เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 186 ผู้ซ่อนเร้น

บทที่ 186 ผู้ซ่อนเร้น

บทที่ 186 ผู้ซ่อนเร้น


“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ นี่คือวิชาลับที่ผสานเข้ากับวิชาสาปแช่งฝังรูปฝังรอย ใช้เมล็ดผลไม้ในการร่ายวิชา ดูไปก็คล้ายกับวิชาสาปพุทราของสำนักยันต์เต๋า ดูเหมือนว่าเส้นด้ายเหล่านี้ยังซ่อนความเปลี่ยนแปลงอื่นไว้อีกกระมัง?”

เหอผิงไม่ได้ใช้อุบายเดิมซ้ำสอง ‘ผ้าคลุมอเวจี’ เป็นสมบัติวิเศษที่เขาได้มาจากดินแดนโพ้นทะเล หลังจากผ่านการหลอมด้วยวิธีของตำหนักมาร เขาก็ย้อมมันจนดำสนิท จากนั้นจึงใช้วิชาเรียกวิญญาณตรึงเงาหลอมเซ่นไหว้มัน ทำให้ผ้าคลุมผืนนี้มีจิตวิญญาณสื่อสารได้มากยิ่งขึ้น

เขาสามารถนำเงาของตัวเองไปสถิตไว้บนผ้าคลุมได้ อีกทั้งยังสามารถอาศัยมิติในเงา เพื่อใช้วิชาเร้นลับพลิกแพลงได้หลากหลาย

ทว่าวิชาเรียกวิญญาณตรึงเงานี้ก็เป็นวิชาต้องห้ามของสำนักหุ่นเชิดเซียน เทพแห่งเงาทั้งเก้าที่ถูกปลุกขึ้นมาจากเงาของตนเองตามลำดับนั้น อาจจะสะท้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้ได้ทุกเมื่อ

‘วิชาอื่นไม่ได้มีอะไรน่ากังวล แต่วิชาสาปแช่งฝังรูปฝังรอยเมื่อมาปะทะกับวิชาเรียกวิญญาณตรึงเงาของข้า ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เทพแห่งเงาตนที่ห้าและหกของข้าได้ตื่นขึ้นมาแล้ว หากเทพแห่งเงาที่ซ่อนอยู่ในเงาไปปะทะกับวิชาสาปแช่งฝังรูปฝังรอย ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดความแปรปรวนใดขึ้น…’

เหอผิงจึงไม่ใช้ ‘ผ้าคลุมอเวจี’ เขาแค่นเสียงเย็นชา ฝ่ามือทั้งสองตบปะทะความว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้ศึกษาด้านวรยุทธ์มากนัก เพียงแต่อาศัยแขนเทียมหุ่นเชิดกอบกุมสายลมรวมเป็นศิลา ฟาดฝ่ามือออกไปเป็นชั้นๆ ปิดกั้นกระแสพลังรอบด้าน

เสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูดังขึ้น เส้นด้ายที่อยู่เต็มท้องฟ้าระเบิดออก แตกกระจายเป็นเส้นไฟสีเขียวมรกตนับไม่ถ้วน เพียงแต่มันพุ่งชนเข้ากับกำแพงเหล็กทองแดงที่มองไม่เห็นชั้นหนึ่ง นั่นคล้ายเป็นปราการที่ไร้รูปแต่มีมวลสาร ขวางกั้นภายนอกและภายในออกจากกัน

ชั่วพริบตานั้น เส้นด้ายนับพันนับหมื่นที่คล้ายเส้นสายแห่งเปลวเพลิงก็ส่งเสียงระเบิดเบาๆ กลางอากาศ แตกสลายกลายเป็นกลุ่มก้อนแสงไฟสีเขียวเรืองรอง

“พลังตบะของคนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าข้ามาก ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรระดับนี้กลับถูกราชวงศ์ต้าโหยวซื้อตัวไป ยอมเป็นสุนัขรับใช้ให้พวกเขาหลอกใช้ นับเป็นภัยพิบัติของใต้หล้าโดยแท้!”

หมิงจื่อถูยิ้มขื่น ชูนิ้วชี้ขึ้นไปยังมุกเร้นวิญญาณที่พังยับเยินบนอากาศ มุกวิเศษเม็ดนั้นส่งเสียงแตกเปรี๊ยะ ก่อนจะระเบิดออก

เบื้องหน้าของเหอผิงสว่างวาบ กลุ่มแสงผลึกเจิดจ้าเปล่งประกายวูบวาบ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับขาวโพลน

นี่ก็คือหนึ่งในความพลิกแพลงของมุกเร้นวิญญาณ หากต้องเผชิญกับศัตรูแกร่งที่ยากจะรับมือ ก็ให้มุกเร้นวิญญาณระเบิดออก ปลดปล่อยแสงสว่างจ้าถึงขีดสุด ทำให้คนตาบอดชั่วขณะจนลืมตาไม่ขึ้น เพื่อหาช่องโหว่และอาศัยความชุลมุนหลบหนีไป

ทว่าในจังหวะนั้นเอง ขณะที่หมิงจื่อถูกำลังเตรียมตัวจะถอยหนี แรงกดทับที่มองไม่เห็นสายหนึ่งก็ถาโถมเข้ามา ทำให้ร่างกายของเขาหยุดชะงักไปในทันที

ในวินาทีนี้ สถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายของเขาก็เกิดขึ้น ในรัศมีสี่สิบจั้งที่มีเหอผิงเป็นศูนย์กลาง อากาศที่แต่เดิมควรมองไม่เห็นกลับคล้ายถูกบางสิ่งบีบอัดจนควบแน่นและปรากฏรูปร่างเลือนราง ความผันผวนของปราณฟ้าดินหยุดนิ่ง ราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้

“นี่มัน!”

ร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับก้อนเหล็ก แม้แต่นิ้วเดียวก็ยากจะขยับเขยื้อน

“นี่...นี่มันวิชามารอันใด...ไม่สิ นี่คือนิมิตของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา–”

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของหมิงจื่อถู ก็คือการไม่รู้ว่าศัตรูที่ตนพบเจอ แท้จริงแล้วเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา หากเขารู้ข้อมูลนี้ล่วงหน้า เขาจะไม่มีทางร่นระยะห่างกับเหอผิงเด็ดขาด

…ช่องว่างระหว่างผู้บรรลุมรรคาและผู้ที่ยังไม่บรรลุมรรคา ไม่สามารถประเมินได้ด้วยหลักเหตุผลทั่วไป

ดังนั้น ตั้งแต่ต้นเหอผิงจึงไม่เคยนับหมิงจื่อถูเป็นศัตรู เขาเพียงแค่คิด หากมีความตั้งใจเช่นนั้น ในชั่วพริบตาที่ปะทะกัน จังหวะที่กระแสพลังสอดประสาน เขาก็สามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้แล้ว

เหตุที่เสียเวลามาเนิ่นนาน มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าดีใจที่ได้พบเหยื่อชั้นยอด เขารู้สึกสนใจเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘คัมภีร์ภาพหมื่นลักษณ์พันมายา’ ที่สำนักว่านเซียงสืบทอดมาเล็กน้อย ถึงได้ประมือกับหมิงจื่อถูสักตั้ง

ราวกับประกายไฟแลบ ในเวลาเดียวกับที่มุกเร้นวิญญาณระเบิดออก ‘เกมแมวจับหนู’ นี้ก็ประกาศจุดจบ เมื่อนิมิตขอบเขตบรรลุมรรคาถูกปล่อยออกมา ชั่วพริบตาสายลมก็หยุดพัด หมู่เมฆก็หยุดเคลื่อนไหว สนามพลังแห่งนี้เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก

ฉับพลันนั้น ใบไม้ที่ปลิวว่อน ผืนหญ้าในป่า ฝุ่นทรายใต้พื้นรองเท้าขณะหยัดกายเคลื่อนไหว ล้วนหยุดนิ่งตามทิศทางที่ปลิวกระจาย ภายในอาณาเขตที่ควบแน่นถึงขีดสุด

“เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสำนักว่านเซียง นับว่าไม่เลว…”

เพื่อหลีกเลี่ยงอาการตาบอด หมิงจื่อถูจึงหลับตาแน่นมาตลอด เมื่อได้ยินประโยคนี้ เขากลับไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งลืมตาขึ้นหรือเลิกเปลือกตา เพราะทั่วทั้งร่างกายราวกับถูกห่อหุ้มไว้ภายใต้แรงกดทับที่หนักอึ้งดั่งห้วงทะเลลึก

‘ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!’

เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น นิ้วมือที่เย็นเฉียบก็กดลงบนกลางหน้าผากของเขา ชั่วพริบตา ความสับสนวุ่นวายก็กลับคืนสู่ความเงียบงัน สติของเขาร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดดั่งก้นบึ้งเหว

ในเวลาเดียวกัน โลกภายนอกที่อยู่นอกเหนือสติสัมปชัญญะของเขา ได้ยินเพียงเสียงดังกรอบแกรบ กลางหน้าผากของหมิงจื่อถูแตกออก ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ กระดูกสันหลัง ไปจนถึงท่อนแขน แผ่นหลัง และน่อง ล้วนมีเสียงแตกหักยิบย่อยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ร่างของบุรุษที่มีใบหน้าอมโรคทรุดฮวบลง ระหว่างกระดูกมีเสียงแตกหักดังก้องจนชวนให้เสียวฟัน นั่นคือเสียงกระดูกแตกที่ดังราวกับคั่วเกาลัด เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น

กระดูกและอวัยวะภายในทั่วร่างของหมิงจื่อถูคล้ายจะแหลกเหลว กลายเป็นแผ่นเนื้อชุ่มเลือดบางๆ ปูลาดอยู่บนพื้น คล้ายกับเนื้อแผ่นก็ไม่ปาน

“ตกตายภายใต้เคล็ดจิตคุมศิลาขั้นสมบูรณ์ของข้า ก็นับว่าเป็นวาสนาสามชาติภพของเจ้าแล้ว!”

เหอผิงส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงที่แฝงความอำมหิตดังก้องไปทั่วสารทิศ

ในเวลาเดียวกัน เขาก็ลอบดึงรั้งจิตวิญญาณของคนผู้นี้มา และดูดกลืนเข้าไปใน ‘ผ้าคลุมอเวจี’ อย่างรวดเร็ว ทารกที่ถูกห่ออยู่ในผ้าอ้อมก็ถูกเขาแย่งชิงมาเช่นกัน

หมิงจื่อถูดูเหมือนมีสภาพการตายที่น่าอนาถ แต่ความจริงแล้วไม่ได้ทนทุกข์ทรมานแม้แต่น้อย เหอผิงฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่ไม่ได้มีความสนใจในการทรมานผู้อื่น และไม่ได้มีความสนใจในอำนาจที่ได้ควบคุมความเป็นตายของผู้อื่นเลย

เหอผิงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพมากกว่า เขาไม่ได้ทำลายจิตวิญญาณของหมิงจื่อถูโดยตรง เพราะเขาสนใจในเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสำนักว่านเซียงเล็กน้อย ตั้งใจจะใช้เมล็ดพันธุ์มารเพื่อสืบค้นความทรงจำของคนผู้นี้ หากโชคดี เขาก็น่าจะได้รับข้อมูลของ ‘คัมภีร์ภาพหมื่นลักษณ์พันมายา’ มาได้...

แน่นอนว่าเขาไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้มากนัก ท้ายที่สุด สำนักบำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ที่มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ย่อมมีวิธีการปกป้องเคล็ดวิชาของตนเองไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปสู่ภายนอก

ยกตัวอย่างเช่น การวางค่ายกลหรือวิชาต้องห้ามไว้ในจิตวิญญาณของศิษย์ในสำนัก หากมีคนใช้วิชาค้นวิญญาณมา ‘สืบค้น’ วิชาต้องห้ามก็จะทำงานทันที

นอกเหนือจากนี้ ยังมีวิธีการจำกัดการแพร่กระจายของเคล็ดวิชาอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของลัทธิโคลน หากจะฝึกปรือจำเป็นต้องกลืนมหาโอสถ แม้จะเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาแล้ว แต่หากปราศจากมหาโอสถขั้นต่อไปที่พระโพธิสัตว์มนุษย์ผีทั้งสาม หรือปรมาจารย์อาสนะบัวประทานให้ ก็อย่าหวังว่าจะประสบความสำเร็จใน ‘คัมภีร์บงกชสวรรค์’ แม้แต่น้อย

ในส่วนของสำนักหุ่นเชิดเซียนนั้น เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาเองก็เป็นหลุมพรางขนาดใหญ่ ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ถูกลอบแบ่งออกเป็นห้าเล่ม แต่ละเล่มล้วนแฝงสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิด ตราบใดที่คำสัตย์ทั้งห้าถูกกระตุ้นให้ทำงาน ไม่ว่าผู้ใดที่พยายามฝึกปรือ ล้วนต้องตกหลุมพรางทั้งสิ้น

“สำนักอื่นก็สมควรที่จะป้องกันอย่างเข้มงวดไม่ให้คนนอกขโมยเคล็ดวิชาของตน หรือการที่คนในสำนักแอบนำเคล็ดวิชาไปเผยแพร่ภายนอก สมควรจะมีวิธีการรับมือที่สอดคล้องกัน…”

ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เขาก็หันขวับกลับมา ดวงตาจับจ้องไปยังตำแหน่งหนึ่งในป่าทึบ สายตาที่แหลมคมดั่งคมมีดน้ำแข็งสาดส่องไป

“ยอดฝีมือระดับท่าน ไฉนจึงเอาแต่เฝ้ามองอยู่รอบนอกเล่า ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ยอดคนไม่เผยโฉม’ แต่การหลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้ ไม่สมกับการเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาเลย!”

ในจังหวะที่ลงมือสังหารหมิงจื่อถูแห่งสำนักว่านเซียงนั้น เหอผิงก็รู้สึกได้ว่าตนเองถูกดวงตาคู่หนึ่งที่มองไม่เห็นจับจ้องอยู่

สิ่งนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่ามีคนเก่งกาจอยู่ข้างๆ ในขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนักได้ว่าคนผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อหมิงจื่อถูแห่งสำนักว่านเซียง เพราะคนผู้นั้นมีโอกาสที่จะช่วยชีวิตเขา แต่กลับไม่เลือกที่จะลงมือ

…เงียบงันไร้สรรพเสียง ทุกสรรพสิ่งสงัดเงียบ นั่นคือบริเวณที่ต้นไม้หนาแน่นที่สุดในป่าทึบแห่งนี้ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของโลกบรรพกาลอันป่าเถื่อน ป่าทึบที่มืดมิดแห่งนั้นดูลึกล้ำน่ากลัว ดำมืด และเงียบกริบ

เหอผิงใช้เคล็ดจิตค้างคาวเขียวในการค้นหา เขาแปลงเสียงเป็นคลื่นแล้วส่งออกไป สแกนตรวจจับราวกับเรดาร์ ทว่ากลับไม่พบช่องโหว่ใดๆ

“หรือว่าข้าจะเข้าใจผิดไป? แต่ลางสังหรณ์เช่นนี้ไม่มีทางผิดพลาด…”

ในใจของเหอผิงก็มีความแคลงใจอยู่บ้าง ทว่าดวงตาที่ทอประกายเจิดจ้าของเขา กลับเกิดความสงสัยขึ้นอีกครั้ง

“ไม่ได้เข้าใจผิด วิชาเก็บซ่อนลมปราณของคนผู้นั้นล้ำเลิศจนถึงขั้นสุดยอด แทบจะแทรกซึมไปกับป่าผืนนั้น ข้าเกือบจะมองพลาดไปเสียแล้ว คนผู้นี้ ต้องเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาอย่างแน่นอน”

เหอผิงยิ้มเย็นชา ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น

“ข้าเดาว่าท่านคงตั้งใจมาที่นี่เพื่อคนของตระกูลเซียวใช่หรือไม่! สิ่งที่อยู่ในมือข้าก็คือสายเลือดสุดท้ายของตระกูลเซียว หากท่านยังคงแสร้งทำตัวเป็นท่อนไม้ต่อไป เช่นนั้นข้าคงต้องมอบเด็กคนนี้ให้เบื้องบนแล้ว คนผู้นั้นเกลียดชังเซียวซืออานเข้ากระดูกดำ แค้นจนแทบอยากจะกินเลือดกินเนื้อ มิเช่นนั้นก็คงไม่สั่งให้พวกข้ามากวาดล้างให้สิ้นซากหรอก…”

พูดตามตรง เขาเองก็ไม่รู้ความจริงที่ว่าทำไมนิกายลับบูรพาถึงต้องการฆ่าเซียวซืออาน และต้องการถอนรากถอนโคนตระกูลเซียว

เพียงแต่ ในใจของเหอผิงก็มีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง เซียวซืออานก็เป็นเพียงผู้ตรวจการ เป็นขุนนางบุ๋นธรรมดาคนหนึ่ง การที่เบื้องบนของนิกายลับบูรพาหาโอกาสฆ่าเขา มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือจินตนาการอะไร หากต้องการจัดการเขาจริงๆ ก็เป็นเรื่องง่ายมาก... ทว่าการที่จะต้องฆ่าล้างตระกูลเซียวให้หมดสิ้น เรื่องนี้ออกจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง

‘อย่างไรเสียก็ต้องไปล่วงเกินข้อห้ามของบุคคลสำคัญบางคนในราชสำนักต้าโหยวอย่างแน่นอน ถึงได้ทำให้คนผู้นั้นแค้นจนฟันกรามกรอดและออกคำสั่งนี้ องค์กรอย่างนิกายลับบูรพา เดิมทีก็คล้ายกับถุงมือสีดำที่เอาไว้ทำงานสกปรกอยู่แล้ว... การฆ่าล้างตระกูลเซียวให้สิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่ไก่และสุนัข นอกจากการระบายความแค้นแล้ว ดีไม่ดีอาจจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูก็เป็นได้’

เมื่อคิดทบทวนในใจ เขาก็ชูผ้าอ้อมในมือขึ้น พลังแห่งจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งสายหนึ่งพันธนาการเข้าไว้ ทำท่าทีราวกับจะลงมือขยี้ให้แหลกคามือ

จบบทที่ บทที่ 186 ผู้ซ่อนเร้น

คัดลอกลิงก์แล้ว