- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 192 สำนักจิตรกรเซียน
บทที่ 192 สำนักจิตรกรเซียน
บทที่ 192 สำนักจิตรกรเซียน
ชายชราคนแจวเรือรู้สึกตื่นตระหนกในใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำ ให้ความรู้สึกราวกับเป็นเงามืดมิดท่ามกลางความอนธการ… ร่างที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำนั้น ทอดเงาลงบนผิวน้ำเป็นสีดำสนิทเช่นกัน
ซ่าซ่า
เมื่อคลื่นน้ำบนทะเลสาบกระเพื่อมไหว เงาก็บิดเบี้ยวเสียรูปทรงและสั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกยากจะคาดเดา ราวกับไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พึงมี
ผ้าคลุมสีดำคลุมเส้นผมไว้มิดชิด แม้แต่ใบหน้าก็ถูกซ่อนเร้นไปกว่าครึ่งจนดูเลือนราง มีเพียงดวงตาที่เปล่งประกาย ในรูม่านตามีเพลิงสีเขียวมรกตสองสายกะพริบไหว
“สิ่งที่เจ้าฝึกปรือคือ ‘ภาพร้อยภูต’ วิชามารนอกรีตนี้จำเป็นต้องรวบรวมคนเป็นหนึ่งร้อยแปดคน ช่วงชิงใบหน้าและประสาทสัมผัสทั้งห้าของพวกเขา จากนั้นจึงดูดซับจิตวิญญาณมาหลอมสร้างเป็นภูตภาพวาดหนึ่งร้อยแปดตน ถึงจะสามารถบรรลุมหาวิชาร้อยภูตได้ทันที…”
การแต่งกายของเหอผิงในยามนี้ ราวกับผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตายในยุคโบราณ ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความลี้ลับที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้
เขาจงใจส่งคนไปสืบสวนจนพบว่าเกาะกลางแม่น้ำนั้นมีปัญหาซ่อนอยู่ ที่แท้ในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา บริเวณรอบทะเลสาบผิงยางที่มีเกาะกลางแม่น้ำเป็นศูนย์กลาง มักเกิดคดีนักท่องเที่ยวและเรือสูญหายอยู่บ่อยครั้ง
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน หากไม่ใช่เพราะเกาะกลางแม่น้ำมีปัญหา มันก็ต้องเป็นเพราะคนของสำนักจิตรกรเซียนยังคงกบดานอยู่บนเกาะแห่งนั้น
หลังจากได้ ‘พู่กันฝันกวางกล้วย’ และหนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาดมาครอบครอง เขาก็ไม่ได้รีบร้อนไปสืบสวนที่เกาะกลางแม่น้ำ ด้านหนึ่งเป็นเพราะสืบทอดของสำนักจิตรกรเซียนไม่ใช่เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา มันจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแย่งชิง อีกด้านหนึ่งเขาก็สงสัยว่านี่อาจเป็นกับดักของสำนักจิตรกรเซียน ที่จงใจล่อลวงพวกโง่เขลาที่ละโมบในมรรคาให้ขึ้นเกาะไปรนหาที่ตาย
“เพื่อความปลอดภัย หาตัวตายตัวแทนขึ้นไปลองเชิงดูก่อนจะดีกว่า ทำให้ดูจงใจสักหน่อย ขึ้นเรืออย่างเอิกเกริก…”
เขาขอยืมตัวนักโทษสองคนมาจากจวนที่ว่าการเจ้าเมือง ฝังเมล็ดพันธุ์มารสองสายลงไป ใช้วิชาลวงตาสลับกลับตาลปัตรทำให้ความทรงจำของทั้งสองสับสน ทำให้นักโทษคนหนึ่งคิดว่าตนเองคือเหอผิง ส่วนอีกคนปักใจเชื่อว่าตนเองคือหลิ่วอวี้
จากนั้นเขาก็ยัดเยียดความทรงจำที่เกี่ยวข้องให้กับ ‘เหอผิง’ และ ‘หลิ่วอวี้’ แล้วส่งทั้งสองไปที่บริเวณทะเลสาบผิงยาง เพื่อให้พวกเขาหาเรือขึ้นเกาะ
‘เหอผิง’ และ ‘หลิ่วอวี้’ แต่งกายเป็นบัณฑิตท่องตำรา เดินหาคนแจวเรือที่เต็มใจพาพวกเขาสองคนขึ้นเกาะกลางแม่น้ำไปทั่วชายฝั่ง ทั้งยังปล่อยข่าวว่าจะไปเยี่ยมชมบ้านเก่าของอู๋ชิงเซิ่งบนเกาะ
การกระทำที่เอิกเกริกเช่นนี้ หากคนของสำนักจิตรกรเซียนได้รับรู้ จะต้องมีคนลงมืออย่างแน่นอน
ผลเป็นไปตามคาด ‘เหอผิง’ และ ‘หลิ่วอวี้’ หาชาวประมงและคนแจวเรือหลายคน กลับพบว่าพวกเขาล้วนไม่ยินยอมไปที่เกาะกลางแม่น้ำ เป็นเพราะเกาะเล็กๆ แห่งนั้นมีข่าวลือประหลาดมากมาย และเคยมีคนสูญหายบนเกาะด้วย
ชาวประมงและคนแจวเรือในบริเวณใกล้เคียงล้วนรู้ถึงความผิดปกติ ต่อให้ทั้งสองจะเสนอเงินทองก้อนโตให้ มันก็ไม่มีใครยอมรับส่งพวกเขาสองคนไปที่เกาะ
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งวัน มีคนแจวเรือชราคนหนึ่งมาหาพวกเขาด้วยตนเอง กล่าวว่าขอเพียงราคาสมน้ำสมเนื้อ เขาก็ยินดีจะเสี่ยงอันตรายส่งพวกเขาทั้งสองไปที่เกาะ...
“ด้วยความสามารถของเจ้า เดิมทีไม่จำเป็นต้องเฝ้าเกาะกลางแม่น้ำแห่งนี้เลย ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ด้วยวิชามารของเจ้า สามารถไปมาได้อย่างอิสระ หากต้องการฝึกวิชาเหตุใดต้องทนเฝ้าเกาะแห่งนี้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะมีปัญหาจริงๆ... หึ การสืบทอดของสำนักจิตรกรเซียนอยู่บนเกาะแห่งนี้จริงๆ สินะ!”
พอเขากล่าวจบ ชายชราคนแจวเรือก็รู้ทันทีว่าท่าไม่ดี จู่ๆ เขาก็ยื่นมือไปตบแผ่นกระดานเรือ ตัวเรือพลันสั่นสะเทือน โครงกระดูกควันที่ก่อตัวจากควันดำนับสิบสายก็ลอยออกมา ส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับภูตผี พุ่งเข้าใส่เหอผิงอย่างดุเดือด
ในเวลาเดียวกัน ชายชราคนแจวเรือก็ประสานมุทรา เรือไม้ลำเล็กนี้ราวกับพับขึ้นจากกระดาษ มันยุบตัวลงบนผิวน้ำในพริบตา กลายเป็นม้วนภาพสีน้ำหมึก ห่อหุ้มร่างกายของเขาแล้วเก็บเข้าไป จากนั้นก็แหวกอากาศบินหนีไป
“ลูกไม้ตื้นๆ!”
เหอผิงคร้านจะพูดพร่ำทำเพลง เขาใช้ฝ่ามือตบโครงกระดูกควันจนแตกซ่านไปก่อน ชายเสื้อคลุมขยายใหญ่ขึ้นทันตา ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างฉับพลัน กลายสภาพเป็นเมฆดำทะมึนครอบคลุมลงมา ม้วนภาพนั้นบินไปได้เพียงครึ่งทางก็ถูกเมฆดำที่เกิดจากเสื้อคลุมห่อหุ้มไว้ และถูกเงาที่แนบติดอยู่ดูดกลืนเข้าไป
“กลับมา”
เขายื่นมือไปดึง เมฆดำกลุ่มนั้นก็ม้วนตัวกลับมา และคืนสภาพเดิมอีกครั้ง
“ซ่อนอยู่ในภาพวาดงั้นรึ?”
เหอผิงสะบัดม้วนภาพ ร่างของชายชราคนพายเรือก็กลิ้งตกลงมาจากข้างใน ถูกสัมผัสวิญญาณขุมหนึ่งผนึกไว้กลางอากาศ ชายชราคนแจวเรือเองก็รู้ตัวว่าเจอเข้ากับยอดฝีมือร้ายกาจเข้าแล้ว เขาจึงรีบส่งเสียงร้องขอชีวิต
“ผู้อาวุโสไว้ชีวิตด้วย! โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“จะไว้ชีวิตเจ้าก็ได้ แต่ว่า…”
เหอผิงกำลังจะเอ่ยปาก เปลวเพลิงสีเขียวมรกตในดวงตาก็เต้นเร่าสองสามครั้ง สีหน้าเปลี่ยนไป และจู่ๆ ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา
“วิธีการยอดเยี่ยมดี แต่ถ้าคิดจะหลอกลวงข้า มันก็ออกจะมักง่ายไปหน่อย” สัมผัสวิญญาณของเขาเพียงแค่สั่นไหวเล็กน้อยกลางอากาศ ก็บีบขยี้ร่างของชายชราคนแจวเรือจนแหลกสลาย ทว่าพอ ‘ร่างกาย’ นี้แหลกสลายไป กลับกลายเป็นเศษกระดาษหลายแผ่นปลิวว่อน
“วิชาพู่กันเนรมิตบุปผาของสำนักจิตรกรเซียน ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ หากไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ยากที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างภูตภาพวาดเหล่านี้กับคนจริงๆ ได้!”
วิชาของสำนักจิตรกรเซียนนั้นแปลกประหลาดและมหัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนกที่วาดขึ้นด้วยวิชาพู่กันเนรมิตบุปผา ล้วนไม่มีความแตกต่างจากของจริงมากนัก ‘ภูตภาพวาด’ ที่ถูกปลุกด้วยวิชาลับของสำนักสามารถปลอมตัวเป็นคนเป็นได้ ยอดฝีมือวิชาเต๋าทั่วไปก็ไม่อาจมองเห็นช่องโหว่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าหลังจากบรรลุมรรคาแล้ว พลังตบะได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด จึงจะสามารถมองทะลุถึงความเปลี่ยนแปลงระหว่างความจริงและภาพลวงตาได้
เหอผิงถือม้วนภาพนั้นไว้ในมือ เขารู้ว่าม้วนภาพนี้ก็คือ ‘ภาพร้อยภูต’ ของสำนักจิตรกรเซียน ทว่า ‘ภาพร้อยภูต’ ม้วนนี้ยังไม่ถูกหลอมสร้างจนสมบูรณ์ ยังขาดจิตวิญญาณอีกสิบกว่าดวง
“ชือซินจื่อเคยกล่าวไว้ว่า ในบรรดาวิชาที่มีชื่อเสียงของสำนักจิตรกรเซียน มันก็มี ‘ภาพร้อยภูต’ อยู่ด้วย หากต้องการหลอมสร้าง ‘ภาพร้อยภูต’ นี้ จำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณหนึ่งร้อยแปดดวง หากสามารถหลอมสำเร็จสิบภาพ ก็จะเปลี่ยนจากร้อยภูตเป็นพันภูต ควบแน่นกลายเป็น ‘ภาพพันวิญญาณร้อยภูต’ อานุภาพคงจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น”
เมื่อครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ใจเขาก็กระตุกวูบ
“คนที่ควบคุมชายชราคนแจวเรือผู้นั้น น่าจะเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของสำนักจิตรกรเซียน คนผู้นี้ได้วางข้อห้ามไว้ใน ‘ภาพร้อยภูต’ ม้วนนี้ และได้กักขังภูตภาพวาดตนหนึ่งไว้ข้างใน ปล่อยให้มันจำแลงกายเป็นรูปลักษณ์ของชายชราคนแจวเรือ”
“วิชาภูตภาพวาดคือการช่วงชิงใบหน้าและประสาทสัมผัสทั้งห้าของคนเป็น เพื่อหลอมคนในภาพวาดให้มีรูปร่างเหมือนคนเป็น หากคนที่ควบคุม ‘ภาพร้อยภูต’ จงใจบิดเบือนเจตจำนงของภูตภาพวาด ภูตภาพวาดตนนี้ก็จะหลงคิดว่าตนเองเป็นคนเป็น”
“ชายชราคนแจวเรือผู้นี้ดูเหมือนจะคิดว่าตนเองได้รับสืบทอดจากสำนักจิตรกรเซียน เขาจึงคอยล่อลวงนักท่องเที่ยวและผู้คนบนเรือในบริเวณใกล้เคียงเกาะกลางแม่น้ำ เมื่อสังหารแล้วก็นำมาหลอมเป็นภูตภาพวาด ทว่าแท้จริงแล้วกลับกำลังทำประโยชน์ให้กับเจ้านายของตนเองอยู่…”
ความคิดของเหอผิงแล่นอย่างรวดเร็ว และคิดแผนการขึ้นมาได้อีก
“คนผู้นี้อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจวางแผนการนี้ขึ้นมา แล้วจะทอดทิ้ง ‘ภาพร้อยภูต’ ไปได้อย่างไร ‘ภาพร้อยภูต’ ม้วนนี้จะต้องถูกลงวิชาที่สามารถเรียกเก็บได้ตลอดเวลาเป็นแน่ รอข้าฝังเมล็ดพันธุ์มารลงใน ‘ภาพร้อยภูต’ แล้วค่อยปล่อยให้มันถูกเรียกตัวไป จากนั้นข้าก็แค่ตามรอยเมล็ดพันธุ์มารในม้วนภาพวาดนี้ไป การจะหาตัวคนผู้นี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว”
เขาฝังเมล็ดพันธุ์มารลงไป แล้วโยน ‘ภาพร้อยภูต’ ขึ้นไปในอากาศ ม้วนภาพลี้ลับนี้ปลิวไปตามสายลม คลี่ออกด้วยตัวเอง ก่อนจะสั่นไหวในอากาศ และหายวับไปราวกับหลอมละลายไปในอากาศ
…
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนสายแม่น้ำย่อยของแม่น้ำหลีเจียงทางตอนบนของทะเลสาบผิงยาง ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ เรือสำราญสามชั้นที่ประดับด้วยโคมหลิวหลีเต็มลำกำลังแล่นไปบนผิวน้ำ
เกลียวคลื่นบนแม่น้ำม้วนตัวเป็นระลอก บนเรือประดับประดาด้วยโคมไฟและริ้วผ้า ภายในเรือสำราญมีเสียงดนตรีบรรเลงประสานเสียงร้องรำทำเพลง มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังแว่วมาเป็นระยะ
เรือสำราญสามชั้นลำนี้ใหญ่กว่าเรือสำราญทั่วไปถึงหนึ่งเท่าตัว เรือลำนี้ต้องถูกสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษอย่างแน่นอน รูปทรงของมันถูกเลียนแบบมาจากเรือสำราญหอนางโลมบนแม่น้ำป่ายหยางในเมืองนครหยกขาวที่เฟื่องฟูไปด้วยธุรกิจหญิงคณิกาอย่างเห็นได้ชัด
บนดาดฟ้าเรือมีการสลักเสลาลวดลายวิจิตรตระการตา เรือสำราญทั้งสามชั้นล้วนมีฝีมือช่างที่ไม่ธรรมดา โคมแดงหลิวหลีแต่ละดวงที่แขวนอยู่บนเรือ ทำให้ตัวเรืออาบย้อมไปด้วยสีแดงงดงามตระการตา ส่วนความยิ่งใหญ่อลังการบนเรือนั้นก็เว่อร์วังจนเกินจริง แสดงให้เห็นถึงความหรูหราฟุ่มเฟือย
“วันนี้เป็นวันเกิดของเยี่ยนผู้นี้!” บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มีชายร่างใหญ่หนวดเคราครึ้มนั่งอยู่ เขาสวมชุดผ้าไหมหรูหรา แต่งกายคล้ายกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งในแถบสองลุ่มน้ำ “การที่แขกผู้มีเกียรติทุกท่านยินดีขึ้นเรือมาร่วมงานเลี้ยง นับเป็นการให้เกียรติเยี่ยนผู้นี้อย่างยิ่ง!”
ชายฉกรรจ์ที่แต่งกายเยี่ยงพ่อค้าผู้มั่งคั่งผู้นี้หัวเราะอย่างเบิกบานใจ ในมือประคองจอกสุรา นั่งอยู่บนตำแหน่งเจ้าภาพของเรือสำราญ ด้านข้างยังมีหญิงคณิกาหน้าตาสะสวยสวมชุดหรูหราประดับไข่มุกคอยปรนนิบัติอยู่หลายนาง
“มาๆๆ พวกเรามาดื่มกันให้หนำใจสักสามจอกก่อน”
เขายกจอกสุราขึ้นหันไปทางบรรดาแขกเหรื่อ แขกเหล่านั้นก็รีบผุดลุกขึ้น ยกจอกสุราขึ้นตอบรับอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเอง คนที่แต่งกายเป็นเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่ง ก็ก้าวเท้ายาวๆ รวดเร็วปานลูกธนูจากด้านข้าง พุ่งพรวดเข้ามาข้างกายพ่อค้าผู้มั่งคั่ง แล้วกระซิบกระซาบที่ข้างหูของเขา
พ่อค้าผู้มั่งคั่งอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เขาวางจอกสุราลง บรรดาแขกที่นั่งอยู่ต่างก็เผยสีหน้าสงสัยออกมา
“ทุกท่าน ข้าต้องขออภัยจริงๆ เยี่ยนผู้นี้ยังมีธุระด่วนต้องไปจัดการ ขอตัวลุกจากโต๊ะไปก่อน”
เศรษฐีแซ่เยี่ยนถอนหายใจในใจ หันหลังเตรียมจะจากไป บรรดาแขกเหรื่อต่างพาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง แม้แต่นักดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ด้านข้างก็หยุดชะงัก
“ไม่อนุญาตให้ไป!”
จู่ๆ เสียงอันแหลมคมราวกับเสียงนกแสกก็ดังขึ้น ชั่วขณะที่เสียงนี้ดังขึ้น ทุกคนต่างใจสั่นสะท้าน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเงาดำที่สวมผ้าคลุมปรากฏตัวขึ้นบนดาดฟ้าเรือ
“มีแขกมาเยือนถึงประตู เจ้าบ้านจะหลีกหนีไม่ยอมพบหน้าได้อย่างไร!”
เหอผิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะแสยะยิ้มและส่งเสียงหัวเราะพิลึกพิลั่นออกมา การกระทำเช่นนี้เขาเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง สวมบทบาทได้แนบเนียนเข้าถึงแก่นยิ่งกว่าพวกมารเฒ่าที่อยู่มานานปี หรือพวกมารนอกรีตฝ่ายอธรรมเสียอีก พอเสียงหัวเราะนี้ดังขึ้น แขกเหล่านั้นก็รู้ทันทีว่ามีผู้มาเยือนที่ไม่ประสงค์ดีมาเยือนแล้ว ต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว
พ่อค้าผู้มั่งคั่งคนนั้นโยนจอกสุราในมือทิ้ง จอกสุราเคลือบทองตกแตกกระจายบนดาดฟ้า
“บรรเลงเพลงต่อไป ร่ายรำต่อไป อย่าหยุด!!!”
เขาเหยียบเท้าลงบนโต๊ะ คำรามลั่นราวกับสิงโตที่กำลังโกรธเกรี้ยว กลับสามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้อีกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงแขกเหรื่อ แม้แต่นักดนตรีที่ถือเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดต่างก็มองหน้ากันไปมา ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงขึ้นอีกครั้ง
“แขกผู้มาเยือนท่านนี้ เยี่ยนผู้นี้ไปล่วงเกินท่านที่ใด รบกวนช่วยชี้แนะด้วย?”
เศรษฐีแซ่เยี่ยนประสานมือคารวะ กำลังจะถามหาเหตุผลจากชายชุดดำลึกลับผู้นี้ จู่ๆ เพลิงมารสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เผาผลาญเขาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
“เกมเล่นขายของสนุกมากหรือ?”
เหอผิงแค่นยิ้มเย็นชา
“แต่ข้าไม่มีอารมณ์จะเล่นกับเจ้าหรอก…”
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง เพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้าก็ลุกโชนขึ้นบนเรือ แขกเหรื่อและนักดนตรีที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างกรีดร้องโหยหวน พอถูกเปลวไฟแผดเผา แต่ละคนก็กลับคืนร่างเป็นมนุษย์กระดาษแผ่นบางๆ ส่งเสียงร้องโหยหวนแปลกประหลาด ก่อนจะถูกเพลิงมารแผดเผาจนกลายเป็นขี้เถ้ากระดาษ
ที่แท้บนเรือสำราญอันหรูหราลำนี้ก็ไม่มีคนเป็นอยู่เลยสักคนเดียว แขกผู้มั่งคั่ง แขกเหรื่อ นักดนตรี และข้ารับใช้บนเรือ ล้วนถูกสร้างขึ้นจากวิชาภูตภาพวาดทั้งสิ้น ความหมายของการมีอยู่ของเรือลำนี้ ก็เป็นเพียงการปลอมแปลงอันแยบยลชั้นหนึ่งเท่านั้น!
“ละครฉากนี้เล่นจบแล้วสินะ?”
เหอผิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มดูคล้ายเย้ยหยันคล้ายประชดประชัน ชวนให้ใจสั่นสะท้าน
“ตัวจริงก็ควรจะออกมาได้แล้ว…”
ทันทีที่เขากล่าวจบ เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นที่ข้างหู
“วสันต์ก่อกำเนิดสรรพสิ่งแต่อนงค์มิอาจก่อเกิด ยิ่งแค้นเคืองกลิ่นหอมของวิญญาณที่มิได้พานพบ…”
ในขณะที่เหอผิงเตรียมจะจุดไฟเผาเรือสำราญสามชั้นลำนี้ เสียงทอดถอนใจอันแสนเศร้าสร้อยก็ดังมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้ โดยไม่มีลางบอกเหตุใดๆ เสียงร้องเพลงราวกับบทกลอนนี้ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน คิ้วของเหอผิงขมวดเข้าหากันแน่น ราวกับเผยสีหน้าเจ็บปวดออกมา
ใบหน้าทั้งหมดของเขาคล้ายถูกพลังลี้ลับบางอย่างดึงทึ้ง หู ตา จมูก ปาก ประสาทสัมผัสทั้งห้านี้ ราวกับจะหลุดลอยออกจากใบหน้าของเขา แล้วโบยบินออกไปจากโฉมหน้า
“ช่วง...ช่วงชิงใบหน้าคน... ‘ภาพพันวิญญาณร้อยภูต’... เจ้าหลอมสร้างมันสำเร็จแล้วรึ?”
ริมฝีปากของเหอผิงที่ปลิวออกไป ขยับเปิดออกกลางอากาศ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ที่ด้านหลังของเขา สตรีในชุดแดงนางหนึ่งสะบัดมือ คลื่นพลังก็กระแทกสลายเปลวเพลิงบนร่างจนหมดสิ้น นางโอบกอดผีผาไว้แนบอก ดีดเบาๆ ก่อนจะพลิกมือดีดสายผีผา
ท่ามกลางเสียงสายผีผาอันไพเราะดัง ‘เจิ้ง’ กังวาน ในพริบตาต่อมา ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเหอผิง... ทั้งจมูก ตา และหู ก็ถูกช่วงชิงไปอย่างกะทันหัน ใบหน้าทั้งหมดกลายเป็นโล้นเตียน แปรเปลี่ยนเป็นหน้ากระดานสีขาวเรียบเนียน