- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 7 วาชิด้าจอมตะกละ
บทที่ 7 วาชิด้าจอมตะกละ
บทที่ 7 วาชิด้าจอมตะกละ
“นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งทุกคน มารับคู่มือนักเรียนใหม่
ส่วนนักเรียนชั้นปีที่สองขึ้นไป อย่าลืมตรวจสอบแผนการเรียนประจำปีในคัมภีร์แม่มดของตัวเองด้วยล่ะ
ตามกฎเดิม เวลาสามวันต่อจากนี้จะไม่มีการเรียนการสอน ขอให้ทุกคนอ่านคู่มือนักเรียนใหม่หรือแผนการเรียนประจำปีอย่างละเอียด อีกสามวันให้หลัง ถึงจะเริ่มการเรียนการสอนของปีการศึกษานี้อย่างเป็นทางการ”
คุณอามีช่าหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาปึกหนึ่ง แม่มดน้อยชั้นปีที่หนึ่งทุกคนล้วนได้รับไปคนละเล่ม
ส่วนบรรดารุ่นพี่ก็ไม่รู้ว่าไปเอาหนังสือเล่มโตมาจากไหน พวกเธอก้มหน้าก้มตาเปิดอ่านอะไรบางอย่าง
ยิ่งเป็นรุ่นพี่ชั้นปีสูงเท่าไหร่ หนังสือในมือก็จะยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น
หลังจากรับสมุดมาแล้ว ยังไม่ทันได้เปิดดู คุณอามีช่าก็สั่งให้แม่มดน้อยทุกคนถอยหลังไปชิดกำแพง
โต๊ะยาวห้าตัวที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสพลันปรากฏขึ้นตรงลานกว้างกลางโถง
“เอาล่ะ งานเลี้ยงมื้อค่ำเริ่มได้! โดยเฉพาะนักเรียนใหม่ปีหนึ่ง ทานมื้อนี้ให้อร่อยนะ!”
คุณอามีช่าเผยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝงลึกซึ้ง จากนั้นร่างของเธอก็ค่อย ๆ เลือนราง และหายวับไปจากหอประชุม
วินาทีต่อมา ทุกคนก็สามารถพูดคุยกันได้แล้ว
เพียงแต่ว่า บรรดารุ่นพี่ชั้นปีสูงดูเหมือนจะไม่มีกะจิตกะใจจะพูดคุยกันเลย พวกเธอต่างพากันพุ่งตัวไปที่โต๊ะอาหารอย่างพร้อมเพรียงกัน
แม้แต่รุ่นพี่ลิลิธเอง ก็ยังทิ้งรุ่นน้องจอมมนตราอย่างพวกเธอไป
ทุกคนยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย หนึ่งชั้นปีต่อหนึ่งโต๊ะ ไม่มีการนั่งข้ามโต๊ะ และไม่มีการแย่งชิงกันแต่อย่างใด
ทิ้งให้แม่มดน้อยปีหนึ่ง ยืนทำหน้าเหลอหลาอยู่กับที่
มีเพียงนักเรียนใหม่คนเดียวเท่านั้น ที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งกว่าบรรดารุ่นพี่ เธอพุ่งตัวไปที่โต๊ะอาหารราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ แล้วเริ่มสวาปามอย่างเอาเป็นเอาตาย
เมื่อมีเธอและบรรดารุ่นพี่เป็นแบบอย่าง นักเรียนใหม่ที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุจึงทำตามบ้าง พวกเธอพากันวิ่งไปที่โต๊ะอาหารของชั้นปีที่หนึ่ง
โม่หลานมองดูนักเรียนใหม่ที่พุ่งตัวออกไปเป็นคนแรกคนนั้น
ร่างกายเล็กจ้อย แต่กลับกินจุราวกับสัตว์ประหลาดจอมตะกละ
จะเป็นใครไปได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่คนที่ ‘กลัวการเข้าสังคม’ อย่างวาชิด้าก่อนหน้านี้?
โม่หลานรู้สึกว่าการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของเธอคงจะผิดพลาดไปเสียแล้ว
คนกลัวการเข้าสังคมไม่มีทางทำเรื่องบ้าบิ่นถึงขนาดพุ่งออกไปเป็นคนแรกแบบนี้ได้หรอก
เด็กคนนี้ทำท่าเหมือนกับไม่ได้กินข้าวมาเป็นเดือน ๆ อย่างนั้นแหละ
อีกอย่าง คุณอามีช่าจากไปแบบนี้เลยเหรอ? ไม่มีการสั่งเสียหรือจัดเตรียมอะไรเลย นักเรียนใหม่นอกจาก ‘คู่มือนักเรียนใหม่’ ในมือแล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่น แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืนนี้จะนอนที่ไหน
นี่มันจะให้อิสระกันเกินไปแล้วมั้ง!
“คุณโม่หลาน พวกเราก็ไปทานอาหารกันเถอะ!” ซิลฟ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยชวน
ตอนนี้เหลือแค่พวกเธอสองคนเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน
“ได้สิ!” โม่หลานดึงสติกลับมา ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอาหารของชั้นปีที่หนึ่งพร้อมกับซิลฟ์
ตอนนี้เหลือที่นั่งว่างแค่ฝั่งซ้ายและขวาของวาชิด้าฝั่งละหนึ่งที่เท่านั้น
เธอกินอาหารอย่างตะกละตะกลาม รวดเร็วจนน่าตกใจ ตอนที่ทักทายกันก่อนหน้านี้ก็ดูเป็นคนเก็บตัว แม่มดน้อยคนอื่น ๆ จึงไม่ค่อยกล้าไปนั่งใกล้เธอสักเท่าไหร่
โม่หลานและซิลฟ์ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ แล้วไปนั่งลงข้าง ๆ วาชิด้า
“โม่หลาน นี่ให้เธอ! ซี่โครงแกะย่างอันนี้อร่อยมากเลยนะ!”
ไอส์ยกจานที่เต็มไปด้วยซี่โครงแกะย่างพูน ๆ กลับมา พอเห็นโม่หลานนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็แบ่งให้ด้วยความดีใจ
ซี่โครงแกะย่างนี้วางอยู่อีกด้านของโต๊ะยาว ค่อนข้างไกลจากพวกเธอ จึงคีบมาได้ไม่ค่อยสะดวกนัก
ซี่โครงแกะย่างดูน่ากินมากจริง ๆ
“ขอบใจนะ!” โม่หลานไม่เกรงใจ เธอไม่ได้กินข้าวมื้อค่ำ ก็เลยรู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้วจริง ๆ
เธอมีความประทับใจในตัวไอส์เป็นอย่างมาก
ไอส์มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ธาตุไฟและเวทมนตร์ทำอาหารโดดเด่นมาก ส่วนเวทมนตร์สายอื่น ๆ กลับอยู่ในระดับธรรมดา
เธอเป็นแม่มดน้อยเพียงคนเดียวในหมู่นักเรียนใหม่รุ่นนี้ ที่ค่อนข้างมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารเลิศรส
คุณแม่ของเธอเป็นแม่มดนักชิม มีพื้นฐานความรู้สืบทอดกันมาในครอบครัว ตั้งแต่เล็กจนโตได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสมานับไม่ถ้วน ยังไม่ทันได้สัมผัสกับเวทมนตร์ ก็ได้เรียนรู้เทคนิคการทำอาหารมาบ้างแล้ว
แต่ทว่าคุณแม่ของไอส์ถนัดการทำของหวาน ส่วนไอส์กลับให้ความสนใจในการทำอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นพิเศษ
กระเป๋าเสื้อคลุมสถาบันของเธอตุงเป่ง ข้างในยัดไส้ไปด้วยเนื้อเค็มหั่นเต๋าที่เธอทำเองทั้งหมด
ชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสถูกห่อด้วยกระดาษไขอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูเหมือนลูกอมเม็ดเล็ก ๆ
แม้แต่วาชิด้าที่ดูเป็นคนเก็บตัว ก็ยังถูกลูกอมเนื้อเค็มของไอส์ตกเข้าให้ เสียงตอนที่พูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ ถึงได้ดังกว่าแม่มดน้อยคนอื่นอยู่หลายส่วน
โม่หลานค่อนข้างเชื่อใจในรสนิยมของไอส์
เธอหั่นซี่โครงแกะชิ้นหนึ่งแล้วเอาเข้าปาก ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกาย “อร่อยจัง!”
“ใช่ไหมล่ะ! กรอบนอกนุ่มใน แถมยังมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้เครื่องเทศอะไร!”
ไอส์ลิ้มรสไปพลาง ครุ่นคิดถึงวิธีทำซี่โครงแกะย่างไปพลาง
โม่หลานรู้สึกว่า ซี่โครงแกะย่างนี้เหมือนจะมีกลิ่นหอมของยี่หร่า
คุณแม่ชาน่าเองก็ถนัดเวทมนตร์ทำอาหาร อุปกรณ์ทำอาหารและเครื่องเทศก็รวบรวมไว้ค่อนข้างครบถ้วน โดยพื้นฐานแล้วของที่เห็นได้ทั่วไปเธอก็มีหมด
แต่ในกล่องเครื่องเทศของเธอ กลับไม่เคยมียี่หร่าปรากฏให้เห็นเลย
เห็นได้ชัดว่ายี่หร่าน่าจะไม่ได้เป็นเครื่องเทศที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกวาเลน
ในโลกวาเลนที่มักจะมีผู้แข็งแกร่งเดินทางผ่านบ่อน้ำนภาไปท่องเที่ยวในต่างโลกอยู่บ่อย ๆ การจะมีของแปลกใหม่โผล่มาก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร
ถึงแม้นี่จะเป็นยี่หร่าจริง ๆ บางทีในโลกวาเลนอาจจะมีชื่อเรียกอื่นก็ได้
ดังนั้นโม่หลานจึงไม่ได้พูดข้อสันนิษฐานของตัวเองออกมา
หลังจากกินซี่โครงแกะย่างหมดแล้ว โม่หลานก็ปฏิเสธคำชวนของไอส์ที่จะให้รับซี่โครงแกะเพิ่มอีกชิ้น เธออยากจะลองชิมอาหารอย่างอื่นบนโต๊ะดูบ้าง
ถึงแม้ในสายตาของไอส์ อาหารพวกนั้นจะเทียบไม่ได้กับซี่โครงแกะย่างเลยก็ตาม
โม่หลานค้นพบว่า อาหารเลิศรสบนโต๊ะ ขอเพียงกินหมดไปหนึ่งจาน ก็จะมีจานใหม่โผล่ขึ้นมาแทนที่ ไม่มีวันลดน้อยลงเลย
วาชิด้าที่อยู่ข้าง ๆ เธอ ตั้งแต่เริ่มนั่งลง ก็เอาแต่กินขนมปังน้ำผึ้งไปทีละชิ้น ๆ ขนมปังในตะกร้าตรงหน้าก็ยังคงกองพะเนินอยู่เต็มเหมือนเดิม
หลังจากก้มหน้าก้มตากินขนมปังก้อนเล็กไปราว ๆ ร้อยกว่าชิ้น ในที่สุดวาชิด้าก็หยุดกิน เธอเงยหน้าขึ้นมา แล้วถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
วาชิด้าบังเอิญสบตาเข้ากับเพื่อนแม่มดฝั่งตรงข้ามพอดี จึงยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
รอยยิ้มนี้ ทำเอาแม่มดน้อยฝั่งตรงข้ามถึงกับตกใจจนน่องไก่ในมือร่วงหล่นลงมา
วาชิด้า: “…”
เธอเองก็รู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองเมื่อกี้ดูเหมือนคนแปลกประหลาดมาก แต่เธอก็ควบคุมตัวเองไม่ได้นี่นา!
โชคดีที่เธอยังมีเพื่อนอีกสองคนที่อยู่ข้าง ๆ “โม่หลาน! ซิลฟ์! ในชีวิตประจำวันก่อนหน้านี้ของพวกเธอ มีอะไรที่แตกต่างจากแม่มดน้อยทั่วไปบ้างไหม?”
น้ำเสียงที่พูดนั้นเปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่เหลือเค้าความกลัวการเข้าสังคมแบบก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่แค่โม่หลานกับซิลฟ์เท่านั้น แม่มดน้อยรอบ ๆ ที่ได้ยินเธอพูดต่างก็พากันอ้าปากค้าง
“เอ่อ... ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ มันหิวมากจนทนไม่ไหว โชคดีที่ไม่ได้เป็นลมไปในพิธีปฐมนิเทศ... ทุกคนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้เป็นคนเก็บตัวเลยสักนิด โดยปกติแล้วก็เข้ากับคนอื่นได้ง่ายมาก ยกเว้นตอนที่หิวจัดน่ะ...”
วาชิด้ารีบลนลานอธิบาย
“เพราะงั้นที่เธอกล่าวทักทายทุกคนด้วยเสียงเบาหวิวเมื่อก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพราะหิวจนไม่มีแรงจะพูดงั้นเหรอ?”
ถึงแม้คำตอบนี้จะฟังดูหลุดโลกไปหน่อย แต่โม่หลานก็รู้สึกว่า บางทีนี่อาจจะเป็นความจริงก็ได้
เธอคอยจับสังเกตวาชิด้าที่ดูเหมือนจะเป็นคนกลัวการเข้าสังคมมาตลอด หากเป็นเพราะหิวจนถึงขีดสุดจริง ๆ งั้นก็สามารถอธิบายได้แล้วว่า ทำไมเมื่อกี้เสียงของวาชิด้าถึงเบากว่ายุงบิน แต่ตอนนี้กลับเปี่ยมไปด้วยพลัง
คงจะเป็นเพราะในที่สุดก็ได้กินจนอิ่มแล้วนั่นแหละ
แม้ขนมปังน้ำผึ้งในตะกร้าจะไม่ได้ลดน้อยลงเลย แต่วาชิด้าก็สวาปามเข้าไปตั้งร้อยกว่าชิ้นแหนะ