เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ย้ายหอ (1)

บทที่ 7 ย้ายหอ (1)

บทที่ 7 ย้ายหอ (1)


ซางเหยียนพยายามที่จะอดทนข่มความโกรธเอาไว้ เขาปิดก๊อกน้ำลงอย่างแรงแล้วหันไปดีดน้ำใส่หน้าของซางจื้อด้วยมือที่ยังคงเปียกอยู่ “ฉันให้เธอเลือกระหว่างเธอจะกลับไปนั่งดูการ์ตูนโง่ ๆ นั่นหรือจะอยู่ตรงนี้แล้วโดนฉันทุบสักแอ้ก”

“แค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ” ซางจื้อเช็ดน้ำที่อยู่บนหนาพลางขมวดคิ้ว “คนโดนด่าคือฉันไม่ใช่พี่สักหน่อย”

ซางเหยียนใส่หม้อที่มีข้าวลงในหม้อหุงข้าวโดยไม่ได้เงยขึ้นมาหน้าแต่อย่างใด “ประตูอยู่โน่น”

ซางจื้อยังคงยืนอยู่ตรงนั้นพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมจริงจัง “ยังไงก็อย่าไปเที่ยวบอกคนโน้นคนนี้ว่าฉันเหมือนพี่นะ”

เขาหันกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน “ใครเขาจะไปอยากพูด”

พูดจบ ซางเหยียนก็เดินมาบีบหน้าของเธอและแย่งชามสตรอว์เบอร์รีแล้วเดินออกจากห้องครัวไป

ซางจื้อลูบหน้าตนเองป้อย ๆ รู้สึกตัวอีกทีมือของเธอก็ว่างเปล่าเสียแล้ว เธอเบิกตาโตและถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “นี่พี่แย่งของของฉันไปเหรอ?”

“มันจะเป็นของเธอได้ยังไง?” ซางเหยียนพูดพลางหยิบสตรอว์เบอร์รีลูกหนึ่งเข้าปาก “เธอหาเงินมาซื้อเองหรือไง?”

ซางจื้อยื่นมือออกไปหวังจะแย่งถ้วยกลับคืนมา “แต่ฉันเป็นคนหยิบมันออกมาจากตู้เย็นนี่”

ซางเหยียนยกถ้วยขึ้นสูง “งั้นก็เป็นของตู้เย็นน่ะสิ”

เธอเขย่งสุดปลายเท้าและกระโดดเพื่อที่จะแย่งมันมา “แต่ฉันเป็นคนหยิบมันออกมาจากตู้นะ”

“ถ้าจะยึดตามเหตุผลนั้น ตอนนี้ฉันแย่งมันมาได้ก็เป็นของฉันแล้วไง”

“…….”

ทั้งสองฝ่ายหยุดนิ่งไม่มีใครเดินหมากต่ออยู่ครู่หนึ่ง

ตอนที่ซางเหยียนกำลังจะกินสตรอว์เบอร์รีลูกที่ห้านั้น โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น เขามองไปที่ซางจื้อครู่หนึ่งก่อนจะลดสตรอว์เบอร์รีในมือลงแล้วใช้มืออีกข้างหยิบโทรศัพท์ออกมา

ซางจื้อเองอาศัยจังหวะนี้กระโดดแย่งถ้วยสตรอว์เบอร์รีกลับมา

ซางเหยียนถอนหายใจก่อนจะรับสายโทรศัพท์ “มีไร”

ไม่รู้ว่าอีกฝั่งหนึ่งของสายพูดอะไร

“ฉันกลับบ้านมาแล้ว ที่หอมีเช็กระบบไฟฟ้าวันนึงไม่ใช่หรือไง? ก็เลยกลับบ้านมาเนี่ย” พูดถึงตรงนี้ เขาเว้นไปครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉุกคิดถึงอะไรบางอย่าง “ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันว่าไม่น่ากลับมาเลย”

ฝ่ายซางจื้อเธอกลับไปนั่งดูการ์ตูนและเมินพี่ชายของเธอ

ซางเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงขี้เกียจ “ไม่เป็นไร ฉันแค่โชคไม่ดี”

ซางจื้อยกริโมตทีวีขึ้นแล้วกดเพิ่มเสียง

ซางเหยียนไม่กระทบกระเทือนแม้แต่น้อยและยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นต่อไป “เฉียนเฟยก็กลับบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอ ลองไปถามต้วนเจียสวี่ดู หมอนั่นไม่ได้กลับแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่มหาลัยหรือเปล่านะ”

เมื่อได้ยินชื่อที่ไม่ได้ยินมานาน จิตใต้สำนึกของเธอทำให้ซางจื้อมองไปที่ซางเหยียนแล้วใช้นิ้วกดย้ำไปที่ริโมต เธอกลัวว่าซางเหยียนจะสังเกตเห็นจึงรีบก้มหน้างุดทันที

เธอลดเสียงทีวีให้เบาลงมาเล็กน้อยอย่างเงียบ ๆ

ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เอ่อล้นขึ้นภายในใจของเธอ ความรู้สึกนั้นมันอัดแน่นอยู่ในอก ในหัวของเธอขาวโพลนและจังหวะของลมหายใจของเธอที่ดูเหมือนจะถี่เร็วขึ้น ความสนใจของเธอตอนนี้ตกไปอยู่ที่ซางเหยียน

“นายลืมกุญแจเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย?” ซางเหยียนเอ่ย “น้าเขาไม่ให้นายแน่ เว้นแต่นายจะอยากไปให้โดนด่า”

หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูดถึงต้วนเจียสวี่อีก

คำพูดของซางเหยียนเมื่อครู่ จู่ ๆ เธอก็มีความคิดที่ไม่ค่อยดีนักเกิดขึ้นในหัว

——— วันไหว้บ๊ะจ่างไม่กลับบ้าน ไม่แน่ว่าจะอยู่ที่มหาลัย

ถ้าหากเป็นอย่างนั้นล่ะก็ แสดงว่าเขามีแฟนแล้วน่ะสิ

แต่ว่าอายุของเขามันก็เหมาะสมแล้วนี่

ตอนไปพบอาจารย์ก็ทำเหมือนกับว่ากำลังคบใครอยู่อย่างนั้นแหละ ต้องมีแล้วแน่ ๆ

แต่ว่ามันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธออยู่ดี

มีก็มีไปสิ

ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย

ยิ่งคิดซางจื้อก็ยิ่งอึดอัดใจ ทันใดนั้นถ้วยพลาสติกก็หล่นลงที่พื้น

เกิดเสียงดัง

เป็นจังหวะเดียวกันกับซางเหยียนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้โต๊ะกินข้าว วางสายและสังเกตเห็นความเฟอะฟะที่เธอก่อพอดี เขามองเธออย่างครุ่นคิดแล้วเอ่ยถาม “การ์ตูนนั่นทำเธอโมโหได้ขนาดนั้นเลยหรือไง?”

ซางจื้อปิดทีวี

ซางเหยียนพูดพลางถอนหายใจ “สี่หยางหยางโดนฮุยไท่หลาง* จับไปแล้วเหรอ?”

* อะนิเมชั่นเรื่อง สี่หยางหยางกับฮุยไท่หลาง คือ ภาพยนตร์ที่มุ่งกลุ่มผู้ชมไปที่เด็กอายุ 3 - 6 ขวบ โดยตัวละครสี่หยางหยางเป็นแพะที่ชาญฉลาด ส่วนฮุยไท่หลางเป็นหมาป่าที่คอยไล่จับแพะ

“ไม่ได้ดูเรื่องนั้นซะหน่อย” ซางจื้อแย้งขึ้น

ซางเหยียนไม่ได้สนใจก่อนจะดื่มน้ำอึกสุดท้ายแล้วพูดบอกเธอ “ถ้าเธออยากจะดูต่อก็เปิดเสียงเบา ๆ หน่อยแล้วกัน พี่จะนอน”

“พี่” ซางจื้อเรียกเขาไว้

“?”

ซางจื้อเกาหัวยิก ๆ และถามออกไปอย่างลังเลใจ “ที่หอพี่มีแค่พี่ ไม่มีแฟนมาใช่ไหม”

“……….” ซางเหยียนจ้องเธอครู่หนึ่งแลวก็ยิ้มออกมา “นี่ยัยดื้อ ทำไมช่วงนี้เธอดูสนใจเรื่องแบบนี้จังเลยล่ะฮะ?”

ซางจื้อรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย “ก็แค่ถามดูเฉย ๆ นี่”

“พ่อกับแม่ให้เธอมาถามเหรอ?”

“ที่ฉันถามพี่อยู่นี่ก็ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นห่วงหรือไง?” ซางจื้อกระซิบกระซาบ “ได้ยินแม่บอกว่า ช่วงนี้คุณย่าเฉินน่ะอยากให้ลูกสาวตัวเองไปนัดบอด ถ้าพี่ไม่มีล่ะก็ ไม่ลองดูไปสักรอบล่ะ”

“…….” ซางเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง “ลูกสาวของย่าเฉินเนี่ยนะ?”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“เขาไม่ได้อายุสี่สิบแล้วเหรอ?”

ซางจื้อกะพริบตาปริบ ๆ “แล้วไงเล่า พี่ก็เลือกมากไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”

“…….” ซางเหยียนอยากจะด่าเธอด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย

แต่ก็กลัวว่ายัยดื้อนี่จะลอกเลียนแบบแล้วใช้มันต่อกรกับเขา

“เธอไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก” ซางเหยียนที่ตอนนี้กำลังโกรธเดินเข้าไปแล้วก็เอาขวดน้ำเคาะที่หัวของเธอ “รู้ไหมว่าทำไมรูมเมตของฉันถึงยังไม่มีใครมีแฟนเลยสักคน?”

ซางจื้อเงียบ

“เพราะว่าพวกนั้นน่ะ ต่อแถวจีบฉันอยู่ยังไงล่ะ” ซางเหยียนพูด “เพราะเป็นอย่างนั้นฉันเลยหนีกลับบ้านมานี่ไง เข้าใจไหม?”

ซางจื้อมองเขาแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เถียงอะไรกับเขา เธอเพียงแต่พยักหน้าอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น

เธอมองซางเหยียนที่โยนขวดน้ำลงถังขยะอย่างไม่สบอารมณ์จากนั้นก็เดินตรงไปที่ห้องแล้วเขาก็หันกลับมาพูดเสริมอีกว่า “ฉันน่ะแมนทั้งแท่งนะโว้ย”

ซางจื้อพยักหน้ารับ

แต่คำพูดอื่น ๆ นั้นดูเหมือนว่าจะไม่เข้าหูเธอเลยสักนิด

สิ่งที่เธอฟังอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดมีเพียงสี่คำก่อนหน้าเท่านั้น

—— ยังไม่มีแฟน

-

เวลาอาหารเย็น ในระหว่างที่ซางเหยียนกินข้าวอยู่นั้นเขาก็นึกถึงเรื่อง ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ “อ้อใช่ พ่อ เดี๋ยวสอบเสร็จแล้วผมต้องย้ายวิทยาเขตกลับมาวิทยาเขตหลักนะ ถึงตอนนั้นแล้วผมขอยืมรถพ่อหน่อยได้ไหม?”

ซางหรงพยักหน้ารับ “ของเยอะไหม ต้องจ้างบริษัทขนของย้ายบ้านหรือเปล่า?”

ซางเหยียน “ไม่ต้องหรอก ขี้เกียจไปขึ้นรถของมหาลัยน่ะ”

หลีผิงถามขึ้น “วิทยาเขตหลักเหรอ ที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียนของจื๋อจื่อหรือเปล่า?”

ซางเหยียนส่งเสียงตอบรับในลำคอ

ซางหรง “งั้นถ้ามีเวลาก็ไปรับน้องตอนเลิกเรียนหน่อยก็แล้วกัน”

“……..” มุมปากของซางเหยียนกระตุกเล็กน้อย “ไปเรียนแล้วยังต้องมารับเด็กอีกเหรอ?”

ซางจื้อก็คัดค้านด้วยเช่นกัน “หนูก็ไม่อยากให้พี่เขามารับ”

“ถ้าจะให้ดี” ซางเหยียนยิ้มเยาะเล็กน้อย เขามองไปที่ซางหรงแล้วเอ่ยขึ้น “พ่อก็เอาคันโตโยต้าให้ผมยืม ใหญ่หน่อย จะได้ช่วยเพื่อนรูมเมตย้ายของได้ด้วย”

ซางหรง “อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แกล้งน้อง จะทำอะไรก็ทำ”

ซางจื้อพูดตาม “ที่ไม่ใช่แกล้งฉันจะทำอะไรก็ทำ”

“…….” ซางเหยียนพยายามอดทนอดกลั้นเอาไว้ “รู้แล้ว”

เมื่อได้ยินคำว่า “รูมเมต” ในใจของซางจื้อก็แอบคาดหวังอยู่เล็กน้อย เธอเอ่ยถามขึ้นอย่างลังเล “พี่ พี่จะช่วยรูมเมตคนไหนย้ายของเหรอ?”

ซางเหยียนย้อนถาม “เธอจะถามทำไม”

ซางจื้อตีหน้านิ่ง “ก็เผื่อจะไปช่วยขนของไง”

“…….” ซางเหยียนที่กินข้าวอยู่ถึงกับชะงัก แล้วคิดว่านี่เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม เขาเริ่มที่จะสงสัย “เธอจะมาช่วยฉันย้ายหอเนี่ยนะ?”

ซางจื้อ “ก็ใช่ไง”

ซางเหยียนไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของเธอคืออะไรกันแน่ จึงได้แต่พูดย้ำเตือนเธอ “เธอต้องไปเรียน”

“ก็มีวันหยุดสุดสัปดาห์ไม่ใช่เหรอ แล้วก็ สี่โมงยี่สิบฉันก็เลิกเรียนแล้ว” ซางจื้อพูด “เลิกเรียนแล้วค่อยไปช่วยพี่ก็ได้นี่ ยังไงพี่ไม่น่าจะย้ายทั้งหมดนี่เสร็จในเร็ว ๆ นี้อยู่แล้ว”

ซางเหยียน “บังเอิญจริง ๆ ฉันต้องย้ายของให้เสร็จก่อนสี่โมงยี่สิบน่ะ”

เขาปฏิเสธเธออย่างชัดเจน

ซางจื้อมองไปที่เขาแล้วเม้มปากนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก

ซางหรงจึงพูดขึ้น “ก็น้องเขาอยากจะช่วยแกจะทำไมเล่า? ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไรสักหน่อย ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

ซางเหยียนสุดจะจำใจ “ไม่ใช่ ของมันหนักจะตายเธอจะไปแบกไหวได้ยังไง? ผมก็แค่ไม่อยากให้เธอมีอะไรมากระทบกระทั่งเธอ อีกอย่างยิ่งยุ่ง ๆ อยู่ด้วยจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลเธอกัน ไม่ได้จะมีเจตนาแบบนั้นสักหน่อย”

ซางหรง “งั้นก็ไปให้น้องเขายืนดูสิ”

ซางเหยียน “…….”

เขาถอนหายใจเฮือก ก่อนจะมองไปยังซางจื้อแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น “งั้นก็แล้วแต่เลย”

เมื่อได้ยินคำตอบดังนั้นซางจื้อก็ดี๊ด๊าร่าเริงขึ้นมาในทันใด ดวงตากลมที่บัดนี้ยิ้มหยีจนกลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว “เยี่ยม งั้นถ้าถึงเวลาแล้วฉันจะไปดูพี่ย้ายของนะ”

“…….”

-

อันที่จริงแล้วแม้แต่ตัวของซางจื้อเองก็ไม่รู้เหตุผลของการกระทำของตนเองที่เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอจะต้องไปสืบดูให้แน่ชัดว่าต้วนเจียสวี่ตกลงมีแฟนแล้วหรือยัง แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงต้องเสนอตัวเองไปช่วยซางเหยียนด้วย

สัญญาณบ่งบอกมันชัดเจนอยู่แล้ว

เพียงแต่เธอไม่อยากจะยอมรับ

ว่าเธอนั้นนึกถึงแต่เขา

หรืออาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในวัยของสาวแรกรุ่นแล้วไม่สามารถควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้ทำให้แสดงออกไปแบบนั้น

เธออยากจะปลดปล่อยมันออกไป

แต่กลับได้เพียงเก็บมันเอาไว้ กดทับมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจ

ซ่อนมันไว้ในที่ที่ไม่มีใครจะรู้

-

วันที่ซางเหยียนจะย้ายหอพักนั้นคือวันพุธ

เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น ซางจื้อรีบสะพายกระเป่าหนังสือขึ้นหลังไม่ทักทายใครทั้งนั้น อินเจินหรูถึงกับงงกันเลยทีเดียว

อาจเป็นเพราะมีการย้ายวิทยาเขตเกิดขึ้นจึงทำให้วันนี้คนเยอะกว่าปกติอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ซางจื้อรู้ว่าวิทยาเขตหลักของมหาวิทยาลัยหนานอู๋อยู่ที่ไหน ตอนกลับบ้านก็ผ่านอยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้ก็เป็นเพราะพื้นที่ของโรงเรียนมัธยมซวี่รื่อนั้นไม่ใหญ่นัก งานกีฬาครั้งก่อน ๆ ของทางโรงเรียนก็ยืมสนามกีฬาของทางมหาวิทยาลัยในการจัด

เวลาที่โรงเรียนมีการจัดงานศิลปะหรืองานแสดงก็ล้วนแต่ยืมสถานที่ของมหาวิทยลัยหนานอู๋ในการจัดทั้งนั้น

ดังนั้นโรงเรียนมัธยมซวี่รื่อจึงมักจะถูกคนเรียกว่า “โรงเรียนมัธยมของมหาวิทยาลัยหนานอู๋”

ซางจื้อเดินมาถึงประตูของมหาวิทยาลัย เธอหยุดก่อนจะโทรศัพท์หาซางเหยียน

แต่ซางเหยียนดูเหมือนว่าจะลืมไปหมดสิ้นเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเธอนั้นจะมาช่วยเขา ฝ่ายคนรับสายอึ้งไปครูหนึ่ง “นี่ เธอมาจริงดิ?”

ซางจื้อตอบอย่างซื่อ ๆ “ฉันอยู่หน้าประตูแล้ว”

“……” ซางเหยียนพูด “อยู่ที่ประตูหน้าใช่ไหม”

“อื้ม”

“ฉันไม่มีเวลาไปรับ เธอเดินเข้ามาแล้วเลี้ยวขวา แล้วก็เดินตรงมาจะเห็นบันไดก็เดินขึ้นมา อาคาร 9 ชั้น 5 ห้อง 525” ซางเหยียนพูดเสริม “ถ้าไม่แน่ใจก็ถาม ๆ เขาเอา บอกว่าหอพักชายอาคาร 9 อยู่ตรงไหน เข้าใจยัง?”

ซางจื้อตอบอย่างเชื่อฟัง “เข้าใจแล้ว”

ซางจื้อวางสายแล้วเดินไปตามทางที่พี่ชายของเธอบอก

มหาวิทยาลัยหนานอู๋มีนักเรียนในท้องถิ่นจำนวนมาก

ซึ่งวันนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ให้คนในครอบครัวมาช่วยกันขนของ ดังนั้นระหว่างทางเดินซางจื้อจึงเห็นบุคคลที่ไม่ใช่นักศึกษาเดินขึ้นไปด้านบนเป็นจำนวนมาก แถมยังมีคนที่เป็นนักเรียนมัธยมต้นแบบเดียวกับเธออีกด้วย

เดินมาสักสิบนาทีเห็นจะได้

ซางจื้อมองเห็นบันไดกว้างด้านล่างมีพื้นที่ว่างที่มีรถบัสจอดอยู่หลายคันแล้วยังมีรถบัสเล็ก ๆ อยู่อีกด้วย หากแต่กลับที่มีพื้นที่เหลือเป็นถนนกว้างอีกสามเมตร

เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะโทรหาซางเหยียน จังหวะนั้นเธอไปสะดุดตาเข้ารถของซางหรงที่จอดอยู่ใกล้ ๆ นั่นพอดี

ซางจื้อลดโทรศัพท์ในมือลงแล้วเดินไป

ในรถไม่มีคนหากแต่ท้ายรถนั้นกลับเปิดอยู่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลืมหรือด้วยเหตุผลอะไร

ด้านในมีกองหนังสือและตุ๊กตาที่สุดจะน่าเกลียดน่าชังอยู่ตัวหนึ่ง

ซางจื้อคิดว่าไหน ๆ ตนก็ต้องขึ้นไปข้างบนอยู่แล้วจึงกะว่าจะหยิบสองสิ่งนั้นขึ้นไปด้วย ซางจื้อลังเลก่อนจะหยิบตุ๊กตาตัวนั้นขึ้นมา โดยคิดว่าจะวางมันไว้ด้านบนของตั้งหนังสือแล้วค่อยหอบขึ้นไป น่าจะสะดวก

แต่ไม่ทันที่เธอจะรวบรวมของต่าง ๆ เสร็จ

จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนมีเงาตะคุ่มของใครบางคนยืนอยู่ด้านหลังของเธอ

จิตใต้สำนึกนั้นบอกให้เธอต้องหันไปมอง

สายตาของเธอสะดุดเข้ากับชายในเสื้อแขนสั้นสีดำสนิท

เธอไล่สายตาขึ้นมอง

จากลูกกระเดือก สันกราม ริมฝีปากไปจนตาของเขาที่ดูจะยิ้มแต่เหมือนไม่ยิ้ม

ต้วนเจียสวี่ปรายตามองตุ๊กตาในมือของเธอแล้วก็โน้มตัวลงมาสบตากับเธอแล้วยิ้ม “โจรน้อยมาได้ยังไงเนี่ย?”

เขาขยับเข้ามาใกล้เธอ

ซางจื้อที่ตอนนี้อึก ๆ อัก ๆ ไม่รู้ว่าจะตอบเขาไปอย่างไรดี

จากนั้นต้วนเจียสวี่จึงชี้ไปที่มือของเธอแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น “ว่าแต่ ทำไมถึงขโมยแต่ของของพี่ล่ะคะ”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะถามขึ้นอย่างช้า ๆ “ชอบพี่เหรอ?”

จบบทที่ บทที่ 7 ย้ายหอ (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว