- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 178 นักพรตหยวนมู่
บทที่ 178 นักพรตหยวนมู่
บทที่ 178 นักพรตหยวนมู่
สิ้นเปลืองน้ำลายไปไม่น้อย ในที่สุดนักพรตฉางหลิงก็โน้มน้าวยายเฒ่าซางหลิงได้สำเร็จ ทำให้นางรับปากว่าจะร่วมกันใช้บทสวด ‘ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม’ สื่อสารกับความว่างเปล่า ใช้วิชาของลัทธิโคลนอันไร้ขอบเขตและเหนือสามัญ สื่อสารกับกุมารร้อยแขนเซียวอู๋เป่ยผู้นั้น
ยายเฒ่าซางหลิงรู้ดีว่า ลัทธิโคลนกับความเชื่อดินแดนบริสุทธิ์ของโพธิสัตว์ยานในสำนักพุทธนั้นมีที่มาเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง สำนักพุทธเคยรุ่งเรืองอย่างมากในยุคราชวงศ์ต้าโหยว โดยมีวัดสือฉานเป็นผู้นำห้าสำนักฌานในการตั้งลัทธิ ผู้คนในใต้หล้าต่างเลื่อมใสศรัทธา และมีศาสนิกชนกระจายอยู่ทั่วห้ามรรคาวิถี
ต่อมา ยังแผ่ขยายจากต้าโหยวออกสู่ภายนอก สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และโพธิสัตว์ยาน ทั้งสามยานต่างเผยแผ่เข้าไปในดินแดนต่างๆ เช่น เสินเฟิง เยี่ยนหลง และฝูอวี่
ในยุคที่พุทธธรรมรุ่งเรืองสุดขีด สามเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสำนักพุทธก็โดดเด่นดุจดวงตะวันกลางนภา ครอบครองสิบอันดับแรกในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘ไตรลักษณ์’ ‘เบญจลักษณ์จักรนิพพาน’ และ ‘คัมภีร์นักษัตรดารา’ อยู่ในลำดับที่เจ็ด แปด และเก้าตามลำดับ ซึ่งก็คือตำแหน่งที่สามเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสำนักเต๋าเซียนเทียนอย่าง ‘คัมภีร์ควบคุมดารา’ ‘รากเหง้าฟ้าดิน’ และ ‘มหาภัยสามตะวัน’ ครอบครองอยู่ในปัจจุบัน...
ผลปรากฏว่า ภายหลังไม่รู้เกิดเหตุพลิกผันอันใด สามเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสำนักพุทธกับร่วงหล่นจากสิบอันดับแรกของสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา จากลำดับที่เจ็ด แปด และเก้า ร่วงไปอยู่ลำดับที่สิบเอ็ด สิบสอง และสิบสาม ซ้ำร้ายยังปล่อยให้ลัทธิโคลนแซงหน้าเหยียบข้ามหัวไปอย่างดื้อๆ ทว่าเหตุผลกลใดนั้นคนนอกย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ชัดแจ้ง รู้เพียงแต่ว่าสำนักพุทธกับลัทธิโคลนนั้นไม่ลงรอยกันมาตลอด เคล็ดวิชาของลัทธิโคลนถูกพระมหาเถระแห่งสำนักพุทธประณามว่าเป็น ‘มารแอบอ้างพุทธ’
ในยุคราชวงศ์ต้าเซี่ยมีอยู่ช่วงหนึ่ง สำนักพุทธได้ทำสงครามกับลัทธิโคลนและพรรคพวกบางส่วนในเก้ามารอมตะ ในตอนนั้นขนานนามกันว่ามหาศึกธรรมะกับอธรรม สำนักพุทธส่งยอดฝีมือออกไปมากมาย และยังติดต่อกับราชสำนักต้าเซี่ย พ่วงด้วยสำนักที่รุ่งเรืองอื่นๆ เพื่อเข้าปราบปรามขุมกำลังฝ่ายอธรรมในอาณาเขต อันได้แก่ ลัทธิโคลน ลัทธิบูชามังกร สำนักหุ่นเชิดเซียน ตำหนักเกราะม่วง สำนักภูตครวญ สำนักสาปกระบี่ สำนักเบญจหนัว ลัทธิสดับกลิ่นหอม สำนักปราณวิญญาณ รวมกับมารที่สิบอย่างสำนักจิตรกรเซียน หมายจะกวาดล้างสิบมารร้ายในใต้หล้าให้สิ้นซาก สังหารยอดฝีมือฝ่ายอธรรมนอกรีตให้หมดสิ้น
พึงรู้ไว้ว่า ราชวงศ์ต้าเซี่ยในยุคนั้นไม่ได้มีขุมพลังระดับเซียนปฐพีอย่างฮ่องเต้ต้าโหยวที่คอยใช้พลังอำนาจสะกดข่มใต้หล้า ควบคุมโลกผู้บำเพ็ญเพียรกว่าครึ่งไว้ แม้แต่สามสำนักเต๋าเซียนเทียนที่หยิ่งผยอง ก็ยังต้องหดหัวกลับเข้าแดนลับของตน ปิดสำนักไม่ยอมออกมา
ขุมกำลังฝ่ายอธรรมในยุคต้าเซี่ยตอนนั้นมีอิทธิพลยิ่งใหญ่มาก และนอกจากยอดมารผู้เหี้ยมหาญในเก้ามารอมตะแล้ว ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระนอกรีตอีกมากมาย ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านี้ล้วนฝึกฝนวิชามารนอกรีตที่หวังผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว วิธีการบำเพ็ญของพวกเขาก็แปลกประหลาดพันลึก มีทุกรูปแบบ บางสำนักอิสระที่รักษากฎเกณฑ์ก็ปิดด่านบำเพ็ญเพียรเงียบๆ วิธีการปฏิบัติตัวยังถือว่าอยู่ในร่องในรอย
ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระบางพวกกลับมักง่ายหวังผลเร็ว เพื่อการบำเพ็ญเพียรแล้วถึงกับเข่นฆ่าชาวบ้านโดยตรง ดึงเอาวิญญาณคนเป็นมาเซ่นสังเวยหลอมสมบัติวิเศษ ฆ่าคนดูดไขกระดูก สูบสมองมาหลอมโอสถวิญญาณ นำทารกมาหลอมสกัดเป็นโอสถต่ออายุขัย กระทำเรื่องน่าสะพรึงกลัวจนผู้คนขนลุกชัน
ในเวลานั้นสำนักผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ชั่วช้าสามานย์เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ใต้หล้ามีอยู่จำนวนมหาศาล ยอดฝีมือนอกรีตและยอดมารอำมหิตในเก้ามารอมตะก็ได้รวมตัวกัน ก่อตัวเป็นขุมกำลังฝ่ายมารที่แทบจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้
สำนักพุทธ ราชสำนักต้าเซี่ย และขุมอำนาจหลักต่างรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างรุนแรง เพื่อที่จะกำจัดคนเหล่านี้ จึงได้จุดชนวนมหาศึกธรรมะกับอธรรมขึ้น ส่งยอดฝีมือมากมายไปปะทะกับขุมกำลังฝ่ายอธรรม ในช่วงเวลานั้นไม่รู้ว่าเกิดการต่อสู้ที่สะเทือนเลื่อนลั่นและน่าหดหู่ใจไปมากเพียงใด ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะสละชีพไปนับไม่ถ้วน ในที่สุดก็กำจัดยอดมารอำมหิตใน ‘สิบมาร’ ลงได้ และสะกดกลิ่นอายปีศาจในใต้หล้าให้สงบลง
ความทรงจำช่วงนี้แล่นผ่านสมองของยายเฒ่าซางหลิงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนางได้ยินนักพรตฉางหลิงท่องบทสวดนี้ ในใจก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
ข้าเต็มใจแบ่งปันคำสาปนี้และถวายนาม
บทสวดนี้ฟังดูแปลกประหลาดมาก ตัวนางเองก็ไม่เข้าใจความหมายนัก ทว่าบทสวดของลัทธิโคลนนั้นมีรากฐานมาจากภาษาสันสกฤตของสำนักพุทธ คล้ายคลึงกับวิชาของพุทธแต่ก็มีความแตกต่าง อีกทั้งวิธีการของลัทธิโคลนยังเร้นลับซับซ้อน ไม่อาจรับประกันได้ว่าท่องแล้วจะไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น เพียงแต่ตอนนี้ ตัวนางต้องการหนีเอาชีวิตรอด นางจึงมีทางเลือกไม่มากนัก!
“คงต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง!”
ยายเฒ่าซางหลิงลอบท่องบทสวดในใจ เมื่อท่องบทสวดนี้ถึงหนึ่งพันจบ มันก็ราวกับไปกระตุ้นบางสิ่งเข้า ในใจบังเกิดความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งขึ้นมาจริงๆ
มาถึงวินาทีนี้ นางต้องยอมรับว่าบทสวดของลัทธิโคลนนี้มีความขลังอย่างแท้จริง ความรู้สึกต่อต้านในใจก็ลดลงไปกว่าครึ่ง ในหัวยิ่งมีเสียงของนักพรตฉางหลิงดังขึ้นมา
“ยายเฒ่าซางหลิง อีกเพียงไม่กี่วันก็จะเป็นวันที่เจ้าโจรชั่วนั่นฝึกปรือวิชาสำเร็จแล้ว ตอนนี้ในใจเขามีเรื่องให้พะวง ย่อมไม่มีเวลามาหลอมสกัดพวกเราให้ตายไปพร้อมกัน แต่เมื่อใดที่เขาฝึกปรือวิชาสำเร็จ ย่อมต้องสังหารพวกเราทิ้งเป็นแน่ ทางที่ดีที่สุดคือพวกเราต้องรอจนถึงวันสุดท้าย ฉวยโอกาสตอนที่เขาฝึกบำเพ็ญจนถึงจุดสำคัญ แล้วเรียกผู้อาวุโสเซียวอู๋เป่ยมา เมื่อถึงตอนนั้นเขาย่อมไม่อาจดูแลตัวเองได้ทัน ย่อมสะดวกต่อการหลบหนีของพวกเรา”
“เช่นนั้นมิใช่ว่าต้องทนทรมานไปอีกหลายวันหรอกหรือ เจ้าแน่ใจหรือว่าพวกเราทั้งสามคนจะทนอยู่จนถึงวันนั้นได้?”
ยายเฒ่าซางหลิงกัดฟันแน่น
“ท่านเพียงแค่ขยันท่องบทสวดนี้ทุกวัน อาศัยพลังของบทสวด พวกเราก็สามารถยื้อเวลาต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง”
อีกด้านหนึ่ง นักพรตฉางหลิงหัวเราะร่า ก่อนจะตัดการติดต่อกับยายเฒ่าซางหลิง เขาเองก็ถูกขังอยู่ท่ามกลางปราณสังหารอัคคีเมฆดำเช่นเดียวกับนาง ทว่าบนใบหน้ากลับมีเลือดฝาดแดงเปล่งปลั่ง ไม่ได้ดูผมเผ้าไหม้เกรียม ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษกงเต๊กเหมือนอย่างยายเฒ่าซางหลิง
“บทสวดก็คือคำสาปแช่ง บทสวดแบ่งออกเป็นสองประเภท หนึ่งคือบทสวดวิงวอน สองคือบทสวดสาปแช่ง บทสวดวิงวอนย่อมเป็นการขอพรจากเทพ ส่วนบทสวดสาปแช่งก็คือการใช้คำสาปทำร้ายผู้อื่น แบ่งปันคำสาป ก็คือ ‘โชคและเคราะห์อิงอาศัยกัน’ ถวายนาม ก็คือ ‘เป็นตายมีลิขิต’ บทสวดที่ลัทธิโคลนของข้าสืบทอดมานี้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘วิชาชุดวิวาห์’ สามารถถ่ายโอนความเสียหายของตนเองออกไปได้ ยายเฒ่าซางหลิง เพียงแค่ท่านและประมุขเกาะเย่หมัวท่องบทสวดนี้ มันก็จะสามารถช่วยรับเคราะห์แทนข้าได้ เพื่อให้ข้าสามารถทนรับไปจนถึงวันสุดท้าย”
นักพรตฉางหลิงคิดในใจอย่างเหี้ยมเกรียม ครั้งนี้เขาสูญเสียอย่างหนัก ถูกปราณสังหารอัคคีเมฆดำกัดกร่อนมาหลายวัน ตบะความรู้ความสามารถลดฮวบลงไปอย่างน้อยสามส่วน หากไม่ทวงคืนจากตัวยายเฒ่าซางหลิงและประมุขเกาะเย่หมัว ต่อให้โชคดีหนีรอดออกไปได้ เขาจะกลืนความคับแค้นนี้ลงคอไปได้อย่างไร!
…
เหอผิงพากเพียรบำเพ็ญอย่างยากลำบากมาเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน ในที่สุดก็สำเร็จวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายมาถึงขั้นนี้ นับว่าน้ำมาคลองก่อตัวเป็นรูปร่างแล้ว อันที่จริงในเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวันนี้ สิบวันสุดท้ายก็ใช้ไปเพื่อการเก็บรายละเอียดเท่านั้น ตัวเขาเพียงแค่เฝ้าแท่นพิธีไว้ แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจไปก็พอ
อีกทั้งวิชาลับในเก้าหลอมมารนรกแขนงนี้ เมื่อฝึกสำเร็จแล้วก็จะเคลื่อนไหวตามจิตใจ เมื่อภายในใจไม่แสดงออก คนนอกก็ยากที่จะสังเกตเห็นได้
แม้เขาจะฝึกวิชาสำเร็จแล้ว ทว่ากลับไม่ได้เปิดเผยร่องรอยใดๆ ออกมา นี่ก็ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการฝึกวิชาของตำหนักมารสามกำเนิด ภายนอกดูเหมือนมีความเคลื่อนไหวเอิกเกริกวุ่นวาย แต่แท้จริงแล้วกลับลอบบำเพ็ญจนสำเร็จอย่างเงียบเชียบ ศัตรูภายนอกที่ไม่เข้าใจความล้ำลึกในข้อนี้ มักจะถูกภาพลวงตาหลอกตาเอาได้ง่ายๆ โดยคิดว่าในวันที่เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าของอีกฝ่าย เป็นช่วงเวลาคับขันอันตรายของการเดินลมปราณ จึงจงใจบุกเข้ามาโจมตี กลายเป็นการรนหาที่ตายเสียเอง
“หลังจากสำเร็จวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย ข้าก็นับว่าเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาแล้ว นอกจากการหยั่งรู้ในมรรคาสวรรค์ที่ยังด้อยกว่าอยู่บ้างและต้องใช้เวลาสั่งสม ในด้านอื่นๆ ก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก”
ปัจจุบันเหอผิงได้บรรลุถึงความสำเร็จในการบรรลุมรรคาแล้ว หรือก็คือมี ‘ขอบเขต’ แต่ยังไม่ได้รับ ‘ผลแห่งมรรคา’ อย่างสมบูรณ์
เมื่อบรรลุมรรคาแล้ว เลือดเนื้อจะกลายเป็นกายทองคำม่วงแท้ โลหิตทั่วร่างจะกลายเป็นของเหลวสีขาว ขนานนามว่ากายากึ่งเซียน
จิตวิญญาณของตนเองก็จะค่อยๆ กลายเป็นวิญญาณหยิน ในระหว่างที่พลังจิตหมุนเวียนจะสามารถหยั่งรู้ความลึกล้ำของมรรคาสวรรค์ได้ นอกจากนี้ยังจะก่อเกิดนิมิตต่างๆ ขึ้นมา เช่น ‘ลมหายใจดั่งเมฆา’ ‘กายกระจายกลิ่นหอมประหลาด’ ‘นัยน์ตาทอแสงอัศจรรย์’...
สำหรับสิ่งเหล่านี้ ล้วนไม่ต้องอาศัยการฝึกฝนใดๆ ขอเพียงผ่านไปสักสิบวันหรือครึ่งเดือน การเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายเช่นนี้ก็จะมาถึง นอกเหนือจากข้อจำกัดที่ว่าพื้นฐานพลังและเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่เลือกแตกต่างกัน ซึ่งทำให้มีความแตกต่างกันเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็ไม่ได้มีความแปลกพิสดารแต่อย่างใด
“ความแตกต่างในที่นี้ มันก็เกิดจากการที่เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ฝึกฝนนั้นแตกต่างกัน ระบบการฝึกปรือไม่เหมือนกัน ระหว่างกันนั้นไม่ได้มีการแบ่งแยกสูงต่ำแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น โหวประคองแห่งจวนจิ่วเจียงที่ฝึก ‘กระบี่แก่นแท้ปราณบริสุทธิ์’ ก็เดินตามวิถีทางของ ‘กระบี่จิตวิญญาณก่อกำเนิด’”
“นอกจากนี้ยังมีบางสำนัก เช่นสำนักปราณวิญญาณ เมื่อบรรลุมรรคาแล้ววิญญาณหยินก็จะสมบูรณ์พร้อม จิตวิญญาณสามารถถอดจิตท่องไปในภายนอกได้ ซึ่งสะดวกสบายยิ่งกว่าการโบยบินด้วยร่างเนื้อ สำนักภูตครวญเมื่อถึงขอบเขตบรรลุมรรคา สามสุสานจะหลอมรวม ก็ได้หลอมตนเองให้กลายเป็นผีร้ายไปนานแล้ว”
“สำนักอื่นๆ ต่างก็มีวิธีการบำเพ็ญเพียรที่แตกต่างกันออกไป เมื่อบรรลุมรรคา ความสำเร็จย่อมแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ”
เหอผิงสูดลมหายใจเข้าลึก ปลายนิ้วแตะออกไปเบาๆ เพียงชั่วพริบตา รังไหมสีดำที่ลุกไหม้อยู่ในดอกบัวเพลิงเบื้องล่างก็พลันแฟบลง แตกกระจายกลายเป็นกลุ่มก้อนทันที
ส่วนเฒ่าปีศาจเสวียนปิงที่อยู่ด้านในนั้นเลิกก่นด่าไปตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้ว เขาถูกทรมานจนร่อแร่ ครึ่งชีวิตหายไปกว่าค่อน ร่างกายครึ่งมังกรของตนเองก็จางหายไป กลายเป็นตาเฒ่าผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
ต่อมา หลังจากถูกทรมานอีกหลายวัน แก่นแท้พลังปราณทั่วร่างก็ถูกสูบออกไป จนทั้งร่างเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
ฟุ่บ!
ทันทีที่รังไหมสีดำจางหายไป ร่องรอยสุดท้ายของเฒ่าปีศาจเสวียนปิงก็ถูกลบเลือนไปจนสิ้น เหลือเพียงเงาดำร่างมนุษย์ที่พุ่งพรวดออกมาจากรังไหม ทะยานเข้าสู่บัลลังก์อันงดงามที่เหอผิงนั่งประทับอยู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว
ตูม!
บัลลังก์นั้นปลดปล่อยแสงมารออกมานับร้อยจั้ง กลายสภาพจนแทบจะจับต้องได้ เงาร่างมนุษย์นั้นก็กลายเป็นเทพอสูรที่น่าสะพรึงกลัว ขดตัวอยู่บนลวดลายสลักของบัลลังก์อันสูงส่ง
เหอผิงนั่งตัวตรงอยู่บนบัลลังก์ นิ้วมือที่วางอยู่บนพนักพิงเคาะเบาๆ สองครั้ง เกิดเป็นเสียงดังกังวานใสราวกับหยกกระทบกัน
“วิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายมี ‘แก่นรากฐานมารฝันร้าย’ ‘เพลิงมารปฐพีหยินเร้นลับทั้งห้า’ ‘วิชาเกราะบ่ออสนีปราณทมิฬ’ ‘ดาบมารแม่เหล็กต้นกำเนิด’ และ ‘บัลลังก์หมื่นมารสะท้าน’ ที่ข้านั่งอยู่นี้เป็นโครงสร้างหลัก ก่อตั้งขึ้นเป็นระบบการฝึกปรือแขนงหนึ่ง”
“สุดยอดวิชาลับทั้งห้านี้ใชัแก่นรากฐานมารฝันร้ายเป็นแกนกลาง ในระหว่างขั้นตอนการบำเพ็ญ ก็คือการใช้กฎเกณฑ์การหมุนเวียน ‘หยินหยาง’ ‘เป็นตาย’ ‘เทพมาร’ ของตำหนักมารสามกำเนิด อาศัยจุดเชื่อมต่อทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบจุดของสามตำหนักหกอวัยวะส่วนบน กลาง และล่าง รวมถึงสภาพภายในร่างกาย หลอมรวมกับเมล็ดพันธุ์มารสามหมื่นหกพันเมล็ด ใช้วิญญาณหลอมมาร ใช้มารแปลงเป็นเทพ”
“เมื่อฝึกปรือถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถควบแน่น ‘มารโอรสสวรรค์’ ขึ้นมาได้หนึ่งองค์ ใช้ ‘มารโอรสสวรรค์ร่างจักรพรรดิ’ ประทับอยู่ ณ สามตำหนัก บัญชาการเทพมารทั้งในและนอกท่ามกลางสามตำหนักหกอวัยวะ หากเกิดความนึกคิดที่เป็นความชั่วร้าย ก็คือกองทัพมารสามพันหกร้อยนายออกลาดตระเวน แปดขุนพลภูตผี จอมมารห้าจักรพรรดิลงมาจุติ หากเกิดความนึกคิดที่เป็นความดี ก็จะจำแลงเป็นเทพแห่งตำหนักเซียน ขุนพลทหารสวรรค์ ขุนนางเทพทั้งสิบทิศ... เทพก็คือข้า มารก็คือข้า นี่ถึงจะเป็นขั้นสูงสุดของวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย”
เมื่อวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายมาถึงระดับนี้ ก็สามารถควบคุมกฎเกณฑ์ ‘หยินหยาง’ ‘เป็นตาย’ ‘เทพมาร’ ได้ในเบื้องต้น ในอาณาเขตที่กฎเกณฑ์เหล่านั้นหมุนเวียนครอบงำอยู่ ขอเพียงมีความคิดเดียว ก็สามารถลบเลือนจิตวิญญาณที่แท้จริงของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป บดขยี้จิตวิญญาณให้แหลกสลาย และส่งเข้าสู่วัฏสงสารได้ ประดุจเทพสวรรค์และปฐพีที่อยู่สูงส่งเบื้องบน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ระหว่างฟ้าดิน ปกครองสรรพสัตว์ในสามภพสวรรค์ ปฐพี มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้น ลดตำแหน่ง ตกรางวัล หรือลงทัณฑ์ ล้วนต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของสวรรค์ทั้งสิ้น
“นี่คือระบบที่ใช้ ‘ใจข้าแทนใจสวรรค์ ใช้มรรคาข้าแทนมรรคาสวรรค์’ ตำหนักมารสามกำเนิดในตอนนั้นก็มีความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ ต้องการก่อตั้งระบบทั้งสามอย่าง สวรรค์ ปรโลก และวังวารี หากปล่อยให้ตำหนักมารสามกำเนิดสร้างระบบนี้จนเสร็จสมบูรณ์ ภพนี้คงจะมีสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปอีกแบบ”
เหอผิงเองก็ไม่กล้าจินตนาการว่า หากตำหนักมารสามกำเนิดทำให้แนวคิดนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ จะนำพา ‘ผลกระทบ’ เช่นไรมาสู่โลกใบนี้ เขาอาศัย ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ และยังสัมผัสถึงมารเร้นลับแห่งสรวงสวรรค์ จึงได้รู้ว่าตำหนักมารสามกำเนิดเคยสร้าง ‘ทะเลเป็นตาย’ ขึ้นมาแห่งหนึ่ง นั่นคือแดนลับที่กว้างใหญ่ไพศาล เงียบสงัดและเสื่อมโทรม ‘ทะเลเป็นตาย’ สามารถกลืนกินรอยประทับแต่กำเนิดของสรรพสัตว์ต่างๆ ในสามภพหลังจากตายไปแล้ว เพื่อแสวงหาการหลุดพ้นไปสู่อีกฝั่งหนึ่งของความเป็นและความตาย
เพียงแต่ในภายหลัง ตำหนักมารสามกำเนิดถูกขัดขวางโดยยอดฝีมือที่ศัตรูตัวฉกาจอย่างจวนเต๋าไท่อี่ส่งมา ‘ทะเลเป็นตาย’ ถูกระเบิดจนแหลกสลาย แผนการสะท้านฟ้านี้จึงต้องชะงักลงอย่างสิ้นเชิง
หึ่ง...
เหอผิงหยุดรำลึกความหลัง เขาเงยหน้าขึ้นมองรอบนอกของวิชาลับม่านบดบัง ในชั่วพริบตา สายตาของเขาก็ทะลุผ่านปราณสังหารอัคคีเมฆดำ มองเห็นเรือนยอดไม้ที่ราวกับร่มฉัตร ลำต้นสีแดงฉาน กิ่งก้านคดเคี้ยวนับไม่ถ้วนร่ายรำอยู่กลางอากาศราวกับฝูงงู
ต้นไม้ใหญ่ที่ราวกับอสูรกายยักษ์ต้นนี้ ราวกับไม่ถูกผูกมัดด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก มันพุ่งทะยานมาจากกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ภายในลำต้นนั้น เปลือกไม้ปริแตกออก แยกเป็นรอยแยกสายหนึ่ง ปรากฏใบหน้าแก่ชราที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นอยู่ภายในนั้น
“นักพรตเฒ่ามีนามว่านักพรตหยวนมู่แห่งตำหนักซางมู่ สหายเต๋าบนเกาะ จับตัวยายเฒ่าซางหลิง ศิษย์น้องของข้าไปหรือไม่ ข้าเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นความเข้าใจผิดกันแน่ นักพรตเฒ่าขอหน้าด้านสักครั้ง หวังว่าสหายเต๋าจะปล่อยตัวศิษย์น้องของข้าไป!”
“ไม้มังกรโลหิต? นักพรตหยวนมู่?”
เหอผิงพบด้วยความประหลาดใจว่า นักพรตหยวนมู่ผู้นี้ถึงกับหลอมรวมร่างกายเนื้อของตนเองเข้ากับไม้มังกรโลหิตที่แปลกประหลาดนี้ รูปแบบชีวิตของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน
“นี่มิเท่ากับเป็นการหลอมตนเองให้กลายเป็นปีศาจต้นไม้หรอกหรือ?”