- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 189 ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’
บทที่ 189 ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’
บทที่ 189 ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’
องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือนายเหนือหัวผู้อยู่เบื้องหลังนิกายลับบูรพา!
หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมต้องกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนไปทั้งราชสำนักอย่างแน่นอน
ทว่าเหอผิงได้เตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว เขาจึงไม่ได้ตกตะลึงจนเกินไปนัก แน่นอนว่าภายนอกเขายังคงแสร้งทำน้ำเสียงตกใจอย่างสุดขีดพลางเอ่ย “วังสวรรค์บูรพา หรือว่า... นายเหนือหัวของนิกายลับบูรพาของเรา ก็คือบุคคลในวังผู้นั้น?”
“ระวังคำพูดด้วย!”
จินเย่าขงเชวี่ยรีบกล่าว “สถานะของท่านผู้นั้น ห้ามรั่วไหลออกไปเด็ดขาด โม่ซิวหลัว เจ้าต้องจำข้อนี้ไว้ให้ขึ้นใจ”
“ผู้ใต้บังคับบัญชารับทราบขอรับ”
เหอผิงรู้ดีว่าการพูดประโยคนี้ในเวลานี้ ย่อมทำให้ได้รับความไว้วางใจจากสตรีผู้นี้ได้ง่ายกว่าคำพูดไร้สาระอื่นใด
“เจ้าเป็นคนฉลาด ไม่จำเป็นต้องให้ข้าคอยเตือน รู้ไว้ก็พอแล้ว”
เวลานี้จินเย่าขงเชวี่ยก็ผ่อนน้ำเสียงลง กล่าวอย่างไม่เร่งร้อนว่า “การมีอยู่ของนิกายลับบูรพา ก็เพื่อให้ท่านผู้นั้นได้ขึ้นครองราชบัลลังก์โดยเร็ว กำจัดผู้ที่เป็นเสี้ยนหนามทั้งในและนอกราชสำนัก กวาดล้างความเสื่อมโทรมที่สะสมมานาน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น ฟื้นฟูการปกครอง... ถูกต้องแล้ว นิกายของเราก่อตั้งขึ้นเพื่อกวาดล้างอุปสรรคและบรรลุเป้าหมายเหล่านี้นั่นเอง”
เมื่อนางกล่าวถึงตรงนี้ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา โดยบอกว่าความจงรักภักดีของ ‘โม่ซิวหลัว’ นั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และตัวนางเองก็มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนเขา
“หลายปีมานี้ เจ้าได้สร้างความดีความชอบให้แก่นิกายลับบูรพาไว้ไม่น้อย เมื่อมีความดีความชอบก็ย่อมต้องมีรางวัล ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง ทางเลือกแรกคือให้ข้าหรืออินต๋าหลัวฝัง ‘เคราะห์ทารกโลหิต’ ให้แก่เจ้า นี่คือเคล็ดวิชาลับอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตระกูลโหยวของพวกเรา”
จากนั้นนางก็อธิบายถึงสรรพคุณวิเศษของ ‘เคราะห์ทารกโลหิต’ ว่า ‘เคราะห์ทารกโลหิต’ เป็นเคล็ดวิชาลับที่ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวใช้ ‘เคล็ดวิชากายาเร้นลับ’ ของตำหนักมารสามกำเนิดเป็นแกนกลาง รวบรวมแก่นโลหิตของเก้าเผ่าพันธุ์ปีศาจใหญ่ใต้ภพเหวลึกมาหลอมรวมโดยเฉพาะ
เก้าเผ่าพันธุ์ปีศาจใหญ่ในภพเหวลึก ประกอบด้วยสายเลือดของปีศาจทรงพลังทั้งเก้าชนิด ได้แก่ หมาป่าเขียวกลืนจันทร์ ปีศาจภูผาหยินเร้นลับ ค้างคาวกระดูกผี โห่วสยบธารา[1] นกเขาถอดวิญญาณ แรดเกราะหนา และอื่นๆ
ยอดฝีมือของตระกูลโหยว ล้วนสามารถหลอมรวม ‘ทารกโลหิต’ ไว้ในร่างกาย และถ่ายทอด ‘ทารกโลหิต’ เข้าสู่ร่างผู้อื่น ซึ่งสามารถมอบมหาอิทธิฤทธิ์ทางสายเลือดของเก้าเผ่าพันธุ์ปีศาจใหญ่นี้ให้แก่ผู้นั้นได้
หลังจากถูกปลูกฝังทารกโลหิตแล้ว จะสามารถสลับสับเปลี่ยนระหว่างร่างปีศาจและร่างมนุษย์ได้อย่างอิสระ และได้รับพรสวรรค์อิทธิฤทธิ์ของเผ่าพันธุ์ปีศาจอย่างครบถ้วน
ทว่านี่ก็ยังไม่ใช่จุดที่โดดเด่นที่สุดของ ‘เคราะห์ทารกโลหิต’ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมันอยู่ที่ ตราบใดที่ถูกปลูกฝังทารกโลหิต ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกปรือเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา หรือผู้บำเพ็ญเพียรที่เริ่มต้นจากวิชามารมารนอกรีต ล้วนสามารถหลุดพ้นจากผลกระทบของการบิดเบือนและแปดเปื้อนจากมรรคาสวรรค์ได้
“นั่นก็หมายความว่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกวิชามารนอกรีตเช่นข้า ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าเวลาฝึกปรือจะเกิดธาตุไฟเข้าแทรก จนกลายร่างเป็นอสูรวิปริตไปอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว”
จินเย่าขงเชวี่ยพยักหน้ารับอย่างพอใจกับการคาดเดาของเขา “นี่เป็นข้อแรก ข้อที่สองคือ เคราะห์ทารกโลหิตสามารถขจัดผลเสียต่างๆ ที่เกิดจากการฝึกวิชามารนอกรีตได้ กล่าวคือมันสามารถลบล้างผลข้างเคียงในระหว่างกระบวนการฝึกปรือของตนเอง ผู้ฝึกวิชามารนอกรีตบางคนเมื่อฝึกฝนไปนานเข้าอาจหลงผิด หรือเกิดธาตุไฟเข้าแทรก แต่หลังจากปลูกฝังทารกโลหิตแล้วก็ยังสามารถช่วยชีวิตกลับมาได้”
เมื่อเหอผิงได้ฟังถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“ทว่าทารกโลหิตก็ใช่ว่าจะทำได้ทุกสิ่ง วิชานี้ยังมีข้อจำกัดแต่กำเนิดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือหลังจากปลูกฝังทารกโลหิตแล้ว ขอบเขตพลังตบะจะไม่มีวันทะลวงขึ้นไปได้อีก อย่างน้อยสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเช่นเจ้า หลังจากปลูกฝังทารกโลหิตแล้ว ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่สามารถบรรลุมรรคาได้”
เมื่อเหอผิงได้ฟังดังนั้น เขาก็อดขมวดคิ้วและเริ่มครุ่นคิดไม่ได้
‘ปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวสมกับที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับเซียนปฐพี การที่เขาใช้เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอย่าง ‘เคล็ดวิชากายาเร้นลับ’ มาคิดค้น ‘เคราะห์ทารกโลหิต’ ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก... หลังจากปลูกฝังทารกโลหิตแล้ว ต่อให้ไม่สามารถบรรลุมรรคาได้ แต่แค่การสามารถขจัดอันตรายแฝงจากการฝึกวิชามารนอกรีตได้ นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ฝืนลิขิตสวรรค์มากแล้ว!’
เมื่อจินเย่าขงเชวี่ยเห็นเขานิ่งเงียบไป นางก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองแต่อย่างใด นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าต้องเลือกเส้นทาง ‘เคราะห์ทารกโลหิต’ เสียหน่อย เพราะอย่างไรเสียนี่ก็เท่ากับการตัดอนาคตของผู้คน ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกแล้วว่านอกจากเคราะห์ทารกโลหิต เจ้ายังสามารถเลือกอีกทางเลือกหนึ่งได้ นั่นคือการทำงานรับใช้นิกายลับบูรพาต่อไป จนกว่าเจ้าจะสร้างความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ถึงตอนนั้นก็จะสามารถถ่ายทอดเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาให้เจ้าได้สักม้วน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกตามธรรมชาติ”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาขอเลือกทางที่สองขอรับ”
เหอผิงแสร้งทำเป็นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกเส้นทางที่สอง
“ย่อมได้!”
จินเย่าขงเชวี่ยเองก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
“ทว่าเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานั้นล้ำค่าเพียงใด ต่อให้เป็นข้าเองก็ไม่อาจถ่ายทอดให้ใครพร่ำเพรื่อได้ ความดีความชอบของเจ้าในตอนนี้พอมีอยู่บ้าง เมื่อพิจารณาถึงความสำเร็จในการฝึกวิชาเชื่อมศพของเจ้า ข้าจะเป็นคนตัดสินใจ ถ่ายทอดเศษเสี้ยวของ ‘คัมภีร์สละร่างเชื่อมศพ’ ให้เจ้าอีกส่วนหนึ่งก็แล้วกัน”
เหอผิงรีบแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งไม่หยุดปาก
จินเย่าขงเชวี่ยค่อนข้างพอใจกับท่าทีของเขาเช่นกัน
“การที่เจ้ามีใจมุ่งมั่นในมรรคาวิถีย่อมเป็นเรื่องดี แต่ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะถามเจ้า เจ้าฝึกปรือ ‘คัมภีร์สละร่างเชื่อมศพ’ จนเกิดความเข้าใจ และได้รับวิชาร้ายกาจอื่นๆ มาจากมันใช่หรือไม่ ผีเจี๋ยลัวแม้อายุยังน้อย แต่ก็มุ่งมั่นฝีกปรือเคล็ดดาบอัสนีอัคคีมาตั้งแต่เด็ก ตบะฝีมือก็ไม่ธรรมดา หากวันหน้าฝีมือรุดหน้ากว่านี้ แล้วหันไปทำความเข้าใจเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอย่าง ‘คัมภีร์อสนี’ ก็ย่อมมีโอกาสบรรลุมรรคาได้ การที่เจ้าสามารถเอาชนะเขาได้หลังจากผ่านไปเจ็ดสิบสองกระบวนท่า ฝีมือของเจ้าย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมากใช่หรือไม่?”
เหอผิงยิ้มบางๆ และอธิบายขึ้น
“ใต้เท้าจินเย่าขงเชวี่ยคาดการณ์ได้ถูกต้องแล้วขอรับ มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ข้ากำลังทำความเข้าใจวิชาเชื่อมศพ ข้าเกิดความตระหนักรู้บางอย่าง จิตสำนึกดำดิ่งเข้าสู่ภวังค์สมาธิระดับลึก และได้ค้นพบพระสูตรอีกเล่มหนึ่งจากคัมภีร์ส่วนที่เหลือ พระสูตรนี้ได้บันทึก ‘มหาอิทธิฤทธิ์สำนักเชื่อมศพ’ แขนงหนึ่งไว้ เมื่อนำมาใช้ร่วมกับกายทิพย์เทพสิงโตเขียว จะทำให้มีพละกำลังมหาศาล ไม่ต้องเกรงกลัวลูกไม้ทั่วไปเลยแม้แต่น้อย…”
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เขาแต่งขึ้นหลังจากปรึกษากับชือซินจื่อ ผู้คุ้นเคยกับตำนานในยุทธภพการฝึกบำเพ็ญรวมถึงความลับต่างๆ เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อจินเย่าขงเชวี่ยฟังจบก็ไม่ได้สงสัย กลับเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ สำนักเชื่อมศพแต่เดิมก็มีรากฐานมาจากสำนักพุทธ เจ้าสำนักเชื่อมศพผู้นั้นก็เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในทางพุทธ ในคัมภีร์ส่วนที่เหลือนั้น น่าจะใช้วิชาซ่อนเร้นในความว่างเปล่าของสำนักพุทธ ประทับหลักธรรมคำสอนเอาไว้ในนั้น มีเพียงผู้ที่ทำความเข้าใจวิชาเชื่อมศพถึงระดับหนึ่งเท่านั้นจึงจะสามารถตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ภายในได้…”
ในวิถีพุทธ เมื่อพระเถระที่มีพลังตบะสูงส่งมรณภาพลง หรือเพื่อเป็นบุญวาสนาแก่ศิษย์รุ่นหลัง พวกท่านมักจะจงใจซุกซ่อนหลักธรรม พระสูตร คัมภีร์ลับ และศาสตราวุธวิเศษที่ตนเข้าใจขณะยังมีชีวิตอยู่ เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ค้นพบ
การซุกซ่อนสมบัติมีอยู่หลายประเภท ที่ฝังไว้ในโขดหินเรียกว่าที่ซ่อนศิลา ฝังไว้ใต้ดินเรียกว่าที่ซ่อนปฐพี ซ่อนไว้ในน้ำเรียกว่าที่ซ่อนวารี นอกเหนือจากนี้ยังมีที่ถูกผนึกไว้ในเจดีย์พุทธ หรือกระทั่งในความว่างเปล่า
ในบรรดานี้ ที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดเรียกว่าการซ่อนในจิตสำนึก ซึ่งเทพผู้พิทักษ์สำนักพุทธจะประทานการปกปิดไว้ในจิตสำนึกของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้สูญหาย เมื่อถึงเวลาที่มีเงื่อนไขพร้อมสำหรับการถ่ายทอด ภายใต้การดลใจอันลึกลับ ผู้ที่ได้รับการสืบทอด ‘การซ่อนในจิตสำนึก’ ต่อให้เป็นคนไม่รู้อักษรเลยแม้แต่ตัวเดียว พวกเขาก็ยังสามารถเขียนหรือสวดท่องพระสูตรออกมาได้อย่างเงียบๆ... จินเย่าขงเชวี่ยเองก็ล่วงรู้ถึงเคล็ดลับเหล่านี้ นางถึงได้เอ่ยออกมาเช่นนั้น
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีไหวพริบในวิชานี้อยู่จริงๆ ในอดีตสำนักเชื่อมศพเคยเป็นสำนักมารนอกรีตที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้จวนเต๋าไท่อี่และตำหนักมารสามกำเนิดต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เจ้าสำนักผู้นั้นเองก็เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีพลังตบะลึกล้ำ บุคคลผู้นี้มีสติปัญญาสูงส่ง สาบานว่าจะต้องคิดค้นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ไม่ด้อยไปกว่า ‘ไตรลักษณ์’ ของสำนักพุทธ ‘เบญจลักษณ์จักรนิพพาน’ หรือ ‘คัมภีร์นักษัตรดารา’ ให้จงได้”
“ต่อมาเขาได้เชื้อเชิญยอดฝีมือสายมาร สหายผู้ฝึกวิชามารนอกรีต และยอดคนเร้นกายจากทุกสำนักทุกลัทธิอย่างกว้างขวาง เพื่อมาร่วมกันต่อยอดวิชาเชื่อมศพอย่างต่อเนื่อง แม้ท้ายที่สุดจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่เขากับยอดฝีมือวิชามารนอกรีตจำนวนมาก ก็ร่วมกันหลอมสร้างครรภ์เร้นลับอมตะขึ้นมาได้ถึงเจ็ดสิบสองร่าง ครรภ์เร้นลับทั้งเจ็ดสิบสองสามารถจำแลงเป็นขุนพลเทพอมตะระดับศพเทพได้ ทุกร่างล้วนทัดเทียมกับยอดฝีมือในขอบเขตบรรลุมรรคา อีกทั้งยังพลิกแพลงได้นับหมื่นพัน ส่วนเรื่องอานุภาพนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง”
“ในท้ายที่สุด เจ้าสำนักเชื่อมศพก็ไม่อาจต้านทานการร่วมมือกันของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรหลายแห่งได้ เขาถูกสังหารในการประลอง สำนักเชื่อมศพเองก็ถูกทำลายล้าง ทว่าครรภ์เร้นลับอมตะทั้งเจ็ดสิบสอง รวมไปถึงศาสตราวุธวิเศษ ตำราเต๋า และคัมภีร์นับไม่ถ้วนที่ถูกทิ้งไว้โดยเหล่ายอดฝีมือที่เจ้าสำนักเชื่อมศพเชิญมา ล้วนถูกคัดกรองเอาแต่ส่วนที่ล้ำค่า ตัดทอนส่วนที่เยิ่นเย้อออก แล้วรวบรวมไว้ใน ‘คัมภีร์พระพุทธเจ้ามหาสุเมรุ’ เพียงเล่มเดียว ภายหลังเจ้าสำนักเชื่อมศพได้ใช้มหาวิชาซุกซ่อนไร้สิ้นสุดในเจตจำนงสวรรค์แห่งความว่างเปล่า ฝังมันไว้ในห้วงมิติอันว่างเปล่า เพื่อรอให้ผู้มีวาสนาในรุ่นหลังมารับไป”
จินเย่าขงเชวี่ยกล่าวปนรอยยิ้ม “ว่ากันว่า ผู้มีวาสนาในใจของเจ้าสำนักเชื่อมศพ ย่อมต้องเป็นผู้ที่สามารถตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของคัมภีร์ซุกซ่อนจาก ‘คัมภีร์สละร่างเชื่อมศพ’ ได้ เขาจึงจะมีคุณสมบัติเข้าสู่มหาวิชาซุกซ่อนไร้สิ้นสุดในเจตจำนงสวรรค์แห่งความว่างเปล่า เพื่อนำสมบัติเหล่านั้นออกมา ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัตินั้นก็เป็นได้”
เหอผิงเมื่อฟังจบก็เพียงหัวเราะหึหึออกมา และไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ทางฝั่งจินเย่าขงเชวี่ยเองก็แค่พูดขึ้นมาลอยๆ ไม่นานนางก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งได้ จึงเอ่ยสั่งการ ‘โม่ซิวหลัว’ ประโยคหนึ่ง
“พูดถึงทางฝั่งมณฑลจินเหอแล้ว ช่วงเวลานี้ดูเหมือนจะมีฆาตกรที่เรียกตัวเองว่า ‘จิตรกรนรก’ คอยลักพาตัวผู้คนไปวาดภาพ มีเรื่องเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
“มีเรื่องนี้จริงๆ ขอรับ”
เมื่อเหอผิงได้ยินนางพูดถึงคดีของ ‘จิตรกรนรก’ ซาสือลี่ เขาก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจไม่น้อย “หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับนิกายลับบูรพาของเราหรือขอรับ?”
“ไม่เกี่ยว ทว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นคนของสำนักจิตรกรเซียน…”
น้ำเสียงของจินเย่าขงเชวี่ยนิ่งสงบและเป็นธรรมชาติ นางกล่าวต่อ “เกี่ยวกับคดีนี้ เจ้าเองก็จงใส่ใจให้มาก หากเป็นไปได้ให้หาวิธีจับกุมคนผู้นี้มาให้ได้ ในอดีต สำนักจิตรกรเซียนเคยเขียน ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ ให้กับพระศิลาองค์น้อยแห่งวัดสือฉานของสำนักพุทธม้วนหนึ่ง คนของนิกายเคารพดาราให้ความสนใจกับ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ นี้เป็นอย่างมาก และคอยสืบหาร่องรอยของภาพวาดนี้มาโดยตลอด ประมุขอาณาจักรเสินเฟิงมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับบุคคลในวังผู้นั้น โม่ซิวหลัว เรื่องนี้มอบหมายให้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบก็แล้วกัน”
‘ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’? สำนักจิตรกรเซียนยังมีความเกี่ยวพันกับวัดสือฉานอันเป็นต้นกำเนิดของสำนักพุทธด้วยหรือ? ถึงขนาดดึงอาณาจักรเสินเฟิงเข้ามาพัวพันด้วย?’
เมื่อเหอผิงได้ฟังถึงตรงนี้ เขาก็เพียงแค่รับปากเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ขณะที่ความคิดในใจกลับปั่นป่วนวุ่นวาย
“‘จิตรกรนรก’ ซาสือลี่งั้นหรือ? ดูเหมือนว่าจำเป็นจะต้องเริ่มจากเรื่องนี้ เพื่อสืบสวนให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียแล้ว!”
[1] โห่ว เป็นสัตว์อสูรในตำนานจีน มีลักษณะคล้ายสุนัขผสมมังกร หรือกระต่ายที่มีขนยาว ตามตำนานกล่าวว่ามันชอบกินมังกรเป็นอาหาร และมีความแข็งแกร่งขนาดที่มังกรหนึ่งหรือสองตัวก็ยังสู้มันไม่ได้