- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 3 อิสระและเสรี
บทที่ 3 อิสระและเสรี
บทที่ 3 อิสระและเสรี
แม้แม่มดจะวิวัฒนาการมาจากการตื่นรู้ของผู้หญิงเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่แนวคิดและทัศนคติกลับแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง
คุณธรรมของมนุษย์อย่างการอุทิศตนหรือการเสียสละ ไม่เป็นที่นิยมในหมู่แม่มดเลยสักนิด
สิ่งที่แม่มดศรัทธาคือความเป็นอิสระและเสรีภาพของแต่ละบุคคล
ตราบใดที่ไม่ทำลายผลประโยชน์ของแม่มดคนอื่น ความปรารถนาส่วนตัวของแม่มดถือเป็นสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใด
จุดนี้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากค่านิยมเรื่องการสืบพันธุ์ของแม่มด
แม่มดแต่ละคนจะมีลูกเพียงแค่คนเดียวตลอดชีวิต และไม่ว่าจะให้กำเนิดทายาทกับเพศผู้เผ่าพันธุ์ใด ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นแม่มดเสมอ
แต่ก็ใช่ว่าแม่มดทุกคนจะมีโอกาสได้สืบทอดทายาท
ดังนั้น จำนวนของแม่มดจึงไม่เคยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลย
หากไม่ใช่เพราะยังมีผู้หญิงเผ่ามนุษย์ที่ตื่นรู้ท่ามกลางความยากลำบากแล้ววิวัฒนาการมาเป็นแม่มดอยู่เรื่อย ๆ เผ่าพันธุ์แม่มดก็คงจะสูญพันธุ์ไปตั้งนานแล้ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ สภาแม่มดก็ทำได้เพียงแค่ประกาศใช้สวัสดิการด้านการให้กำเนิดบุตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของแม่มดน้อย
พวกเขาไม่เคยบังคับให้แม่มดต้องตั้งครรภ์เพื่อแก้ปัญหาจำนวนประชากรแม่มดเลยสักครั้ง
นับตั้งแต่จอมมนตราถือกำเนิดขึ้น แล้วจัดสรรดินแดนรกร้างให้เป็นดินแดนของเผ่าพันธุ์แม่มด ก็มีเพียงแค่เผ่าพันธุ์อื่นที่ทำพันธสัญญาแห่งดินแดนรกร้าง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่าจะไม่ทรยศต่อแม่มดและดินแดนรกร้างไปตลอดชีวิตเท่านั้น ที่สามารถเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ได้
หากละเมิดพันธสัญญาแห่งดินแดนรกร้างก็มีแต่ความตายรออยู่ เผ่าพันธุ์อื่นที่ยินยอมทำพันธสัญญานี้จึงมีไม่มากนัก
ด้วยเหตุนี้ แม่มดที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะกลับมายังดินแดนรกร้าง เพื่อเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง
แม่มดน้อยที่มีแต่แม่และไม่มีพ่ออย่างโม่หลาน ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนรกร้าง
มีแม่มดน้อยเพียงหยิบมือเท่านั้นที่เติบโตมาภายใต้การดูแลร่วมกันของทั้งพ่อและแม่
ถึงแม้จะมีแค่แม่เพียงคนเดียว แต่เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรจากสภาแม่มด ก็แทบจะไม่มีแม่มดน้อยคนไหนต้องตายก่อนวัยอันควรเลย
ทว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จำนวนของแม่มดก็ยังคงรักษาระดับไว้ได้ที่ประมาณสามหมื่นคนเท่านั้น
แม่มดรักลูกสาวของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้มองว่าลูกสาวจะต้องเป็นความรับผิดชอบของตนเองตลอดไป
แม่มดจะรับผิดชอบต่อตัวเองเท่านั้น
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงแม่มดน้อยที่อายุต่ำกว่าสิบสามปีเท่านั้นที่จะมีแม่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ
สภาแม่มดยังคอยมอบเงินอุดหนุนและให้ความช่วยเหลือด้านการเลี้ยงดูเด็กแก่คุณแม่แม่มดที่ดูแลแม่มดน้อยเป็นประจำอีกด้วย
อย่างเช่น ‘หนังสือชุดแม่มดน้อย’ ที่บ้านของเธอ ก็เป็นสิ่งที่สภาแม่มดส่งมาให้
การเข้าเรียนที่สถาบันแม่มดในวัยสิบสามปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แม่มดน้อยจะได้ก้าวไปสู่ความอิสระ
คุณแม่แม่มดจะปล่อยมือให้แม่มดน้อยออกจากบ้านไปในช่วงเวลานี้เอง
หลังจากนี้อีกห้าปี แม่มดน้อยจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์และทักษะการเอาชีวิตรอดในสถาบันแม่มด
ค่าใช้จ่ายในระหว่างที่แม่มดน้อยเข้าศึกษาที่สถาบัน สภาแม่มดก็จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเช่นกัน
หลังจากลูกสาวเข้าเรียนแล้ว คุณแม่แม่มดยังสามารถไปรับรางวัลการเลี้ยงดูบุตรจากสภาแม่มดได้หนึ่งครั้ง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ต่อไป
เมื่อเรียนจบในวัยสิบแปดปี ก็จะกลายเป็นแม่มดที่บรรลุนิติภาวะและสามารถพึ่งพาตัวเองได้แล้ว
สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตทุกอย่าง ล้วนต้องหาทางจัดการด้วยตัวเอง
เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะมีคุณพ่อจากเผ่าพันธุ์อื่นที่ยอมทำพันธสัญญาแห่งดินแดนรกร้างหรือไม่ แม่มดน้อยทุกคนก็ล้วนมี ‘คุณพ่อ’ คนเดียวกัน นั่นก็คือสภาแม่มด
ในครอบครัวแม่มด หลายครั้งที่สภาแม่มดยังมีความสำคัญมากกว่าคุณพ่อเผ่าพันธุ์อื่นเสียอีก
ค่าใช้จ่ายในการเติบโตและการศึกษาทั้งหมดของแม่มดน้อยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยบรรลุนิติภาวะตอนอายุสิบแปดปี สภาแม่มดจะเป็นคนรับผิดชอบให้ทั้งหมด
หลังจากเรียนจบจากสถาบันแม่มดในวัยสิบแปดปี แม่มดก็จะต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองแล้ว
ไม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูคุณแม่แม่มด ไม่มีความรับผิดชอบที่จะต้องตอบแทนพระคุณสภาแม่มด และยิ่งไม่ต้องอุทิศทั้งชีวิตให้กับลูกสาวในอนาคต
คงไว้ซึ่งความเป็นอิสระและเท่าเทียมอยู่เสมอ โดยไม่ถูกผูกมัดด้วยความสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
แม้ว่าเผ่าพันธุ์จะต้องสูญสิ้น แม่มดก็จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาอยู่เหนือความปรารถนาของตัวเองอย่างเด็ดขาด
นี่แหละคือแม่มดที่ตื่นรู้ขึ้นมาจากความยากลำบากและอุปสรรค โดยยึดมั่นในความอิสระและเสรีภาพเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต!
ทั้งหมดนี้ ‘หนังสือชุดแม่มดน้อย’ เล่มแรก บทที่หนึ่ง ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว
ดังนั้น ในใจของโม่หลานก็รู้ดีว่า คุณแม่ชาน่าจะไม่มีทางรอเธออยู่ที่กระท่อมไม้ในทุ่งธาราหยกตลอดไป
เธอไม่ได้เป็นแค่คุณแม่ แต่ยังเป็นตัวของเธอเองด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านในทุ่งธาราหยกหลังนี้ เดิมทีก็เป็นแค่ที่พักชั่วคราวที่คุณแม่ชาน่าเตรียมไว้เพื่อเลี้ยงดูเธอหลังจากตั้งครรภ์ ไม่ใช่บ้านของแม่มดในความหมายที่แท้จริงเลย
เป็นกระท่อมไม้ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี พอใช้เวทมนตร์ซ่อมแซมง่าย ๆ ก็ย้ายเข้ามาอยู่เลย
ทุก ๆ ปีต้องเชิญแม่มดมาใช้เวทมนตร์เสริมความแข็งแรงให้ ถึงได้ไม่พังทลายลงมา
แม้แต่เงินที่ใช้เสริมความแข็งแรงให้กระท่อมไม้ ก็ยังจ่ายด้วย ‘เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูแม่มดน้อย’ ของสภาแม่มดเลย
รอจนกว่าเธอเข้าเรียน เงินช่วยเหลือส่วนนี้ก็จะหายไป แถมคุณแม่ชาน่าก็ใช้เวทมนตร์ก่อสร้างไม่เป็น เดิมทีบ้านหลังนี้ก็คงจะอยู่ได้อีกไม่นานนักหรอก
คุณแม่ชาน่าอายุยังน้อย
สำหรับแม่มดที่มีอายุขัยเฉลี่ยตั้งแต่ห้าร้อยปีขึ้นไปแล้ว เวลาสิบสามปีในการให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูก ก็เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ในชีวิตเท่านั้น
หลังจากนี้ ชีวิตของคุณแม่ชาน่าก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ตอนนี้บ้านหลังนี้อาจจะดูเก่าไปสักหน่อย แต่ข้าวของในบ้านหลายชิ้นก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ชาน่าค่อย ๆ ซื้อหาสะสมมาตั้งแต่ตอนที่ออกเดินทางในอดีต เพื่อนำมาตกแต่งบ้านแม่มดในอนาคต
เธอเก็บรักษาไว้อย่างดี ถึงจะใช้มาหลายปีแล้ว แต่สภาพก็ยังดีอยู่มาก
คุณแม่ชาน่าตั้งใจจะเอามันไปด้วยทั้งหมด
ชิ้นไหนที่ยังชอบอยู่ก็จะเอาไปใช้ต่อ ส่วนชิ้นไหนที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่แต่ยังมีราคา ก็จะเอาไปขายในตลาดของมือสองเพื่อเปลี่ยนเป็นเหรียญทอง
จากนั้นเธอก็จะออกเดินทางต่อไป สะสมความมั่งคั่งให้ตัวเอง และเมื่อไหร่ที่อยากจะลงหลักปักฐาน ก็ค่อยหาสถานที่ที่ถูกใจ เพื่อสร้างบ้านแม่มดที่เป็นของเธออย่างแท้จริงสักหลัง...
ส่วนกระท่อมไม้หลังเล็กในทุ่งธาราหยก ก็คงจะถูกปล่อยทิ้งร้างไปอีกครั้ง
บ้านเริ่มดูโล่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เหลือเพียงแค่โต๊ะและเก้าอี้ผุพัง บรรยากาศแห่งการจากลาจึงยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
แม้โม่หลานจะรู้ดีว่า คุณแม่ชาน่าเองก็ควรจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่เธอก็ยังรู้สึกปวดใจเพราะเรื่องนี้อยู่ดี
ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือครั้งแรกในรอบสองชาติที่เธอมีครอบครัวและมีแม่
บางทีนี่อาจจะเป็นข้อเสียของการทะลุมิติมาพร้อมกับความทรงจำก็ได้ จิตใต้สำนึกของเธอยังคงเป็นมนุษย์ ไม่ได้มีความอิสระและปล่อยวางเหมือนอย่างแม่มดเลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากไม่อยากให้อารมณ์ของตัวเองไปกระทบกับคุณแม่ชาน่า โม่หลานจึงตัดสินใจเดินออกไปนอกบ้าน
เธอล้มตัวลงนอนบนผืนหญ้าใต้ร่มไม้ แล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ชาน่าที่อยู่ข้างในบ้านเห็นภาพนั้นเข้า จึงใช้ไม้กายสิทธิ์แตะเบา ๆ
ลมหายใจของโม่หลานก็ผ่อนคลายและสม่ำเสมอขึ้น
…
“โม่หลานน้อย! ตื่นได้แล้วลูก!”
เธอเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ โม่หลานลืมตาโพลงขึ้นมา พระอาทิตย์ก็ตกดินไปเสียแล้ว
“แย่แล้ว! คุณแม่คะ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
“ทุ่มนึงแล้วจ้ะ แม่ต้มน้ำให้ลูกเสร็จแล้ว รีบไปอาบน้ำเถอะ! พิธีใกล้จะเริ่มแล้วล่ะ” ชาน่าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่รีบร้อน
โม่หลานรีบวิ่งพุ่งตรงไปที่ห้องน้ำทันที
อุณหภูมิของน้ำกำลังพอดี เสื้อคลุมสถาบันของเธอก็ถูกวางไว้บนราวแขวนในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว
เธอรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็ว แล้วเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมของสถาบัน
ตอนที่เดินออกมา เส้นผมของเธอยังเปียกชุ่มอยู่เลย
พอเหลือบมองเวลา ก็เหลืออีกแค่สิบนาทีจะสองทุ่มแล้ว
“ดูแม่นะ!” ชาน่าใช้เวทมนตร์ช่วยเป่าผมของเธอให้แห้ง
จากนั้นก็หยิบเอาที่คาดผมผ้าซาตินสีดำประดับอัญมณีสีม่วงออกมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วสวมลงบนหัวของเธอ
“อืม… เอาเป็นทรงที่สองก็แล้วกัน!”
ปลายทั้งสองข้างของที่คาดผมกางออก ราวกับมือเล็ก ๆ สองข้างที่กำลังสางผมยาวของโม่หลาน ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีก็ถักเปียครึ่งหัวให้เธอเสร็จสรรพ แถมยังผูกผ้าแทรกไว้ในเส้นผมอีกด้วย
“นี่คือ…?” โม่หลานลูบพู่ห้อยที่คาดผมด้วยความสงสัย
“ที่คาดผมเวทมนตร์สุดคลาสสิกของแม่มดช่างทำผมไงล่ะ สามารถรวบผมทรงคลาสสิกได้ถึงสิบแปดทรง ทั้งสะดวกสบายและสวยงามเลยนะ
โม่หลานน้อย ยินดีด้วยที่ได้เข้าเรียนนะจ๊ะ!” ชาน่าพูดปนรอยยิ้ม
โม่หลานรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหล “ขอบคุณค่ะคุณแม่!”
ฐานะทางการเงินของคุณแม่ชาน่าไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เธอต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์มาตลอด และสิ่งของเวทมนตร์ของแม่มดก็ไม่ใช่ของราคาถูก ๆ เลย
นาฬิกาเวทมนตร์เพียงเรือนเดียวในบ้านที่ไม่ได้ถูกเก็บใส่กระเป๋าพลันส่งเสียงดังขึ้น
“ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง!”
สองทุ่มแล้ว
โม่หลานรู้สึกร้อนผ่าวที่มือขึ้นมาทันที พอมองดูก็เห็นว่าตราประทับจดหมายแจ้งการรับเข้าเรียนเริ่มเปล่งประกายแล้ว
เธอทำได้เพียงแค่รีบร้องเตือนให้คุณแม่ชาน่าอย่าลืมส่งจดหมายหาเธอ แล้วตราประทับนั้นก็นำพาตัวเธอหายวับไป
การที่ชาน่าจงใจใช้เวทมนตร์ทำให้ลูกสาวหลับสนิทมาจนถึงตอนนี้ ก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องจมอยู่กับบรรยากาศแห่งการจากลามากจนเกินไป
ลูกสาวจากไปแล้ว เธอเองก็ควรออกเดินทางต่อไปเสียที