- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 6 แม่มดน้อยผู้กระตือรือร้น
บทที่ 6 แม่มดน้อยผู้กระตือรือร้น
บทที่ 6 แม่มดน้อยผู้กระตือรือร้น
ตอนที่เพิ่งถูกทดสอบพบว่าเป็นจอมมนตรา โม่หลานยังมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกรักของพระเจ้าอยู่เลย
แต่พอในรุ่นเดียวกันปรากฏจอมมนตราขึ้นมาถึงสามคน แถมในสถาบันแม่มดยังมีรุ่นพี่จอมมนตราที่อายุมากกว่าพวกเธอแค่ปีเดียวอยู่อีกคน อารมณ์ของโม่หลานก็กลับมาสงบนิ่งแล้ว
บางทีในอดีต แม่มดที่วิวัฒนาการเป็นจอมมนตราอาจจะหาได้ยากมาก ทว่าตอนนี้ เธอเป็นเพียงแค่หนึ่งในสี่ของผู้โชคดีเท่านั้น
จอมมนตราจะเก่งกาจแค่ไหน พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ความเก่งกาจด้านศักยภาพ
แต่ศักยภาพไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความแข็งแกร่งเสมอไป
เธอมีพรสวรรค์ในการเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด ยิ่งสมควรต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อเปลี่ยนพรสวรรค์นี้ให้กลายเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงต่างหาก
ความประหลาดใจในพิธีปฐมนิเทศปีนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน หลังจบพิธีทดสอบ ภายในหอประชุมก็ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยถกเถียงกันอย่างออกรส
คุณอามีช่าเองก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร เธอกำลังจดบันทึกอะไรบางอย่างลงในคัมภีร์เผ่าแม่มด
ในฐานะตัวเอกของบทสนทนาในหมู่แม่มดน้อย โม่หลาน วาชิด้า และซิลฟ์ ทั้งสามคนจำต้องรับมือกับบรรดารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทักทาย
อย่างไรเสียโม่หลานก็ไม่ใช่เด็กอายุสิบสามปีจริง ๆ สถานการณ์แค่นี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยมากสำหรับเธอ
อีกอย่าง นักเรียนทั้งห้าชั้นปีในสถาบันแม่มดรวมกันแล้วก็มีแค่ร้อยห้าสิบหกคนเท่านั้น ยังน้อยกว่าจำนวนนักศึกษาในวิชาเรียนรวมสมัยมหาวิทยาลัยเมื่อชาติก่อนเสียอีก
สำหรับเธอแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ระคายผิวเลยสักนิด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะในสมองมีความทรงจำอันมหาศาลของดาวเคราะห์สีน้ำเงินบรรจุอยู่หรือเปล่า โม่หลานถึงได้ค้นพบมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าตัวเองมีความจำดีเลิศเกินคนทั่วไป
ทุกสิ่งที่เธอได้เห็นและได้ยิน จะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบันทึกไว้ในหัว เหมือนกับความทรงจำเกี่ยวกับดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ซึ่งสามารถนึกย้อนกลับมาได้ตลอดเวลา
แต่จะมีเพียงสิ่งที่เธอเคยสังเกตอย่างละเอียดเท่านั้น ถึงจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนในความทรงจำ
โม่หลานอาศัยความสามารถนี้ จดจำชื่อ ชั้นปี และสายเวทมนตร์ที่ถนัดของรุ่นพี่ทุกคนเอาไว้ได้หมด
จอมมนตรามีศักยภาพและพรสวรรค์สูงกว่าแม่มดก็จริง
แต่หากพูดถึงการวิจัยและประยุกต์ใช้เวทมนตร์สายใดสายหนึ่งโดยเฉพาะ จอมมนตราที่มีพรสวรรค์ครบทุกสายก็ใช่ว่าจะสู้แม่มดที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์สายนั้น ๆ เพียงอย่างเดียวได้
ในสายตาของโม่หลาน นี่ไม่ใช่รุ่นพี่แล้ว แต่เป็นตำราเวทมนตร์เดินได้และคลังความรู้ชัด ๆ
บนเสื้อคลุมของบรรดารุ่นพี่ชั้นปีสูง ล้วนติดเข็มกลัดสัญลักษณ์เวทมนตร์สายที่ตัวเองถนัดเอาไว้ มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที
รุ่นพี่ทุกคนที่เดินเข้ามา จะถูกโม่หลานรั้งตัวไว้เพื่อถามไถ่คำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกฝนเวทมนตร์สายนั้น ๆ อยู่สองสามประโยค
ตอนที่เพื่อนร่วมชั้นเดินเข้ามาทักทาย โม่หลานก็จะเป็นฝ่ายเรียกชื่ออีกฝ่ายก่อนเสมอ
ซึ่งล้วนเป็นชื่อที่เธอจำได้ตั้งแต่ตอนทดสอบทั้งสิ้น
เธอกระทั่งจำผลการทดสอบพรสวรรค์ของแม่มดน้อยทุกคนได้ด้วยซ้ำ
การถูกคนที่อยากทำความรู้จักจำชื่อได้ก่อน ย่อมเป็นเรื่องที่ทำให้แม่มดรู้สึกดีใจอย่างแน่นอน
ในตอนแรก แม่มดน้อยทุกคนที่ถูกเรียกชื่อก่อนล้วนรู้สึกประทับใจในตัวโม่หลานมากขึ้นเป็นกอง ต่างพากันคิดว่าตัวเองคือคนพิเศษ
แต่พอหลังจากนั้น เมื่อแม่มดน้อยทุกคนถูกเรียกชื่อจนครบ ทุกคนถึงได้รู้ว่า โม่หลานจำชื่อของแม่มดน้อยได้ทั้งหมดเลย!
“สมแล้วที่เป็นจอมมนตรา!” บรรดาแม่มดน้อยต่างพากันอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
ซิลฟ์ที่อยู่ข้าง ๆ อยากจะบอกเหลือเกินว่า ไม่ใช่จอมมนตราทุกคนจะมีความจำดีเลิศเหมือนโม่หลานหรอกนะ
ก่อนหน้านี้เธอมัวแต่กังวลกับผลการทดสอบของตัวเอง จึงจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นไม่ได้เลยสักคน
ผลการทดสอบนั้นเกินความคาดหมายของเธอไปมาก แถมเธอยังเป็นคนสุดท้ายที่เข้ารับการทดสอบ ยังไม่ทันได้ตั้งสติจากความตื่นเต้นดี ก็ถูกบรรดารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นผู้แสนกระตือรือร้นล้อมหน้าล้อมหลังเสียแล้ว
ตั้งแต่เล็กจนโต เธออาศัยอยู่ในป่าแสงดาวทางตะวันออกของดินแดนรกร้างกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่เคยเจอแม่มดน้อยรุ่นราวคราวเดียวกันเยอะขนาดนี้รวดเดียวมาก่อนเลย
ความกระตือรือร้นของทุกคนทำให้เธอทั้งรู้สึกปลื้มปริ่ม ในขณะเดียวกันก็แอบประหม่าและทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เธอไม่ได้เข้ากับคนง่ายเหมือนโม่หลาน จึงทำได้เพียงพยายามรักษาจังหวะรอยยิ้ม และตอบรับคำทักทายของแม่มดน้อยคนอื่น ๆ อย่างสุภาพและเหมาะสมที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่เธอก็มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ และอาจจะละเลยความกระตือรือร้นของทุกคนไป จึงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ส่งผลให้ใบหน้าขาวเนียนถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อ
เนื่องด้วยอิทธิพลจากโม่หลาน เธอจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจดจำลักษณะหน้าตาและชื่อของแม่มดน้อยแต่ละคนให้ได้
แต่เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก นอกจากไม่กี่คนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา เธอก็จำใครไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นคนที่ความจำดีคือโม่หลานต่างหาก ไม่ใช่จอมมนตราหรอก
ซิลฟ์หันไปมองโม่หลานที่กำลังรับมือกับสถานการณ์รอบตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พลางรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจลึก ๆ
ในระหว่างที่โม่หลานกำลังพูดคุยกับแม่มดน้อยคนอื่น ๆ เธอก็ไม่ลืมที่จะจับตามองเพื่อนจอมมนตราในรุ่นเดียวกันทั้งสองคนนี้ด้วย
ในฐานะจอมมนตราเหมือนกัน นอกจากพรสวรรค์ในการเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดแล้ว พวกเธอยังมีวัตถุแห่งพรสวรรค์ที่แม่มดน้อยคนอื่นไม่มีอีกด้วย
ในด้านการพัฒนาวัตถุแห่งพรสวรรค์ พวกเธอสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้
ตอนที่ซิลฟ์มองมา โม่หลานก็สังเกตเห็นทันที เนื่องจากพวกเธอทั้งคู่ต่างก็ปลีกตัวมาคุยกันไม่ได้ จึงทำได้เพียงยิ้มและพยักหน้าให้กันเท่านั้น
สายตาของโม่หลานอดไม่ได้ที่จะหยุดมองใบหูที่แดงก่ำของซิลฟ์อยู่ชั่วครู่
ใบหูของซิลฟ์ดูแหลมเล็กน้อย
แม่มดวิวัฒนาการมาจากการตื่นรู้ของผู้หญิงเผ่าพันธุ์มนุษย์ หูของแม่มดส่วนใหญ่จึงเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป
โม่หลานเดาว่า สายเลือดฝั่งพ่อของซิลฟ์อาจจะเป็นเอลฟ์หูแหลม หรือไม่ก็คุณแม่ของซิลฟ์เป็นแม่มดที่มีสายเลือดของเอลฟ์
เมื่อเทียบกับท่าทางขี้อายแต่ก็พยายามตอบรับความปรารถนาดีของทุกคนอย่างเต็มที่ของซิลฟ์แล้ว วาชิด้าดูจะเก็บตัวมากกว่าเยอะเลย
สองมือของเธอประสานกันแน่น พลางก้มหน้างุด
ผมสั้นสีดำปรกหน้าปรกตาบดบังใบหน้าของเธอเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงคางกลมมนครึ่งหนึ่งเท่านั้น
เดิมทีรูปร่างก็เล็กกว่าทุกคนไปหนึ่งช่วงศีรษะอยู่แล้ว พอเป็นแบบนี้ก็ยิ่งมองสีหน้าของเธอไม่ออกเข้าไปใหญ่
พอมีแม่มดน้อยเข้ามาทักทาย เธอก็ทำเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ
ดูเหมือนจะเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่โม่หลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเธอพูดคำว่า ‘สวัสดี’ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
หรือว่าจะเป็นคนกลัวการเข้าสังคมนะ?
โม่หลานรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย กำลังเตรียมจะฉวยโอกาสตอนที่รอบกายเริ่มสงบลงหันไปพูดอะไรกับเธอสักหน่อย ทว่าจู่ ๆ หอประชุมก็เงียบกริบลง
แม่มดน้อยหลายคนอ้าปากค้างแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา พวกเธอล้วนถูก ‘ปิดเสียง’ เข้าให้แล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงของคุณอามีช่าก็ดังขึ้น:
“เงียบก่อน! การปรากฏตัวของจอมมนตราคนใหม่เป็นเรื่องสำคัญมาก ฉันได้รายงานเรื่องนี้ต่อท่านจอมมนตราทั้งสามแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเป็นจอมมนตราหรือแม่มด เมื่ออยู่ในสถาบันแม่มด ทุกคนล้วนมีเพียงสถานะเดียว นั่นคือนักเรียน และหน้าที่เพียงอย่างเดียวก็คือการเรียน
หวังว่าทุกคนจะเห็นคุณค่าของเวลาห้าปีต่อจากนี้ เรียนรู้วิธีการศึกษาด้วยตัวเอง และฝึกฝนความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระให้ชำนาญ
ห้าปีนี้ จะเป็นช่วงเวลาเดียวที่พวกเธอจะได้รับการสั่งสอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ห้าปีให้หลัง ไม่ว่าผลการเรียนจะเป็นเช่นไร พวกเธอทุกคนก็ต้องก้าวออกจากสถาบัน และเริ่มต้นใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้แล้ว”
คำพูดเหล่านี้ คุณอามีช่ามักจะกล่าวซ้ำในพิธีปฐมนิเทศทุก ๆ ปี
ตัวโม่หลานเองมีความตั้งใจใฝ่เรียนรู้อย่างเต็มเปี่ยมและเตรียมใจมาพร้อมแล้ว จึงรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านี้เป็นอย่างมาก
แต่เธอก็พบว่า เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ เองก็ให้ความสำคัญกับคำตักเตือนของคุณอามีช่ามากเช่นกัน ไม่มีท่าทีเมินเฉยเหมือนนักเรียนในชาติก่อนเวลาฟังครูพูดปลุกใจเลยสักนิด
แม่มดน้อยปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนต่างก็พกพาความใฝ่ฝันถึงชีวิตในสถาบันและความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเวทมนตร์มาเต็มเปี่ยม ท่าทีแบบนี้โม่หลานยังพอเข้าใจได้
แต่แม่มดน้อยชั้นปีสูงล่ะ หลังจากได้เห็นความมหัศจรรย์ของเวทมนตร์แล้ว พวกเธอจะสามารถเอาชนะสัญชาตญาณความรักสนุกในวัยเด็ก แล้วหันมาตั้งใจเรียนได้จริง ๆ หรือ?
ขนาดผู้ใหญ่ที่เคยผ่านความยากลำบากในชีวิตมาแล้วก็ยังหนีไม่พ้นความเกียจคร้าน นับประสาอะไรกับแม่มดน้อยเหล่านี้
สถาบันแม่มดจะสามารถใช้เวลาเพียงแค่ห้าปี บ่มเพาะแม่มดน้อยที่ไม่ประสีประสาต่อโลก ให้กลายเป็นแม่มดที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถพึ่งพาตนเองและเอาชีวิตรอดได้อย่างอิสระได้จริง ๆ งั้นหรือ?