- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 193 พลานุภาพสวรรค์
บทที่ 193 พลานุภาพสวรรค์
บทที่ 193 พลานุภาพสวรรค์
สตรีชุดแดงแห่งสำนักจิตรกรเซียนใช้วิชาลับปลอมตัวเป็นภูตภาพวาด วิชาลับนี้คล้ายคลึงกับวิชาจำแลงกายเร้นลับของหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซาก แม้จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา หากไม่ระวังก็อาจถูกตบตาได้!
เจิ้งเจิ้งเจิ้ง!
นิ้วของนางกรีดกรายอย่างรวดเร็ว ดีดสายผีผาในอ้อมอกจนเกิดเป็นเสียงมารชวนลุ่มหลง ตา หู จมูก และปากของเหอผิงล้วนหลุดลอยออกไป เห็นได้ชัดว่าต้องคำสาปอันร้ายกาจเข้าแล้ว วิชาลับของสำนักจิตรกรเซียนนี้อำมหิตยิ่งนัก สามารถช่วงชิงประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้คนได้
สำหรับคนทั่วไป หากถูกชิงประสาทสัมผัสทั้งห้าไป ไร้ปากจมูกให้หายใจย่อมต้องขาดใจตาย ไร้ดวงตาและสองหูย่อมไม่ต่างอันใดกับคนตาบอดหูหนวก
ใบหน้าของเหอผิงเกลี้ยงเกลา ตา หู จมูกล้วนอันตรธานหายไป เมื่อสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้า เขาก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังใบหน้า แล้วถอยกรูดออกไป
“มนุษย์หยัดยืนในโลกหล้าด้วยใบหน้า และดำรงอยู่กลางฟ้าดินด้วยความสง่าผ่าเผย หากมนุษย์สูญเสียใบหน้าไปแล้ว จะมีหน้าอยู่ต่อไปได้อย่างไร…”
สตรีชุดแดงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เหอผิงรู้สึกปวดร้าวที่ใบหน้าอีกครั้ง วิชาอันลี้ลับนั้นยังคงสำแดงฤทธิ์ เสียง ‘แควก’ ดังขึ้น หนังหน้าทั้งแผ่นของเขาหลุดลอกออก เผยให้เห็นเนื้อหนังที่เละเทะ เลือดสดๆ หยดทะลักไม่ขาดสาย
“หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ! ฝีมือของเจ้าก็นับว่าไม่เลว น่าเสียดายที่ ‘ภาพพันวิญญาณร้อยภูต’ ของข้าหลอมสำเร็จนานแล้ว หากไร้ซึ่งพลังขอบเขตบรรลุมรรคา ต่อให้เจ้ามีวิชาพลิกฟ้าก็ยากจะหนีเคราะห์กรรมนี้พ้น!”
สตรีชุดแดงทอดถอนใจ ดวงตาคู่งามแฝงแววเวทนา ในสายตาของนาง การที่คนผู้นี้รนหาที่ตายถึงหน้าประตู ย่อมไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย
นางไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหอผิง แต่หลายปีมานี้มีผู้บำเพ็ญเพียรไม่น้อยที่แกะรอยมาถึงที่นี่เพื่อหมายตาการสืบทอดของสำนักจิตรกรเซียน ในเมื่อรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว นางย่อมไม่คิดจะออมมือ
สตรีชุดแดงเลิกคิ้วขึ้น จิตสังหารอันหนาวเหน็บเสียดกระดูกแผ่ซ่านออกจากร่าง และในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงผีผาในอ้อมอกของนางก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เจิ้งเจิ้งเจิ้ง
นิ้วทั้งสิบกรีดกราย เสียงผีผาดังรัวเร็วและโศกสลด สะกดจิตวิญญาณผู้คนพร้อมกับแฝงความระทมทุกข์ หากมีผู้ใดได้ยินเสียงผีผานี้ จิตใจย่อมสั่นคลอน โศกเศร้าอาดูรจนเกิดความเจ็บปวดที่ยากจะทานทน
ความเจ็บปวดที่ทำร้ายผู้คนนี้ราวกับไร้สรรพเสียง ทว่าก็คล้ายกับสายลมกรรโชกแรงที่พัดผ่าน จังหวะการถอยหนีของเหอผิงช้าลงไปหนึ่งจังหวะ เห็นได้ชัดว่าจิตวิญญาณของเขาก็ถูกสั่นคลอนเช่นกัน
ฟิ้วฟิ้วฟิ้วฟิ้ว!
สตรีชุดแดงสะบัดแขนเสื้อ แสงสีเทาขาวสว่างวาบ พลันกลายเป็นกระแสปราณสีเทาขาวเต็มท้องฟ้า พยายามต้อนเหอผิงให้จนมุมจากทุกทิศทาง
ภายในกระแสปราณสีเทาขาวเหล่านั้น มีใบหน้านับไม่ถ้วนกำลังบิดเบี้ยวและร้องโหยหวน เห็นได้ชัดว่าเป็นภูตภาพวาดที่หลอมขึ้นจากการรวบรวมประสาทสัมผัสทั้งห้าและจิตวิญญาณของผู้คน
เมื่อ ‘ภาพพันวิญญาณร้อยภูต’ หลอมสำเร็จ มันก็สามารถรวมตัวกันเป็นค่ายกลภูตภาพวาดได้ เมื่อสตรีชุดแดงได้รับความช่วยเหลือจากค่ายกล สัมผัสวิญญาณของนางก็เพิ่มพูนขึ้นทันที เพียงขยับนิ้ว กระแสปราณสีเทาขาวก็พุ่งเข้าพัวพันร่างของเหอผิง
แม้จะสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่สัมผัสวิญญาณของเหอผิงยังคงรับรู้ทุกสิ่งรอบตัวได้ พลังปราณอันแข็งแกร่งของเขาสั่นสะเทือนอากาศ ส่งเสียงระงมออกมา
“ก็แค่ชิงใบหน้าข้าไป อย่าได้ดูถูกข้าให้มากนัก”
เขาลูบใบหน้าของตัวเอง คล้ายกับการเปลี่ยนหน้ากาก ประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ถูกช่วงชิงไปพลันปรากฏขึ้นมาใหม่
ในพริบตานั้น เหอผิงชูนิ้วชี้ขึ้น ปราณดาบตาข่ายเร้นลับนับร้อยสายพุ่งออกไปทันที ทำลายกระแสปราณสีเทาขาวที่พันธนาการรอบกายจนแตกกระจาย
“ในเมื่อเจ้าชอบชิงประสาทสัมผัสและใบหน้าของผู้คนนัก เช่นนั้นข้าจะแถมให้เจ้าอีกสักสองสามหน้าก็แล้วกัน!”
เสื้อคลุมสีดำสะบัดขึ้น หน้ากากรูปใบหน้าคนพุ่งทะลวงออกมา นี่คือใบหน้าคนจำลองที่สร้างจากวิชาหุ่นเชิด ดูสมจริงดั่งมีชีวิต ล่องลอยไปมาในอากาศ
หากมองดูให้ดีจะพบว่า ทุกใบหน้าล้วนเป็นใบหน้าของเหอผิงเอง ใบหน้ามนุษย์ที่บางเบาราวกับหน้ากากเหล่านี้ ฉีกยิ้มหัวเราะร่วน เผยให้เห็นฟันแหลมคมเต็มปาก
สตรีชุดแดงชะงักไปเล็กน้อย ในใจตกตะลึงที่ความแปลกประหลาดในวิชาของคนผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าตนเลย
“คนผู้นี้ฝึกฝนวิชาของสำนักใดกัน วิชามารนอกรีตที่แปลกประหลาดพิสดารเช่นนี้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย…”
ใบหน้าของเหอผิงที่มีฟันแหลมคมเต็มปากเหล่านั้น พากันพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ แต่ละใบหน้าอ้าปากกว้าง กัดกินกระแสปราณสีเทาขาวรอบๆ อย่างตะกละตะกลาม
ใบหน้าประหลาดเหล่านี้พออ้าปากกว้าง พวกมันก็ดูดกลืนกระแสปราณสีเทาขาวเข้าไป ภายในปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมราวกับมีหลุมดำซ่อนอยู่ เมื่อสูดดม กระแสปราณสีเทาขาวรอบข้างก็ปั่นป่วนบ้าคลั่ง ถูกกลืนกินเข้าไปจนสิ้น
ในชั่วพริบตา กระแสปราณสีเทาขาวพลันคำรามกึกก้อง กลายเป็นเงาร่างเลือนรางนับไม่ถ้วนกวาดม้วนเข้ามา พลังอันบ้าคลั่งกวาดล้างทุกสิ่งพุ่งเข้ากระแทกใบหน้ามนุษย์ที่คล้ายหน้ากาก!
จากนั้นก็ได้ยินเพียงเสียงแตกร้าวสองสามครั้ง หน้ากากหลายใบปริแตก และระเบิดออกกลางอากาศ
กระแสปราณสีเทาขาวเหล่านั้นกลายเป็นคลื่นพลัง กวาดซัดเข้าใส่หน้ากาก พลังทั้งสองสายปะทะกันจนระเบิดตู้มใหญ่
เพียงแต่ สตรีชุดแดงสะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง แสงสีเทาก็พวยพุ่งขึ้นมาอีกระลอก เติมเต็มทุกตารางนิ้วในรัศมีหลายสิบจั้ง ราวกับนิมิตขอบเขตบรรลุมรรคา ปิดผนึกสรรพสิ่งในห้วงมิตินี้ ทำให้แม้แต่ฝุ่นละอองทุกเม็ดที่อยู่ในบริเวณนี้ต้องหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
เหอผิงคำรามลั่น ร่างของเขาก็พลันพลิ้วไหว ใช้วิชาหลบหนีของตำหนักมารสามกำเนิด วิชาหลบหนีนี้มีชื่อว่า ‘เคล็ดหลอมวิญญาณดุจปุยฝ้าย’ ร่างทั้งร่างหดเล็กลง เล็กลง และเล็กลงอีก จนกระทั่งกลายเป็นจุดสีดำเล็กๆ ก่อนจะอันตรธานหายไปจากความว่างเปล่า
ทว่าเมื่อเสียงผีผาดังขึ้นอีกครั้ง ท่วงทำนองเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ ห้วงมิติก็บิดเบี้ยว เหอผิงถูกบีบให้กระเด็นออกมา เขายังไม่ทันตั้งหลักได้มั่น เรือนแพทั้งลำก็เริ่มละลายคล้ายหิมะ หอเก๋งบนเรือพังครืนลงมา หลอมละลายกลายเป็นกองสีสันละลานตา
และในจังหวะนั้นเอง เรือลำใหญ่ก็หลอมละลายลงอย่างกะทันหัน ราวกับน้ำหมึกบนภาพวาดที่แตกกระจาย ร่างของเหอผิงก็ถูกห่อหุ้มเอาไว้ สีสันเหล่านั้นราวกับจะกลืนกินร่างของเขาให้ละลายหายไปในนั้นด้วย
สตรีชุดแดงสวมอาภรณ์สีแดงสด เส้นผมยาวสีดำขลับเกล้าไว้ด้านหลังอย่างหลวมๆ ลอยเท้าเปล่าอยู่กลางอากาศ รูปโฉมของนางงดงามยิ่งนัก หางตาที่ตกลงเล็กน้อยมีไฝเสน่ห์ประดับอยู่
เมื่อครู่นางซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่นางรำ ไม่รู้ว่าใช้วิชาใดจึงทำให้ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ยามนี้เมื่อเผยโฉมที่แท้จริง ผิวพรรณผุดผ่องดั่งไขมันแกะ คิ้วตางดงามราวกับภาพวาด ท่วงทีและเสน่ห์ของนางช่างเย้ายวนใจเป็นพิเศษ
“หากเจ้าต้องการช่วงชิงการสืบทอดของสำนักจิตรกรเซียน ข้าก็จะให้เจ้าได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเอง!”
ใบหน้าของนางปรากฏแววเย้ยหยัน เอ่ยเสียงเรียบว่า “น่าเสียดาย วิชาลับสายสำนักจิตรกรเซียนของข้า ไม่ใช่หมาแมวที่ไหนก็จะมีโอกาสรอดชีวิตไปเห็นได้…”
“เช่นนั้นหรือ?”
ทันใดนั้น มันก็มีเสียงราบเรียบดังมาจากบนท้องฟ้า
“วิชาของสำนักจิตรกรเซียน ข้าก็ได้เห็นแล้ว ดูเหมือนก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย!”
เสียง ‘ฉัวะ’ ดังขึ้นผิดปกติ ร่างของ ‘เหอผิง’ ที่ถูกก้อนดินเหนียวห้าสีห่อหุ้มไว้ระเบิดออก กลายเป็นหุ่นเชิดไม้ตัวเล็กๆ ลอยออกมา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา และหายไปใน ‘เมฆดำ’ ทะมึนแผ่นใหญ่ที่ปกคลุมท้องฟ้า สตรีชุดแดงเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปเบื้องบน
ร่างของนางสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่กลุ่มเมฆดำทะมึนนี้ได้บดบังท้องฟ้าไปกว่าครึ่ง ราวกับฝาหม้อที่คว่ำลง ปกคลุมรัศมีหลายร้อยลี้เอาไว้จนมิด
ลึกลงไปใน ‘เมฆดำ’ นั้น มีลำแสงสีทองสาดส่องลงมา ชั้นเมฆที่เกิดจากการรวมตัวของเมฆดำและปราณสังหารอัคคีเมฆดำปริแตกออกเป็นรูโหว่ หมุนวนราวกับวังวนล้อมรอบจุดศูนย์กลางนั้น หมู่เมฆโดยรอบก็แปรเปลี่ยนไป ราวกับมีกองทัพทหารม้านับหมื่นซ่อนตัวอยู่ภายในนั้น มองเห็นบัลลังก์ขนาดยักษ์ได้อย่างเลือนราง
ซึ่งบนบัลลังก์นั้น มีเงาร่างดั่งเทพมารประทับอยู่
พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างนี้ พลังอันมหาศาลจนน่าเกรงขามก็กดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับพลานุภาพสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาลเหนือคณานับได้จุติลงมาแล้ว