”
ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น
คราวนี้เธอเห็นเขาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง อยู่ดี ๆ เธอก็กลั้นหายใจอย่างอธิบายถูก
ชายหนุ่มนั้นท่าทางที่ดูจะจืดจางแต่คล่องแคล่ว ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเสแสร้ง ดู ๆ แล้วเหมือนจะอบอุ่นแต่กลับห่างเหิน
ดวงตาดอกท้อ [ ดวงตาดอกท้อ หมายถึง ดวงตาโตสองชั้น ปลายเรียวยาวดูเย้ายวน] เบิกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน คิ้วขมวดขึ้นปรากฏแววตาอันแสนเซ็กซี่
กับพี่ชายของเธอที่มีนัยน์ตาสีดำขลับแล้วไม่เหมือนกันสักนิด
ทีแรกกะว่าจะได้เจอกับพี่ชายของเธอ กลับต้องมาเจอกับคนแปลกหน้า ส่วนพี่ชายของเธอนั้นไม่เห็นแม้แต่เงา
ชั่วขณะหนึ่งที่สมองของซางจื้อถึงกับสั่งการไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี
ราวกับว่าฉากตรงหน้าหยุดนิ่ง
ทั้งสองต่างนิ่งงันไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ
ไม่นานนัก
ชายหนุ่มก็หลุบตาลง ดับบุหรี่อย่างช้า ๆ ท่าทางดูเกียจคร้าน เขานั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกมา เพียงแต่ลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างระบายอากาศอย่างเงียบ ๆ
เห็นอย่างนั้นแล้ว ซางจื้อจึงได้ตะโกนเรียกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“…….พี่?”
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชายหนุ่มจึงชะงักแล้วเลิกคิ้วขึ้น เขาจับจ้องมาที่ซางจื้อด้วยดวงตาดอกท้อสีละมุนแฝงความขี้เล่น แล้วจึงเอื้อนเอ่ยขานรับ
“หืม?”
“……….”
การตอบกลับนี้เหมือนสายฟ้าผ่ากลางหัวของซางจื้อ
เธอไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เลยสักนิด
พี่ชายที่ไม่เจอกันไม่กี่เดือน
พอมาเจออีกที ก็กลายเป็นอย่างตรงหน้านี่ไปเสียได้
เธอไม่อยากจะเชื่อ เธอยืนตัวแข็งทื่อราวกับหิน หลังจากที่อัดอั้นมานานเธอจึงพูดขึ้นว่า “พะ พี่………”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง
ซางจื้อกลืนน้ำลายแล้วพูดต่ออย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “พี่ไปศัลยกรรมมาเหรอ?”
“……….”