- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 187 ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
บทที่ 187 ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
บทที่ 187 ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
“ช้าก่อน”
เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อน จากนั้นในป่าทึบอันเงียบสงัดก็มีคนทอดถอนใจยาวออกมา มันเป็นเสียงถอนหายใจที่เจือไปด้วยความเศร้าสร้อย เย็นเยียบ และขมขื่น
“เฮ้อ ท่านกล่าวไม่ผิด หากไม่ใช่เพราะข้าติดค้างน้ำใจเซียวซืออาน เรื่องที่ต้องออกหน้าเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวนักหรอก…”
คนผู้นั้นยิ้มขื่น เสียงหัวเราะแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้า
“หลายปีก่อน ข้าเคยตักเตือนเขาไปแล้วว่าในแวดวงขุนนาง ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรสละตำแหน่งถอยห่าง ไม่อาจดื้อรั้นยึดติดความคิดตน เขาไม่ฟังคำเตือนข้า การเผชิญเคราะห์กรรมย่อมเป็นเรื่องที่ช้าเร็วต้องเกิด... ข้ารู้ว่าเขาเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ในราชสำนัก ยากจะหลีกหนีภัยพาล ทว่าชีวิตคนตระกูลเซียวร้อยห้าสิบกว่าคนต้องมาสังเวยไปหมดแล้ว อย่างน้อยก็ต้องรักษาทายาทสืบสกุลเพียงคนเดียวนี้ไว้ ไม่ทราบว่าท่านจะกรุณา ปล่อยให้ข้าพาเด็กคนนี้ไปได้หรือไม่”
ตอนท้าย เขายังรีบกล่าวเสริมอีกประโยค
“แน่นอน ข้าจะไม่ให้เด็กคนนี้ไปแก้แค้นอะไรทั้งนั้น ในภายภาคหน้า ข้าจะไม่บอกเล่าถึงชาติกำเนิดของเขา เพียงแต่จะหาครอบครัวคนดี เลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่เป็นอย่างดี... หวังเพียงให้เด็กคนนี้เติบโตอย่างปลอดภัย ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปตลอดกาล ถือเสียว่าข้าได้ตอบแทนบุญคุณของเซียวซืออานแล้ว…”
“ย่อมได้ เด็กคนนี้ยกให้เจ้า!”
เหอผิงปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณสายหนึ่งออกไป ปลดผ้าอ้อม ถอดเอี๊ยมและสร้อยมงคลต่ออายุบนตัวทารกออก จากนั้นจึงปล่อยให้ร่างที่เปล่าเปลือยลอยออกไปไกลสี่สิบจั้งอย่างนุ่มนวล และร่อนลงบนพื้นราบ
ทารกน้อยยังคงหลับสนิท คาดว่าคงถูกหมิงจื่อถูลงวิชาลวงตาสะกดไว้โดยไม่เป็นอันตราย ซึ่งก็ช่วยประหยัดแรงไปได้ ไม่ต้องทนฟังเด็กตื่นมาร้องไห้โยเย
“หืม?”
ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในป่าชะงักไปเล็กน้อย เขาคาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้!
หรือว่าไม่ต้องเปลืองน้ำลายพูดจาหว่านล้อม... แล้วสุดท้ายอีกฝ่ายก็ยังคงดื้อด้านดันทุรัง จนตนเองหมดหนทาง ต้องจำใจใช้เคล็ดกระบี่ใน ‘กระบี่แก่นแท้ปราณบริสุทธิ์’ สังหารอีกฝ่ายทิ้ง…
...บทละครนี้ดูเหมือนจะผิดเพี้ยนไปหน่อยกระมัง?
“ความเป็นคนของท่านผู้ตรวจการเซียว ข้านับถือมาโดยตลอด ทั้งในและนอกราชสำนัก ต่างกล่าวขานว่าท่านผู้ตรวจการเซียวทำงานตรงไปตรงมา บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด มือสะอาดไร้มลทิน ในยุคสมัยนี้ คนเช่นเขาในแวดวงขุนนางนับว่าหาได้ยากยิ่ง... น่าเสียดาย เรื่องราวในราชสำนัก มักไม่อาจใช้ความดีเลวขาวดำมาแบ่งแยกให้ชัดเจน และไม่อาจตัดสินถูกผิดได้…”
เหอผิงส่ายหน้า พลางทำทีเป็นเงยหน้ามองฟ้า พร้อมกับลอบถอนใจออกมาอย่างจนปัญญา
“เซียวซืออานต้องตาย ตระกูลเซียวก็ยากจะรอดพ้น... แต่เด็กคนนี้นั้นไร้เดียงสา เดิมทีข้าก็คิดจะหาโอกาสช่วยเขาไว้อยู่แล้ว การที่ท่านยินดีรับเรื่องนี้ไป ถือว่าช่วยข้าได้มากทีเดียว”
“ขอบคุณมาก”
ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในป่ารู้สึกโล่งใจไม่น้อย
“หลังจากท่านพาเด็กจากไปแล้ว ห้ามแพร่งพรายเรื่องของข้าเด็ดขาด ข้าอยู่ในนิกายลับบูรพา ย่อมมีความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยง หวังว่าท่านจะเข้าใจ”
เหอผิงกล่าวเรียบๆ ประโยคหนึ่ง
“เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว”
คนผู้นั้นพยักหน้าลึกๆ ในใจบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
...คนผู้นี้ นิสัยไม่เลวเลยจริงๆ!
หากในใต้หล้ามีคนเช่นนี้อยู่มาก คาดว่าตนคงไม่ต้องมาคอยสู้รบฆ่าฟันกับผู้คนทุกวี่วันเหมือนแต่ก่อน
หากเปลี่ยนสถานการณ์ เขาคงสนใจจะคบหาเป็นสหายดูบ้าง
แต่น่าเสียดาย อีกฝ่ายกลับเลือกนายผิด ไปเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
เขาบำเพ็ญเพียรมาหลายปี ไม่ปรารถนาจะเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์ในราชสำนักอีก ยิ่งไปกว่านั้น หากความลับเรื่องฐานะรั่วไหลออกไป ย่อมหนีไม่พ้นต้องลากคนในตระกูลเข้ามาพัวพันด้วย
ตระกูลเซียวพัวพันกับสถานการณ์ในราชสำนักลึกซึ้งเกินไป ทั้งยังถูกดึงเข้าไปในการต่อสู้ระหว่างองค์ชายหลายพระองค์ เขารู้ดีว่าไม่อาจช่วยชีวิตคนตระกูลเซียวกลับมาได้ ขอเพียงเหลือทายาทสืบสกุลให้เซียวซืออานได้ มันก็ถือว่าไม่เสียเปล่าที่ได้คบหากันมาหลายปี
คนผู้นั้นปล่อยปราณกระบี่ไร้รูปลักษณ์ออกไปสายหนึ่ง ม้วนเอาสายเลือดคนสุดท้ายของตระกูลเซียวจากไป ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร่างกายก็มลายหายไปในอากาศ จากนั้นก็เร้นกายหายไปในป่าทึบอย่างไร้สุ้มเสียง
“ช่างเฉียบขาด ปราณกระบี่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!!”
หลังจากคนผู้นั้นจากไปแล้ว เปลือกตาของเหอผิงก็กระตุกอยู่หลายครั้ง เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในป่าผู้นั้นถอนตัวไป ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับถูกปราณกระบี่อันแข็งแกร่งปกคลุมอยู่จึงค่อยๆ สลายไป
และเมื่อมาถึงวินาทีนี้ เขาถึงได้แน่ใจว่า ‘มือกระบี่’ ผู้นั้นได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
“เมื่อครู่ หากพูดจากันไม่เข้าหู และตกลงกันไม่ได้ เจ้านั่นคงตั้งใจจะหาโอกาสลอบโจมตีเป็นแน่ ปราณกระบี่แบบเขามันป้องกันได้ยากจริงๆ”
“ในใต้หล้านี้ เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่เน้นวิชากระบี่เป็นหลักมีอยู่เพียงไม่กี่สำนัก ฐานะของคนผู้นี้ก็เดาได้ไม่ยากนัก…”
“‘กระบี่แก่นแท้ปราณบริสุทธิ์’...สินะ? ปราณกระบี่ของคนผู้นี้เข้าขั้นไร้รูปลักษณ์ มาไร้เงา ไปไร้ร่องรอยแล้ว สายของท่านโหวประคองกระบี่ ยอดฝีมือที่ฝึกปรือวิชากระบี่แขนงนี้ หากลงมือลอบสังหาร จะมีสักกี่คนกันที่มั่นใจว่าจะต้านทานหนึ่งกระบี่อันพลิ้วไหวไร้ร่องรอยแห่งจวนจิ่วเจียง ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘สายน้ำสารทฤดูนภาผืนยาวปีกหักเหิน’ ได้?”
เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
..ที่ว่าเลื่อมใส ศรัทธาในความเป็นคนของท่านผู้ตรวจการเซียวอะไรนั่น พูดออกมาแล้วตัวเองยังแอบขนลุกเลย แต่พูดก็พูดเถอะ เขาก็ไม่ได้มีความสนใจอยากจะปะทะกับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่นี่เหมือนกัน
ช่างน่าขัน นั่นมันยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาเชียว นิกายลับบูรพาให้ค่าจ้างเขามาเท่าไหร่กันเชียว ถึงกับต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อภารกิจนี้? เขาไม่ได้โง่เสียหน่อย เรื่องงี่เง่าแบบนี้ไม่ทำหรอก…
เหอผิงมาที่นี่ก็แค่เพื่อทำเป็นแสดงละคร อู้งานไปงั้นๆ ใครจะอยากเอาชีวิตไปเสี่ยงทำงานให้คนอื่นกัน? คนตระกูลเซียวหนีไปแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาเล่า อย่างไรเสียคนที่จะหัวเสียในตอนท้ายก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี
ปล่อยสายเลือดคนสุดท้ายของตระกูลเซียวไป จิตใจเขาไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาอะไรแม้แต่น้อย
“ทว่าหากมีคนจับได้ มันก็เป็นเรื่องยุ่งยากเหมือนกัน... โชคดีที่เมื่อต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ ข้าก็พอจะเตรียมการไว้บ้างแล้ว”
เหอผิงหยิบของสองสามอย่างและวัตถุดิบเล็กน้อยออกมาจากเงาของตัวเอง จากนั้นก็ลงมือเผาหลอมอย่างรวดเร็ว
หากเป็นเมื่อก่อน ด้วยความสามารถของเขายังไม่อาจทำได้ถึงขั้นนี้ แต่ตอนนี้เขาบรรลุมรรคาแล้ว เรื่องที่เคยทำไม่ได้ในอดีต ตอนนี้ย่อมทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เพียงพริบตา เขาก็ใช้ไม้ผีต้นสาละ หนังฉลาม ยางไม้ และเลือดเนื้อที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีบางส่วน สร้างเป็นศพทารกปลอมขึ้นมาหนึ่งร่าง
“ดีที่เป็นแค่ทารก ขั้นตอนการทำเลยน้อย ไม่ยุ่งยากนัก”
เหอผิงใช้สัมผัสวิญญาณสวมเอี๊ยม สร้อยมงคลต่ออายุให้ทารกปลอมตัวนี้ ภายนอกยังพันด้วยผ้าอ้อมอีกชั้น หลังจากปลอมแปลงทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ตั้งใจจะหาโอกาส สังหารทารกนี้ทิ้งต่อหน้าพวกนิกายลับบูรพาซะ
“จุดสำคัญที่สุดของภารกิจในครั้งนี้คือ ‘ถอนรากถอนโคน’ ไม่เห็นได้ยินว่ามีคำสั่งอะไรให้เอาศพกลับไป... แล้วก็คงไม่มีใครมาตรวจสอบศพทารกหรอก ข้าก็แค่แกล้งทำเป็นว่าตอนลงมือกับคนของสำนักว่านเซียง บังเอิญพลั้งมือฆ่าตายไป แล้วก็ใช้ไฟเผาทิ้งให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่ร่องรอย เท่านี้เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว”
โอ้ ไม่แน่ว่าข่าวเรื่องยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นั้นชิงตัวสายเลือดคนสุดท้ายของตระกูลเซียวไปอาจจะแพร่งพรายออกไปทางอื่นก็ได้ แต่เรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า?
ตัวตน ‘โม่ซิวหลัว’ ของข้าผู้นี้ อุตส่าห์ปฏิบัติภารกิจที่องค์กรมอบหมายให้เสร็จสิ้นอย่างขยันขันแข็งและรอบคอบ ส่วนยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั่น แอบหาโอกาสชิงตัวทารกไปก่อน ยังไงซะก็ไม่ได้หลุดหายไปจากมือข้าแน่ๆ คนของสำนักว่านเซียงที่พาออกมานั่น ต้องเป็นแค่เหยื่อล่อแน่นอน
รอจนเหอผิงคิดหาข้ออ้างปัดความรับผิดชอบต่างๆ นานาจนเสร็จสรรพ แถมยังซักซ้อมในใจล่วงหน้าไปหลายรอบ ในอากาศก็พลันมีแสงอสนีสว่างวาบขึ้นมา แสงสีฟ้าครามคดเคี้ยวเคลื่อนไหว หมุนวนกลางอากาศอยู่หลายรอบ ก่อนจะกลายร่างเป็นชายหนุ่มสวมชุดเกราะในพริบตา
ชายหนุ่มผู้นี้สวมหน้ากากสีทองเช่นกัน ชุดเกราะที่สวมใส่มีแสงอสนีสีเขียวมรกตพันเกี่ยว รูปแบบของชุดเกราะนั้นดูเรียบง่ายโบราณ บนนั้นเต็มไปด้วยอักขระสีดำทะมึนคล้ายลูกอ๊อด แสงอสนีสีเขียวมรกตสว่างวาบ อักขระเปล่งประกายแปรเปลี่ยน เผยให้เห็นจุดประกายไฟที่เกิดขึ้นและดับไปตามจังหวะ ดูแล้วไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เขาคือคนใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วม ‘สิบสองขุนพลทองคำ’ หน้ากากที่ชายหนุ่มสวมใส่นั้น เป็นของ ‘แม่ทัพผีเจี๋ยหลัว’ หนึ่งในสิบสองขุนพลเทพยักษา
“ผีเจี๋ยหลัว จัดการคนเรียบร้อยหรือยัง?”
เหอผิงชำเลืองหางตามองผีเจี๋ยหลัวที่ร่อนลงมาด้านหลัง ชายหนุ่มผู้นี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่ยื่นมือออกไปแล้วแกว่งไปมา ศีรษะที่ยังคงเปื้อนคราบเลือดหิ้วอยู่ในมือขวาของเขา ศีรษะนั้นยังพอแยกแยะหน้าตา รอยเหี่ยวย่นตามวัย และหนวดเคราสีขาวที่ยาวสลวยได้
“ทำได้ไม่เลว”
เขาพยักหน้า
“จริงสิ แล้วสตรีตระกูลเซียวผู้นั้นเล่า?”
“ถูกข้าฟันตายไปแล้ว นางไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร ไม่มีแสงวิญญาณคุ้มกาย โดน ‘เคล็ดดาบอัสนีอัคคี’ ของข้าเข้าไป หลังจากถูกอสนีอัคคีเผาผลาญ ร่างกายก็ไหม้เกรียม กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมด”
เสียงของชายหนุ่มเจือเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย ฟังให้ดีจะมีเสียงดังกังวานคล้ายโลหะกระทบกัน ซึ่งมันพิเศษมาก น่าจะเกี่ยวข้องกับวิชาเต๋าที่เขาฝึกปรืออยู่
สายตาของเหอผิงเคลื่อนไป เขาสังเกตเห็นว่าผีเจี๋ยหลัวกำมีดนักบวชสีคล้ายหยกเขียวเล่มหนึ่ง บนใบมีดไม่มีรอยเลือดเจือปนแม้แต่น้อย มีดเล่มนั้นก็ดูไม่เหมือนอาวุธที่ใช้ฆ่าคน ด้ามมีดประดับประดาด้วยไข่มุกและหยก งดงามวิจิตรตระการตายิ่ง
ที่สำคัญกว่านั้นคือ บนมีดยาวเล่มนี้ ดูเหมือนจะมีเจตจำนงพลังหยางอันแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งสิงสถิตอยู่
มีดนักบวชหยกเขียวเล่มนี้ไม่ใช่ศาสตราวุธวิเศษ แต่กลับมีพลังลี้ลับแฝงอยู่ หากสัมผัสวิญญาณไปสัมผัสกับพลังหยางนี้เข้า มันก็ราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จะถูกพลังจิตบนมีดนี้บดขยี้จนแหลกสลายในทันที
“มีดพุทธะหยกเขียวเจ็ดสมบัติของวัดสือฉานงั้นหรือ?”
เขาชะงักไปเล็กน้อย วัดสือฉานเมื่อปีก่อนถูกอาณาจักรต้าโหยวปราบปรามกวาดล้าง ที่ตั้งของวัดก็ถูกไฟเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน คัมภีร์พุทธอันล้ำค่ากว่าล้านเล่มล้วนถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้น นอกจากนี้ยังมีของวิเศษหายากในสำนักพุทธอีกมากมาย ทั้งศาสตราวุธวิเศษต่างๆ วัตถุดิบที่จำเป็นในการบำเพ็ญเพียร ยาอายุวัฒนะ แร่ธาตุ และของวิเศษจากฟ้าดินอีกนานาชนิด ล้วนถูกกวาดต้อนไปจนหมดเกลี้ยง
“ไม่ผิด”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าได้สังหารภรรยาของเซียวซืออานไปแล้ว คนตระกูลเซียวก็ถูกฆ่าล้างตระกูลไปหมดแล้ว ภารกิจในครั้งนี้ ดูท่าคงเสร็จสิ้นแล้ว”
เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็เจือความอึดอัดอยู่บ้าง
“ครั้งนี้ คนตาย... มากเกินไปจริงๆ บางคนอาจไม่สมควรตายด้วยซ้ำ”
ผีเจี๋ยหลัวมองดูทารกปลอมที่เหอผิงอุ้มไว้ในอ้อมอก จู่ๆ เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นประโยคหนึ่ง “โม่ซิวหลัว หรือว่าเจ้า... เจ้าตั้งใจจะฆ่าแม้กระทั่งเด็กคนนี้ด้วย?”
“แน่นอน”
เหอผิงตอบกลับอย่างเย็นชา
“...ตัดหญ้าไม่ถอนราก ลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาก็งอกใหม่ เจ้ายังจำได้ไหมว่าตอนก่อนออกเดินทาง ท่านจินเย่าขงเชวี่ยบอกว่าภารกิจคืออะไร? นางบอกว่า จำไว้ ไม่-ให้-เหลือ-รอด-แม้-แต่-คน-เดียว! ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเด็ก เด็กยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งต้องฟันให้หลายดาบ เจ้าไม่เคยได้ยินนิทานบ้างหรือ? ประสบภัยล้างตระกูล แต่กลับมีเด็กน้อยคนหนึ่งเล็ดลอดไปได้ วันหน้าฝึกฝนวิชาเต๋าจนเก่งกล้า กลายเป็นปรมาจารย์แห่งยุค ในที่สุดก็กลับมาแก้แค้นได้สำเร็จ”
เขาปรายตามองผีเจี๋ยหลัวแวบหนึ่ง เลียนแบบน้ำเสียงเย็นชาของจินเย่าขงเชวี่ย แล้วกล่าวต่อ “นางยังบอกอีกว่า ข้า-จะ-ไม่-มี-วัน-ปล่อย-ให้-เรื่อง-เหลว-ไหล-ไร้-สาระ-พรรค์-นี้-เกิด-ขึ้น-เด็ด-ขาด”
ผีเจี๋ยหลัวรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงบนกระหม่อม ข้างหูดังอื้ออึง ราวกับมีผึ้งหลายสิบตัวบินทะลุแก้วหูเข้าไปในหัว
“วันนี้หากไม่ฆ่าสายเลือดมารหัวขนคนนี้ทิ้ง วันหน้าพวกเราเองก็อาจจะต้องตายด้วยน้ำมือเขาก็เป็นได้”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ชูผ้าอ้อมในมือขวาขึ้นสูง
“หยุดนะ!”
ผีเจี๋ยหลัวเร่งเร้าพลังมีดพุทธะหยกเขียวเจ็ดสมบัติในมือ เกิดเสียงสั่นสะเทือนหึ่งๆ ประกายดาบสว่างวาบ หมุนคว้างฟันขวางกลางอากาศพุ่งเข้ามา
เพียงพริบตาเดียว ราวกับถูกประกายดาบบีบบังคับ เหอผิงโยนผ้าอ้อมที่ห่อทารกปลอมขึ้นฟ้า ผีเจี๋ยหลัวเห็นดังนั้นก็รีบกวักมือ ปล่อยพลังจิตออกไปกลุ่มหนึ่ง หวังจะคว้าทารกปลอมนั้นมาไว้ในมือ
“ความเมตตาแบบสตรี!”
เหอผิงหัวเราะเหี้ยมเกรียม ขยำนิ้วทั้งห้ากลางอากาศ ทารกปลอมที่ยังลอยอยู่กลางอากาศส่งเสียงร้องไห้โหยหวน พร้อมกับเสียงดังปัง ร่างถูกพลังที่มองไม่เห็นบีบอัดจนกลายเป็นก้อนเลือดสาดกระเซ็น กระดูกและเนื้อหนังระเบิดแหลกสลาย
“เจ้า!!!”
ผีเจี๋ยหลัวเบิกตากว้าง ดวงตาแดงก่ำราวกับมีเลือดคั่ง เพลิงโทสะพวยพุ่ง อ้าปากคำรามลั่น มีดวิเศษของสำนักพุทธในมือสั่นสะเทือนดัง ‘วี้ง’ มีดพุทธะสีเขียวมรกตที่เปี่ยมไปด้วยพลังลี้ลับส่งเสียงหวีดแหลม กลับแยกออกเป็นประกายดาบอสนีสีเขียวแกมขาวสี่สาย ขยายพาดผ่านสลับกันไปมาราวกับสายฟ้าแลบ
…ดาบอัสนีห้าขุมนรก! เคล็ดดาบอัสนีอัคคี!
ชายหนุ่มลงมือด้วยความโกรธเกรี้ยว ทันใดนั้นก็ใช้วิชาดาบอันทรงพลังที่แผ่ซ่านไปด้วยความห้าวหาญ ทุกท่วงท่ากระบวนยุทธ์ล้วนแข็งกร้าวไร้เทียมทาน อัสนีอัคคีพวยพุ่ง กระบวนดาบของเขาทั้งเร็วและแรง ทั้งฟันขวางและสับลงมา ฟาดฟันสลับกันอย่างรวดเร็ว ราวกับบุกเข้ามาบดขยี้จากทุกทิศทุกทาง
เหอผิงหัวเราะร่า กำหมัดทั้งสองข้างพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ แฝงไปด้วยพลังปราณอันโอหัง เข้าปะทะกับผีเจี๋ยหลัวถึงเจ็ดสิบสองกระบวนท่า แม้จะไม่แตกฉานในวิชายุทธ์ แต่เขาก็อาศัยแขนเทียมหุ่นเชิดที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า และร่างกายอันแข็งแกร่งขอบเขตบรรลุมรรคา ในการปะทะกันเจ็ดสิบสองครั้ง เขาก็สามารถคว้าจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในความโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายได้ ปล่อยหมัดหนักหน่วงทำลายมีดพุทธะหยกเขียวเจ็ดสมบัติจนแหลกสลาย
เสียงเคร้งดังขึ้น มีดวิเศษที่มีพลังลี้ลับเล่มนี้ส่งเสียงคร่ำครวญ ก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษหยกสีเขียวนับไม่ถ้วนในทันที
ผีเจี๋ยหลัวเองก็โดนหมัดนี้เข้าไปเต็มๆ รู้สึกเพียงว่าเจตจำนงวิญญาณของตนแทบจะถูกซัดกระเด็นออกจากร่าง กระทั่งลมหายใจยังติดขัด แทบจะสำลักลมหายใจ ทั้งร่างถูกหมัดนี้ซัดกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ส่งเสียงดังกร๊อบ ต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงมาตรงกลาง
“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน”
เหอผิงสะบัดแขนเสื้อ แง้มเสียงเย็นชาอย่างดูแคลน
“มีฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาอวดอ้าง ดาบอัสนีห้าขุมนรกฝึกได้เละเทะไม่มีชิ้นดี ฝีมือแค่นี้ของเจ้า ยังคิดจะมาต่อกรกับมหาอิทธิฤทธิ์สำนักเชื่อมศพที่ข้าเพิ่งฝึกสำเร็จงั้นรึ!”
“มหาอิทธิฤทธิ์สำนักเชื่อมศพ?!”
ผีเจี๋ยหลัวตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก กระอักเลือดสีดำข้นออกมาคำโต ใบหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง ทว่าในแววตากลับเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนกตกใจ
“หรือว่าเจ้าฝึกวิชามารของสำนักเชื่อมศพ... เริ่มจากการใช้วิชาย้ายจิตนำวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปไว้ในกายทิพย์ จากนั้นก็หลอมกายทิพย์ให้กลายเป็นร่างจริงของตัวเอง และหลอมสร้างร่างศพให้ไม่ต่างอะไรกับเนื้อหนังมังสา เจ้า... เจ้าฝึกวิชานี้สำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?”
เหอผิงคร้านจะใส่ใจเขา เพียงแค่หันหน้าหนี พลางเดินไปข้างหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “เห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก เรื่องในวันนี้ ข้าจะไม่บอกจินเย่าขงเชวี่ย เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน!”
เขากระโดดลอยตัวขึ้นไปรวมเข้ากับควันสีเหลือง ชั่วพริบตาก็ปลิวละล่องออกไป ไร้ร่องรอยให้พบเห็น