- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 196 พู่กัน
บทที่ 196 พู่กัน
บทที่ 196 พู่กัน
“ยอมไว้ชีวิตเจ้างั้นหรือ?”
เหอผิงมองเขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าวว่า “ย่อมได้ ดูเหมือนเจ้าจะเชี่ยวชาญวิชาของสำนักเบญจหนัวและสำนักจิตรเซียนไม่น้อย ส่งมอบวิชาเหล่านี้มาให้ข้าก่อน แล้วข้าจะเก็บไปพิจารณาอีกที...”
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาขอรับ เพียงแต่...” ซือคงทุ่ย ชายชราชุดเขียวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ผู้น้อยเรียนรู้วิชาจากสำนักเบญจหนัวมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิได้รับการถ่ายทอด ‘คัมภีร์เทพสุนัข’ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ส่วนอู๋ชิ่งจู่นั้น ตอนที่เขาถ่ายทอดวิชาของสำนักจิตรเซียนให้ข้า เขาได้แอบวางอุบายประทับผนึกไว้ในจิตวิญญาณของข้า ผนึกนี้สามารถป้องกันมิให้คนนอกใช้วิชาค้นวิญญาณมาชิงความทรงจำเพื่ออ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนักจิตรเซียนได้...”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าทำไม?”
รอยยิ้มของเหอผิงพลันแข็งค้าง เจตนาฆ่าฟันพุ่งทะยาน เส้นผมและชายเสื้อโบกสะบัดส่งเสียงพรึบพรับทั้งที่ไร้ลม ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความน่าเกรงขามและกลิ่นอายอันกดดัน
“ช้าก่อน...”
ซือคงทุ่ยสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร จนขนลุกซู่เหงื่อกาฬไหลพราก เขารีบร้องขอชีวิตอีกครั้ง
“ผนึกนี้ทำได้เพียงสะกดมิให้ข้าเผยข้อมูลของสำนักจิตรเซียนออกมา แต่ผู้น้อยมีวิธีที่จะเลี่ยงผนึกนี้ได้ หากอาวุโสยินดีละเว้นชีวิตข้า ผู้น้อยรับรองว่าท่านจะได้รับวิชาที่อู๋ชิ่งจู่ถ่ายทอดให้ข้าอย่างแน่นอน”
เหอผิงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เจตนาฆ่าฟันรอบกายก็จางหายไป เขาคิดว่าซือคงทุ่ยผู้นี้น่าจะไม่ได้พูดปด
ทุกสำนักต่างย่อมมีวิธีการประทับผนึกในจิตสำนึกเช่นนี้ เพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีวิชาค้นวิญญาณเพื่อเค้นความลับอยู่มากมาย หากสำนักใหญ่ที่ถือครองเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาไม่มีมาตรการป้องกัน วิชาสายตรงของตนเองย่อมถูกคนนอกขโมยไปเป็นแน่
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดจะใช้เมล็ดพันธุ์มารกับหมิงจื่อถูแห่งสำนักว่านเซียง เพื่อชิงเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘คัมภีร์ภาพหมื่นลักษณ์พันมายา’ แต่ทันทีที่เมล็ดพันธุ์มารเข้าสู่จิตวิญญาณของหมิงจื่อถู มันก็กระตุ้นให้ผนึกที่วางไว้ตีกลับ จนเกือบจะทำให้จิตวิญญาณของหมิงจื่อถูแตกสลาย
เมล็ดพันธุ์มารสามารถช่วงชิงความทรงจำและบิดเบือนความคิดของจิตวิญญาณได้ นับเป็นยอดวิชาในการเค้นความลับและทรมานคนชั้นเลิศ ทว่าการฝังเมล็ดพันธุ์มารนั้นสร้างความเสียหายต่อจิตวิญญาณอย่างสาหัส
โชคดีที่เขาหยุดมือได้ทัน แต่จิตวิญญาณของหมิงจื่อถูก็ได้รับความเสียหายหนัก แม้เขาจะพยายามรักษาเพียงใดก็ไร้ผล
เหอผิงคร้านจะคิดมาก เขาจึงตัดสินใจผนึกจิตวิญญาณของหมิงจื่อถู ยายเฒ่าซางหลิง และจิตวิญญาณในธงมารทั้งแปดลงใน ‘บัลลังก์หมื่นมารสะท้าน’ กลายเป็นเทพมารประดับบัลลังก์ไปเสีย
และเพราะเคยได้บทเรียนจากหมิงจื่อถู เขาจึงไม่ได้ใช้เมล็ดพันธุ์มารกับสมองของซือคงทุ่ยในทันที เพราะเกรงว่า ‘แกะอ้วน’ ที่ได้มาอย่างยากลำบากตัวนี้ หากจิตวิญญาณไม่แตกสลาย เขาก็คงจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไป
“พูดมา!”
เหอผิงครุ่นคิดนับหมื่นตลบก่อนจะตวาดกร้าว ซือคงทุ่ยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เขาก้มหน้าลงแล้วกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “สำนักจิตรเซียนเคยประสบมหาภัยพิบัติสืบทอดวิชาให้คนผิดจนเกือบจะสูญสิ้น ด้วยเหตุนี้ เฮ่อเฉินจื่อจึงคิดค้นวิธีการหนึ่งขึ้นมา โดยการใช้ ‘วิชาถ่ายทอดวิญญาณ’ กับศิษย์ทั้งสองของเขา ซึ่งก็คือบรรพชนตระกูลอู๋และศิษย์อีกคนหนึ่ง”
“ผู้ที่ถูกลงผนึก ‘วิชาถ่ายทอดวิญญาณ’ หากถูกผู้อื่นค้นวิญญาณ จิตวิญญาณจะระเบิดทำลายตนเองจนสิ้นสูญไป ทว่าเรื่องนี้ยังมีช่องว่างให้เลี่ยงผนึกได้ ท่านต้องรู้ก่อนว่าหากคนของสำนักจิตรเซียนต้องการสืบทอดวิชา พวกเขาจะต้องหาศิษย์สักคน เมื่อตัดสินแล้วว่าคุณธรรมและพรสวรรค์ของอีกฝ่ายคู่ควร ก็จะใช้ ‘วิชาถ่ายทอดวิญญาณ’ ประทับผนึกลงในจิตวิญญาณของศิษย์ผู้นั้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดพันธสัญญาทางจิตวิญญาณต่อกัน”
“ภายใต้เงื่อนไขนี้ มันก็จะสามารถถ่ายทอดวิชาของสำนักจิตรเซียนทั้งหมดให้แก่ผู้นั้นได้โดยมิต้องปิดบัง และในระหว่างขั้นตอนการสอนก็มิต้องกังวลว่าจะไปกระตุ้นผนึก มิฉะนั้นผนึกนี้มิกลายเป็นสิ่งที่ทำให้วิชาของสำนักต้องขาดสะบั้นไปหรอกหรือ?”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เหอผิงก็หัวเราะในลำคอ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง เช่นนั้นตามความหมายของเจ้า คือเจ้าจะมาเป็นอาจารย์ของข้า เพื่อถ่ายทอดวิชาสำนักจิตรเซียนให้ข้าอย่างนั้นรึ?”
“ผู้น้อยมิกล้าขอรับ!”
ซือคงทุ่ยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“ความหมายของผู้น้อยคือ ให้ข้าหาศิษย์ที่มีพรสวรรค์สักคน แล้วข้าจะเป็นคนลงผนึก ‘วิชาถ่ายทอดวิญญาณ’ ใส่ศิษย์ผู้นั้น จากนั้นจึงค่อยถ่ายทอดวิชาสำนักจิตรเซียนให้เขา ท่านอาวุโสสามารถเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ในช่วงที่ข้าสอนวิชา เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถเรียนรู้วิชาของสำนักจิตรเซียนได้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย”
เหอผิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าออกมา
ซือคงทุ่ยผู้นี้นับว่าเป็นคนฉลาดไม่เบา ถึงขั้นคิดแผนการถ่วงเวลาเช่นนี้ออกมาได้
‘หึ ซือคงทุ่ยผู้นี้ช่างวางแผนได้ดีนัก หากปล่อยให้เขาไปหาศิษย์แล้วค่อยๆ สอนวิชา ไม่รู้ว่าต้องรอไปถึงปีมะโว้ชาติไหนกว่าข้าจะเรียนรู้วิชาสำนักจิตรเซียนได้สำเร็จ’
เหอผิงคำนวณในใจครู่หนึ่ง เขาก็เกิดความคิดขึ้นมา
“โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นมิอาจเลี่ยง!”
เขาสะบัดมือวูบหนึ่ง เก็บจิตวิญญาณของซือคงทุ่ยไปทันที ร่างกายของอีกฝ่ายพลันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
“ซือคงทุ่ย วิญญาณของเจ้าถูกข้าควบคุมไว้แล้ว จะเป็นหรือตายล้วนขึ้นอยู่กับความคิดของข้าเพียงหนึ่งเดียว กุญแจที่เจ้าเคยบอกว่าใช้เปิดคลังความลับวิชาคืออะไร หากไม่ยอมบอกมาตามตรง ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความรู้สึกที่เรียกว่าตายทั้งเป็นเป็นยังไง...”
จิตวิญญาณของซือคงทุ่ยสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาเคยถูกทรมานมานับครั้งไม่ถ้วนจนเข็ดหลาม จึงรีบส่งกระแสจิตตอบกลับมาทันที
“กุญแจนั่นมิใช่กุญแจจริงๆ ขอรับ แต่มันคือพู่กันด้ามหนึ่ง สิ่งนั้นอยู่ในม้วนภาพวาดที่ข้าพกติดตัวไว้ สำนักจิตรเซียนมี ‘เคล็ดแผนภาพเก็บสมบัติ’ ที่ใช้สำหรับเก็บสิ่งของหรือศาสตราวุธวิเศษโดยเฉพาะ ของที่ข้าพกติดตัวล้วนซ่อนอยู่ในภาพวิญญาณม้วนนี้ ซึ่งมันซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของผู้น้อยเอง!”
เหอผิงชี้นิ้วออกไป ม้วนภาพวาดม้วนหนึ่งก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของซือคงทุ่ย ตกลงบนฝ่ามือของเขาพอดี
เมื่อได้มาแล้ว เขาก็ส่งกระแสจิตเข้าไปในม้วนภาพวาด ภาพวาดนั้นพลันคลี่ออกเอง และมีสิ่งของหลากหลายชนิดพุ่งออกมา ‘เคล็ดแผนภาพเก็บสมบัติ’ ของสำนักจิตรเซียนสามารถเปลี่ยนภาพวิญญาณให้กลายเป็น ‘ถุงสมบัติ’ สำหรับเก็บศาสตราวุธได้
เหอผิงจำได้ว่าในนิยายเทพเซียนหลายเรื่องที่เขาเคยอ่านก่อนจะข้ามภพมา พวกผู้บำเพ็ญเพียรมักจะมีอุปกรณ์มิติสำหรับเก็บสิ่งของติดตัวอยู่เสมอ
ทว่าในโลกใบนี้ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้มีอุปกรณ์ที่สะดวกสบายเช่นนั้น นอกจากยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาจะมีวิชาของตนเองที่หลากหลาย ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปไม่ได้สะดวกเช่นนี้ ยามเดินทางจึงพกพาของติดตัวไปได้ไม่มากนัก
เพียงแต่ แต่ละสำนักก็จะมีวิธีการพิเศษเฉพาะตัว เช่น วิชามนตร์มารย้ายร่างของสำนักหุ่นเชิดเซียน สำนักสาปกระบี่ก็มีสังข์ซ่อนกระบี่สำหรับเก็บสิ่งของ ส่วน ‘เคล็ดแผนภาพเก็บสมบัติ’ ของสำนักจิตรเซียนก็นับว่าเป็นวิชาที่อัศจรรย์ยิ่งนัก
ทันทีที่ม้วนภาพวาดคลี่ออก สิ่งของกระจุกกระจิกต่างๆ ก็บินออกมา นอกจากเงินทองแล้ว ยังมีสมบัติโบราณล้ำค่าอีกนับไม่ถ้วน รวมถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งของเหล่านี้สำหรับเหอผิงแล้วนับว่าไร้ค่า เขาทำการค้นหาอย่างละเอียดอีกครั้ง จนพบ ‘ภาพร้อยภูต’ สิบแผ่น ในจำนวนนั้นเสียหายไปสามแผ่น ส่วนอีกเจ็ดแผ่นที่เหลือยังคงสมบูรณ์ดี
“ขาดไปสามแผ่น คงไม่อาจรวบรวมเป็น ‘ภาพพันวิญญาณร้อยภูต’ ได้สมบูรณ์” เหอผิงพึมพำเบาๆ
“ทว่า ‘ภาพร้อยภูต’ ทั้งเจ็ดแผ่นนี้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว แม้ข้าจะไม่ได้ใช้มัน แต่หากมอบให้พวกลูกน้องก็นับว่าไม่เลว เพราะอย่างไรเสีย ‘ภาพร้อยภูต’ นี้ ต่อให้เป็นปุถุชนที่ไม่ได้ฝึกปรือวิชาเต๋าก็ยังสามารถใช้งานได้”
นอกจากนี้ เขายังพบคัมภีร์บันทึกวิชาของสำนักเบญจหนัวอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งบันทึกวิชาที่ชื่อว่า ‘มนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลก’
เหอผิงเปิดอ่านดูคร่าวๆ ก็พบว่าวิชาของสำนักเบญจหนัวนั้นประหลาดและชั่วร้ายยิ่งนัก แม้จะบอกว่าเป็นวิชาอาคม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นวิชาคุณไสยมนต์ดำและไสยศาสตร์ยาพิษ
รากเหง้าวิชาของสำนักเบญจหนัวสืบทอดมาจากสำนักหมอผีโบราณ นับถือเทพเจ้าเก่าแก่ที่มีนามว่า ‘เทพสุนัข’ ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพองค์นี้ดังนี้
ชาวหนานเยว่เชื่อว่า ดินแดนแดนใต้ตั้งแต่อดีตกาลนั้นเต็มไปด้วยนกยักษ์สัตว์ร้าย แมลงพิษและปีศาจมากมาย เป็นพื้นที่รกร้างที่เต็มไปด้วยหนองน้ำและหมอกพิษ
ตำนานเล่าว่าชนเผ่าไป่เยว่กลุ่มต่างๆ ถูกเผ่าอื่นขับไล่มาจากแผ่นดินจงหยวนอันอุดมสมบูรณ์ จนต้องอพยพมายังแดนใต้และถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ บรรพชนไป่เยว่ต้องบุกเบิกฝ่าฟันขวากหนามและเผชิญกับความยากลำบากนานัปการ ท่ามกลางอันตรายที่คอยทำร้ายพวกเขา ในที่สุด ‘เทพสุนัข’ ก็ได้ลงมาจุติบนโลก
เทพสุนัขถือกำเนิดขึ้นในดินแดนสวรรค์สูงสุด การจุติลงมาก็เพื่อช่วยเหลือชาวไป่เยว่ เทพองค์นี้ได้ถ่ายทอดวิชาขับไล่สัตว์ร้ายและสยบภูตผีให้แก่พวกเขา ทำให้ชนเผ่าไป่เยว่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์และขยายพงศ์พันธุ์ในแดนใต้สืบต่อมาได้
เรื่องราวนี้ดูเหมือนตำนานเทพปกรณัมโบราณเสียมากกว่า แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานนับปี แต่ชนเผ่าไป่เยว่ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง
เผ่าไป่เยว่จึงจงเกลียดจงชังชาวต้าโหยวที่มาจากแผ่นดินจงหยวน พวกเขาเคารพบูชาประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของตนเองอย่างยิ่ง และปฏิเสธการติดต่อกับโลกภายนอก จนถึงปัจจุบันก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมโบราณเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ด้วยเหตุนี้ ระบบวิชาอาคมของสำนักเบญจหนัวจึงมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบของสำนักหมอผีโบราณอย่างมาก ตลอดพันปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของพวกเขาก็เน้นไปที่วิชามนต์ดำอันประหลาดตา ผสมผสานกับการเซ่นไหว้และพิธีกรรมลึกลับที่แฝงไปด้วยความพิศวงอันไร้สิ้นสุด
‘มนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลก’ นี้ ไม่ใช่วิชาที่สูงส่งอะไรในสำนักเบญจหนัว จัดว่าเป็นวิชาระดับต่ำที่ใช้ถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเท่านั้น
การฝึก ‘มนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลก’ ในช่วงเริ่มต้น ต้องหาอสรพิษที่แสนรู้มาสองสามตัว เลี้ยงดูด้วยแก่นโลหิตและโอสถ หมั่นร่ายวิชาปลุกเสกทุกวัน เมื่อเลี้ยงจนได้ที่ก็นำอสรพิษเหล่านั้นไปเผาเป็นเถ้าถ่าน ผสมเข้ากับโอสถลับ แล้วนำมาสักลงบนร่างกายของตนเอง
ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจ เพียงแค่ถอดเสื้อคลุมออกแล้วสะบัดตัววูบหนึ่ง อสรพิษยมโลกที่กลายเป็นรอยสักเหล่านั้นก็จะพุ่งออกมา พ่นควันพิษ หมอกพิษ น้ำพิษ และเพลิงพิษ เพื่อสังหารคนในพริบตา นับว่าเป็นวิชาที่อำมหิตและยากจะป้องกันอย่างยิ่ง
เหอผิงอ่าน ‘มนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลก’ อย่างละเอียดรอบหนึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
“ในอดีต ผู้น้อยก็เคยมีฉายาในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรว่า ‘ราชันย์อสรพิษยมโลก’ นับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หากไม่ใช่เพราะไปเจอเข้ากับจีชวี่จี๋ หนึ่งในเก้าผู้คุมกฎ จนอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ทั้งเจ็ดสิบสองตัวที่ข้าเพียรสร้างมาถูกทำลายไปมากกว่าครึ่ง ผู้น้อยคงไม่ถูกคนของกองปราบมารตามล่าจนสะบักสะบอมเกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้!”
ซือคงทุ่ยกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทีภาคภูมิใจ
บนร่างกายที่แก่ชราของเขา เคยมีรอยสักอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ถึงเจ็ดสิบสองตัว ทว่าวิชาอาคมที่ร้ายกาจนี้กลับถูกจีชวี่จี๋ ผู้คุมกฎหน่วย ‘โต้ว’ แห่งกองปราบมารทำลายลง
ผลลัพธ์คือ ‘มนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลก’ ที่เพียรพยายามฝึกปรือมาอย่างยากลำบากถูกทำลาย ซือคงทุ่ยสูญเสียพลังตบะไปถึงหกส่วน เขาจึงไม่ได้ทะนงตัวเหมือนแต่ก่อน เมื่อเจอคนของกองปราบมารตามล่า จึงทำได้เพียงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอย่างน่าเวทนา
เหอผิงค้นหาอีกรอบ เขาก็พบม้วนภาพวาดยาวอีกม้วนหนึ่ง ในม้วนภาพวาดนั้นวาดรูปสตรีที่ดูงดงามราวกับเทพธิดาถึงสิบเอ็ดนาง ฝีมือนั้นประณีตและเรียบง่าย ลายเส้นไหลลื่นราวกับสายน้ำและแฝงไปด้วยความมีชีวิตชีวา ยามมองดูท่วงท่ากิริยาของคนในภาพ ล้วนแต่เป็นหญิงงามล่มเมืองทั้งสิ้น
เขาพินิจดูลายเซ็นที่มุมภาพ พบว่าประทับตราเก่าแก่ของ ‘อู๋หวายหรู’ เอาไว้
“นี่คือ ‘ภาพสิบสองโฉมงาม’ คาดว่าน่าจะเป็นของทำเลียนแบบยอดฝีมือจิตรกรท่านหนึ่ง หลังจากวาดเสร็จแล้ว ก็ใช้วิชาวาดหนังมนุษย์ของสำนักจิตรเซียนมาทำการปลุกเสก จนกลายเป็นภาพวาดอัศจรรย์ม้วนนี้ สตรีที่วาดอยู่ในภาพล้วนเป็นหญิงงามจากยุคก่อน...”
ซือคงทุ่ยเริ่มอธิบายต่อว่า ในภาพนี้คือสิบสองโฉมงามในตำนานยุคบรรพกาล เรื่องราวเกี่ยวกับนางทั้งสิบสองนั้นมีความคลาดเคลื่อนและบันทึกไว้ไม่มากนัก ทราบเพียงชื่อฉายาว่า ‘สตรีฉีกแพรไหม’ ‘สตรีก้าวดอกบัว’ ‘สตรีหลอมมั่น’ ‘สตรีผู้เฝ้าโรงสุรา’ ‘สตรีแดนท้อ’ และคนอื่นๆ…
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง หากใช้วิชาลับของสำนักจิตรเซียนสวมหนังของสิบสองโฉมงามเข้าไป นั่นก็เท่ากับว่ามีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต เมื่อเผชิญกับการโจมตีที่ยากจะต้านทาน เพียงแค่สลัดหนังโฉมงามชั้นนี้ทิ้งไป ก็จะสามารถหลบหนีออกมาได้!”
ซือคงทุ่ยยังอธิบายอีกว่า เหตุใดชายชราอย่างเขาถึงต้องปลอมตัวเป็นสตรีชุดแดงอย่างน่าประหลาดใจ นั่นไม่ใช่เพราะเขาจิตวิญญาณผิดปกติแต่อย่างใด แต่มันเป็นเพราะหนังของสิบสองโฉมงามนี้คือวิธีการรักษาชีวิตอย่างหนึ่ง
“ของดี!”
เหอผิงครุ่นคิดดูแล้วก็มั่นใจว่า ‘ภาพโฉมงาม’ ที่เหลืออยู่เพียงสิบเอ็ดนางนี้ คือสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง
เขาจำได้แม่นว่า ซือคงทุ่ยเกือบจะถูกเพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้าของเขาเผาตายคามือ แต่เขารอดมาได้ก็เพราะยอมสละหนังโฉมงามไปหนึ่งแผ่น
“แม้แต่เพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้าของข้าก็ยังป้องกันไว้ได้ชั่วครู่ ‘ภาพโฉมงาม’ นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ...”
ท้ายที่สุด เขาก็หยิบพู่กันประหลาดด้ามหนึ่งขึ้นมาจากกองสมบัติ
“กุญแจที่เจ้าว่า คงจะเป็นพู่กันด้ามนี้สินะ?”