- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 9 พันธสัญญาจอมมนตรา
บทที่ 9 พันธสัญญาจอมมนตรา
บทที่ 9 พันธสัญญาจอมมนตรา
หลังจากเช็ดคราบเลือดบนแขนจนสะอาด แม้รอยเข็มขนาดใหญ่บนแขนของรุ่นพี่ลิลิธจะยังคงอยู่ ทว่าก็ไม่มีเลือดไหลออกมาอีกแล้ว
“ลิลิธ!” รุ่นพี่คนนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจนัก “น้ำชาตอนบ่ายล่ะ!”
“ก็ได้ ๆ รุ่นพี่เทรซี่ เห็นแก่น้ำชาตอนบ่ายหรอกนะ!” ลิลิธยอมแพ้
วินาทีต่อมา รอยเข็มอันน่ากลัวบนแขนของเธอก็สมานตัวปิดสนิท โดยไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ เอาไว้เลย
โม่หลานถึงกับสงสัยว่า สาเหตุที่ทิ้งรอยเข็มไว้ใหญ่ขนาดนี้ เป็นเพราะรุ่นพี่ลิลิธจงใจฉีกปากแผลให้กว้างขึ้นเองหรือเปล่า เพราะถึงแม้เข็มกลืนเลือดจะไม่ได้มีขนาดเล็ก แต่การแทงแค่เข็มเดียวก็ไม่น่าจะทำให้เกิดรูเบ้อเริ่มขนาดนั้นได้
ความสามารถในการรักษาตัวเองแบบนี้ ไม่เหมือนสิ่งที่มีอยู่ในตัวแม่มดเลยสักนิด
แถมยังสามารถควบคุมการสมานแผลของร่างกายได้อย่างอิสระอีกต่างหาก
ต่อให้เป็นจอมมนตราก็ทำไม่ได้หรอก
“นี่คือความสามารถที่ฉันได้มาหลังจากลองใช้เข็มกลืนเลือดฉีดเลือดของเผ่าแวมไพร์เข้าสู่ร่างกายเป็นครั้งแรก ตอนนี้เลยยังทำได้แค่ควบคุมการสมานแผลขนาดเท่าเหรียญเท่านั้นแหละ”
ลิลิธอธิบายต่อ “การวิเคราะห์และผสมผสานสายเลือด เพื่อปรับแต่งร่างกายตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น คือความสามารถของเข็มกลืนเลือดเท่าที่ฉันค้นพบในตอนนี้น่ะ
แต่ว่าตอนนี้พลังเวทของฉันยังไม่พอ คงต้องรอไปอีกสักพัก ถึงจะลองทำการผสมผสานครั้งที่สองได้”
ถ้ามองข้ามวิธีการใช้งานที่ดูเลือดสาดไปสักหน่อย ความสามารถนี้ก็ถือว่ามีประโยชน์มากเลยทีเดียว!
มิน่าล่ะ ใคร ๆ ถึงได้บอกว่าวัตถุแห่งพรสวรรค์ของจอมมนตรานั้นร้ายกาจนัก!
บรรดาแม่มดน้อยต่างเผยสีหน้าอิจฉาออกมาให้เห็น
แม้แต่โม่หลานกับซิลฟ์ก็ไม่มีข้อยกเว้น
พวกเธอทั้งสองคนยังไม่รู้เลยว่าวัตถุแห่งพรสวรรค์ของตัวเองเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง!
“เป็นไงล่ะ? วัตถุแห่งพรสวรรค์ของฉันเจ๋งไปเลยใช่ไหม?” ลิลิธถามพร้อมกับรอยยิ้ม
แม่มดน้อยพากันพยักหน้าหงึกหงัก
“อยากมีแบบนี้บ้างไหมล่ะ?” ลิลิธถามต่อ
บรรดาแม่มดน้อยพยักหน้าอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น รอให้เวทมนตร์ของจอมมนตราบทแรกของฉันถูกพัฒนาขึ้นมาสำเร็จ พวกเธอต้องอย่าลืมมาทำพันธสัญญากับฉันล่ะ เข้าใจไหม?
ทำแบบนี้แล้ว พวกเธอเองก็จะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองผ่านการผสมผสานสายเลือดได้เหมือนกัน!
เพียงแค่จ่ายพลังเวทมนตร์หรือพลังเวทเป็นค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
ลิลิธพูดตะล่อมอย่างใจเย็น
กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธออีกครั้ง ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่นัก
แม่มดน้อยทุกคนในที่นี้ที่เคยอ่าน ‘หนังสือชุดแม่มดน้อย’ ล้วนรู้ดีว่าเวทมนตร์ของจอมมนตราคืออะไร
เวทมนตร์ของจอมมนตราไม่ได้จัดอยู่ในสายเวทมนตร์ทั่วไป
แต่เป็นเวทมนตร์ชนิดพิเศษที่จอมมนตราเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาในระหว่างการพัฒนาความสามารถจากวัตถุแห่งพรสวรรค์ของตนเอง
โดยมีตัวจอมมนตราเองเป็นศูนย์กลาง
อย่างเช่นเวทมนตร์คัมภีร์ เวทมนตร์พันธสัญญา และเวทมนตร์ดอกไม้ไฟ ก็ล้วนเป็นเวทมนตร์ที่ท่านจอมมนตราทั้งสามเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น
ในตอนแรก จอมมนตราไม่สามารถแบ่งปันเวทมนตร์พิเศษของตัวเองให้คนอื่นได้ และคนอื่นก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้เช่นกัน
จนกระทั่งจอมมนตราแห่งพันธสัญญาได้คิดค้นเวทมนตร์พันธสัญญาขึ้นมา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จอมมนตราจึงสามารถแบ่งปันเวทมนตร์พิเศษของตัวเองให้กับคนอื่นได้โดยตรงผ่านรูปแบบของพันธสัญญา และในขณะเดียวกันก็สามารถดึงพลังบางส่วนของผู้ทำพันธสัญญามาเป็นของตัวเองได้ด้วย
พลังเวทของจอมมนตรา ถือเป็นพลังงานบริสุทธิ์อันเป็นต้นกำเนิดที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปแบบใดก็ได้ และพลังงานอื่น ๆ ก็สามารถควบแน่นกลับมาเป็นพลังเวทได้เช่นกัน
พันธสัญญาจึงนับเป็นหนึ่งในช่องทางหาพลังเวทเสริมของจอมมนตรา
ทว่ามีเพียงเผ่าพันธุ์แม่มดเท่านั้น ที่มีช่องทางการทำพันธสัญญากับจอมมนตราอย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงแม้พลังเวทมนตร์ของจอมมนตราที่ได้มาจากพันธสัญญา เมื่อนำมาใช้จริงจะอ่อนด้อยกว่าที่จอมมนตราเป็นคนใช้เองอยู่มาก แต่ก็ยังถือว่ามีประโยชน์อย่างมหาศาล
บรรดาแม่มดเองก็อาศัยเวทมนตร์ของจอมมนตรา ในการเพิ่มความแข็งแกร่งส่วนบุคคลให้พุ่งทะยานขึ้นเช่นกัน
รุ่นพี่ลิลิธคงจะมีพลังเวทไม่พอใช้แล้วแน่ ๆ ถึงได้รีบร้อนโฆษณาขายเวทมนตร์จอมมนตราของตัวเองขนาดนี้
แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า การโฆษณานี้ได้ผลชะงัดนัก
แค่ความสามารถในการควบคุมการสมานแผลของร่างกายนี้ ก็ทำเอาโม่หลานถึงกับหวั่นไหวแล้ว
หากศึกษาวิจัยจนสมบูรณ์ มันจะต้องเป็นของดีที่ช่วยรักษาชีวิตเอาไว้ได้อย่างแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น การที่จอมมนตราใช้เวทมนตร์ของจอมมนตราคนอื่น พลังที่ถูกลดทอนลงไปนั้นจะน้อยกว่ามาก โดยสามารถดึงประสิทธิภาพออกมาได้ราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าคัมภีร์การ์ดของเธอจะสามารถพัฒนาความสามารถอะไรออกมาได้บ้าง!
หลังจากลิลิธโฆษณาขายของเสร็จ ก็ดึงเรื่องกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก
“อันที่จริง รูปลักษณ์ภายนอกของวัตถุแห่งพรสวรรค์ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถพื้นฐานบางอย่างได้นะ อย่างเช่นเข็มกลืนเลือดของฉัน ที่มีรูปร่างเหมือนกระบอกฉีดยา ก็เลยสามารถใช้ดูดเลือดได้
ส่วนวัตถุแห่งพรสวรรค์ของวาชิด้าคือกระเพาะอาหาร ถ้าอย่างนั้นความสามารถของเธอก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้
เมื่อกี้ตอนที่เธอดึงเอากระเพาะอาหารออกมา พลังเวทในตัวก็ถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว พอพลังเวทลดลงถึงระดับหนึ่ง ก็จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้
นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหิวเร็วขนาดนี้ก็ได้
แต่พอเธอกินอาหาร พลังเวทก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมา
ฉันเดาว่ากระเพาะอาหารของวาชิด้า น่าจะมีความสามารถเกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร หรือการแปลงพลังงานอะไรทำนองนั้น ส่วนรายละเอียดที่ชัดเจนคงต้องให้เธอไปทดลองค้นหาเอาเอง
พวกเธอเองก็ลองกลับไปคิดดูดี ๆ ว่าในชีวิตประจำวันมีอะไรที่ผิดปกติไปบ้างไหม สิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นตัวนำทางให้พวกเธอค้นพบความสามารถของวัตถุแห่งพรสวรรค์ได้นะ”
โม่หลานและซิลฟ์หันมองหน้ากัน พยายามนึกย้อนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อหาความเชื่อมโยงกับวัตถุแห่งพรสวรรค์ให้ได้
ซิลฟ์ยกมือขึ้น พลางเอ่ยด้วยความลังเลเล็กน้อย
“ฉันปลูกต้นไม้เก่งมากเป็นพิเศษ แบบนี้จะนับไหม? ไม่ว่าฉันจะปลูกอะไรก็ไม่เคยตายเลย แต่คุณแม่ของฉันเป็นแม่มดพฤกษาที่ถนัดเวทมนตร์สายพืช ส่วนคุณพ่อก็เป็นเอลฟ์พฤกษา ฉันเลยคิดมาตลอดว่าอาจจะเป็นผลมาจากสายเลือดน่ะ
และวัตถุแห่งพรสวรรค์ของฉัน ก็คือกล่องใส่เมล็ดพันธุ์ ที่ข้างในมีเมล็ดของดอกระฆังลมอยู่แค่เมล็ดเดียวเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้น ความสามารถของวัตถุแห่งพรสวรรค์ของเธอ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกี่ยวข้องกับพืช!” ลิลิธกล่าว
ซิลฟ์ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที “ฉันจะลองเอาเมล็ดดอกระฆังลมนี้ไปปลูกดู!”
เมื่อเทียบกับซิลฟ์แล้ว โม่หลานกลับรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
หากจะให้พูดถึงความผิดปกติของเธอแล้วล่ะก็ มันมีเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะ
การถูกดาวเคราะห์สีน้ำเงินส่งตัวมา นับไหม?
การทะลุมิติข้ามโลกมา นับไหม?
การมีความทรงจำของดาวเคราะห์ติดตัวมา ทำให้ความจำดีเลิศเป็นพิเศษ นับไหม?
เหมือนว่าทุกอย่างล้วนเป็นความผิดปกติทั้งสิ้น แต่กลับไม่มีเรื่องไหนที่ดูจะเกี่ยวข้องกับคัมภีร์การ์ดได้เลย
ชาติก่อนเธอเคยเล่นไพ่โป๊กเกอร์กับไพ่ทาโรต์มาบ้าง พวกนิยายเกี่ยวกับการ์ดก็อ่านมาไม่น้อยเหมือนกัน
แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยจุดประกายไอเดียอะไรให้เธอได้เลย
ในขณะที่โม่หลานกำลังจนปัญญาอยู่นั้น ในที่สุดวาชิด้าก็รู้สึกอิ่มเสียที
“ดูเหมือนว่าฉันจะหิวเร็วกว่าเมื่อก่อนจริง ๆ ด้วยแฮะ
โชคดีที่สถาบันแม่มดมีอาหารอุดมสมบูรณ์ แถมยังกินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด! ไม่อย่างนั้นฉันคงจะหิวตายเอาจริง ๆ แน่”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ ในนี้เขียนเอาไว้ว่า หลังจบงานเลี้ยงมื้อค่ำของวันปฐมนิเทศ ทางสถาบันจะไม่มีอาหารปรุงสำเร็จให้ครบสามมื้อแล้ว จะมีให้แค่พวกวัตถุดิบพื้นฐานเท่านั้น”
ตอนนี้แม่มดน้อยปีหนึ่งคนอื่น ๆ ต่างก็กินกันอิ่มแล้ว ส่วนหนึ่งกำลังมุงดูการสนทนาของวาชิด้ากับโม่หลาน และอีกส่วนหนึ่งก็เริ่มเปิดอ่านคู่มือนักเรียนใหม่ที่คุณอามีช่าแจกให้แล้ว
คนที่พูดขึ้นมาก็คือแม่มดน้อยคนหนึ่งที่นั่งอยู่เยื้องตรงข้ามกับโม่หลาน
โม่หลานจำได้ว่าเธอชื่อเชอริล ส่วนสูงของเธอนั้นช่างแตกต่างกับวาชิด้าอย่างเห็นได้ชัด
วาชิด้านั้นเตี้ยเกินไป ดูเหมือนจะเด็กกว่าพวกเธอไปตั้งหลายปี ในขณะที่เชอริลกลับมีแขนยาวขายาว สูงพอ ๆ กับพวกรุ่นพี่ปีห้าเลยทีเดียว
ด้วยความแตกต่างของส่วนสูง วาชิด้าจึงจำชื่อของเธอได้เช่นกัน ตอนนี้เธอรีบหันไปถามเชอริลทันที “หมายความว่าไง? หลังจากนี้สถาบันจะไม่มีอาหารให้ครบสามมื้อแล้วเหรอ?”
“ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ จะไม่มีอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้วต่างหาก แต่พวกวัตถุดิบยังมีอยู่นะ” เชอริลอธิบาย