เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - การแย่งชิงระหว่างโจวและหลี่

บทที่ 29 - การแย่งชิงระหว่างโจวและหลี่

บทที่ 29 - การแย่งชิงระหว่างโจวและหลี่


หลี่ชิงเซียวพลันนึกถึงหนังสือราชการจากจวนเต๋าทวีปผัวหลัวโจวใต้ในห้องทำงานของเหยาป๋อขึ้นมาได้ทันที

" ... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เจาหวาแดนทะเลใต้เมื่อเดือนก่อน สืบเนื่องจากการที่บริษัทหมีเทียนหลัวร่วมมือกับขุนนางคนสำคัญทุกระดับของจวนเต๋าลอบทำการทดลองผิดกฎหมาย โดยได้แนบรายการระบุวันเวลาและสถานที่ทำการทดลองอย่างละเอียดมาด้วย พร้อมประกาศกร้าวว่าหากจวนเต๋าไม่ตรวจสอบและตอบกลับให้ชัดเจน ตำหนักเป่ยเฉินจะส่งคนไปตรวจสอบด้วยตนเอง ... "

เรื่องนี้สอดคล้องกับคำพูดของคนผู้นี้พอดี

หากดูจากผลลัพธ์แล้ว ยังไม่ทันที่ตำหนักเป่ยเฉินจะมาตรวจสอบ บริษัทหมีเทียนหลัวก็ระเบิดตัวเองไปเสียก่อน

เพียงแต่ไม่รู้ว่าตำหนักเป่ยเฉินได้เอาผิดกับขุนนางระดับสูงของจวนเต๋าทวีปผัวหลัวโจวใต้หรือไม่

จะเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่หรือแค่ลงโทษพอเป็นพิธีกันนะ

น่าเสียดายที่ในปีปฏิทินสำนักเต๋าที่สามร้อยสิบเก้าหลี่ชิงเซียวยังไม่เกิด เขาจึงไม่มีทางรู้เรื่องราวในอดีตเหล่านี้ได้เลย

ทว่าหลี่ชิงเซียวไม่ได้เปิดโปงจุดนี้ เขาแสร้งกล่าวตามน้ำไป "เจ้าต้องการต่อต้านสำนักเต๋างั้นหรือ เจ้าเป็นหัวหน้าตำแหน่งใดในพรรคขจัดเต๋ากัน ตำหนักเป่ยเฉินคือมือขวาของสำนักเต๋า ภายใต้กำปั้นเหล็กนี้ไม่เคยมีความปรานี"

"ช่างเป็นน้ำเสียงของตำหนักเป่ยเฉินจริงๆ กลิ่นอายแบบนี้แหละใช่เลย" หน้ากากสัมฤทธิ์ผู้นั้นไม่ปิดบังความเย้ยหยันของตนเองเลยแม้แต่น้อย

เดิมทีหลี่ชิงเซียวก็เป็นนักพรตของตำหนักเป่ยเฉินอยู่แล้ว น้ำเสียงและวิธีการพูดย่อมไม่มีช่องโหว่ เขาเอ่ยถามตรงๆ "ฟังจากความหมายในคำพูดของเจ้า ดูเหมือนเจ้าจะเคยรับมือกับตำหนักเป่ยเฉินมาก่อนงั้นหรือ"

"ย่อมเคยรับมืออยู่แล้ว มีคนเข้าใจพวกเราและมีคนคอยปราบปรามพวกเรา ตำหนักเป่ยเฉินไม่เคยเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรอก" หน้ากากสัมฤทธิ์กล่าวอย่างดูแคลน "เจ้านายของเจ้าคือใคร"

หลี่ชิงเซียวลังเลเล็กน้อย "โจวเสวียนกั่น"

"รองประธานแห่งตำหนักเป่ยเฉินที่อายุน้อยที่สุด อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด" หน้ากากสัมฤทธิ์วิจารณ์ขึ้นมาประโยคหนึ่ง

เวลาของสถานที่แห่งนี้เดินไม่เท่ากับโลกมนุษย์ โลกมนุษย์ผ่านไปแล้วยี่สิบปี ทว่าที่นี่เพิ่งผ่านไปเพียงสองปี การระเบิดตัวเองของบริษัทหมีเทียนหลัวเกิดขึ้นในปีปฏิทินสำนักเต๋าที่สามร้อยสิบเก้า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือในมุมมองของชนพื้นเมืองเหล่านี้ ตอนนี้น่าจะเป็นปีปฏิทินสำนักเต๋าที่สามร้อยยี่สิบเอ็ด

ไม่ว่าจะเป็นปีปฏิทินสำนักเต๋าที่สามร้อยสิบเก้าหรือสามร้อยยี่สิบเอ็ด โจวเสวียนกั่นก็ยังไม่ได้เป็นรองประธานอาวุโสและยังไม่ได้บรรดาศักดิ์ปรมาจารย์ชานจือ เป็นเพียงหนึ่งในรองประธานหลายๆ คนเท่านั้น

ในปีปฏิทินสำนักเต๋าที่สามร้อยสี่สิบหรือก็คือเวลาบนโลกมนุษย์ปัจจุบัน โจวเสวียนกั่นได้กลายเป็นปรมาจารย์ชานจือและรองประธานอาวุโส เป็นบุคคลหมายเลขสองของตำหนักเป่ยเฉินอย่างแท้จริง ผู้คอยดูแลงานประจำวันของตำหนักเป่ยเฉิน

ความเร็วในการเลื่อนตำแหน่งเช่นนี้เรียกไม่ได้ว่าช้าเลย การเลื่อนตำแหน่งได้รวดเร็วราวกับมหาเจ้าสำนักรุ่นที่แปดต่างหากที่เป็นเรื่องหาได้ยากยิ่ง ไม่อย่างนั้นเขาจะกลายเป็นมหาเจ้าสำนักได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสี่สิบปีและกุมอำนาจสำนักเต๋ามายาวนานกว่าหกสิบปีได้อย่างไร

ส่วนประธานแห่งตำหนักเป่ยเฉินก็คือหลี่หยวนฮุ่ยบิดาของหลี่ชิงผิงและหลี่ชิงหลาน

ดังนั้นภายในตำหนักเป่ยเฉินจึงมีสองฝักสองฝ่าย นั่นก็คือตระกูลหลี่และตระกูลโจว

นี่ถือเป็นปัญหาที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์

ปัญหาการเมืองระบบตระกูลขุนนางของสำนักเต๋านั้นรุนแรงมาก ตำแหน่งสำคัญๆ มักจะถูกครอบครองโดยตระกูลใดตระกูลหนึ่งหรือฝักฝ่ายใดฝักฝ่ายหนึ่งมาอย่างยาวนาน

สามตระกูลใหญ่แห่งสำนักเต๋าได้แก่ หลี่ จาง และเหยา

ในยุคของปราชญ์เสวียนเซิ่งผู้เป็นมหาเจ้าสำนักรุ่นแรก ตระกูลจางเคยคิดก่อกบฏครั้งหนึ่ง ส่วนตระกูลเหยาก็ชอบทำตัวเป็นนกสองหัวมาโดยตลอด ปราชญ์เสวียนเซิ่งจึงเชื่อใจได้เพียงตระกูลหลี่เท่านั้น ในช่วงเวลากว่าสองร้อยปีหลังจากนั้นตำหนักเป่ยเฉินจึงถูกตระกูลหลี่ยึดครองมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงยุคของมหาเจ้าสำนักรุ่นที่แปด ตระกูลหลี่ก็เคยก่อกบฏเช่นกัน มหาเจ้าสำนักรุ่นที่แปดจึงมอบหมายให้ตระกูลโจวเข้ามาดูแลตำหนักเป่ยเฉินแทน

เมื่อมาถึงยุคของมหาเจ้าสำนักรุ่นที่เก้า ตระกูลหลี่ก็กลับมาผงาดในตำหนักเป่ยเฉินอีกครั้ง ทั้งสองตระกูลจึงผลัดกันเป็นใหญ่

เรื่องนี้คงต้องหยิบยกคดีประวัติศาสตร์ของสำนักเต๋าขึ้นมาพูดสักหน่อย ทายาทที่ปราชญ์เสวียนเซิ่งกำหนดไว้ความจริงแล้วคือบรรพบุรุษของตระกูลโจว ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นบรรพบุรุษของตระกูลหลี่ที่ก่อรัฐประหารจนได้ขึ้นครองอำนาจและกลายเป็นมหาเจ้าสำนักรุ่นที่สอง เรื่องนี้จึงถือเป็นการวางรากฐานอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตระกูลหลี่ในสำนักเต๋า

ในขณะเดียวกันตระกูลหลี่ก็ทำการกดขี่ตระกูลโจวมาอย่างยาวนานกว่าร้อยปี ทำให้ตระกูลโจวต้องเปลี่ยนจากลัทธิไท่ผิงไปอยู่ลัทธิเฉวียนเจิน หากไม่ได้รับการคุ้มครองจากตระกูลเหยา ตระกูลโจวคงกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นในประวัติศาสตร์ไปนานแล้ว จนกระทั่งมหาเจ้าสำนักรุ่นที่แปดบีบบังคับให้ตระกูลหลี่ยอมก้มหัว ตระกูลโจวจึงมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง

ตระกูลหลี่แย่งชิงตำแหน่งมหาเจ้าสำนักไปจากตระกูลโจว อีกทั้งยังเกือบจะบีบตระกูลโจวให้ตายทั้งเป็น ดังนั้นทั้งสองตระกูลจึงไม่ลงรอยกันอย่างยิ่ง

แม้ว่าในปัจจุบันตระกูลหลี่จะให้กำเนิดมหาเจ้าสำนักอีกคนหนึ่ง ทว่าตระกูลโจวก็มีที่พึ่งพิงเช่นกัน นั่นก็คือมหาปรมาจารย์ฉีผู้ดำรงตำแหน่งมหาเจ้าสำนักไท่ซั่ง

เหตุผลง่ายนิดเดียว หากมหาเจ้าสำนักรุ่นที่แปดไม่เชื่อใจตระกูลโจว เขาก็คงไม่มอบตำหนักเป่ยเฉินให้ตระกูลโจวดูแลหลังจากที่ตระกูลหลี่ก่อกบฏ มหาปรมาจารย์ฉีสืบทอดขุมกำลังที่มหาเจ้าสำนักรุ่นที่แปดทิ้งไว้ให้ โดยมีลัทธิเฉวียนเจินเป็นกำลังหลัก ตระกูลเหยา ตระกูลฉี ตระกูลเฉิน และตระกูลโจวล้วนเป็นตระกูลของลัทธิเฉวียนเจิน มหาปรมาจารย์ฉีย่อมต้องคอยหนุนหลังให้ตระกูลโจวอยู่แล้ว และนี่ก็คือเหตุผลหลักที่ทำให้หลี่ชิงเซียวสงสัยว่ามหาปรมาจารย์ฉีกับโจวเสวียนกั่นน่าจะมีเส้นสายติดต่อกัน

ตระกูลหลี่และตระกูลโจวต่อสู้ฟาดฟันกันทั้งในที่ลับและที่แจ้งภายในตำหนักเป่ยเฉิน ทว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับหลี่ชิงเซียวเท่าใดนัก แม้เขาจะแซ่หลี่ทว่ากลับไม่มีสายเลือดของชิงชิว อีกทั้งยังเป็นเด็กกำพร้าของทหารพลีชีพ ดังนั้นเวลาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายผู้คนจึงมักจะจัดให้เขาอยู่ในกลุ่มของสำนักว่านเซี่ยง ซึ่งก็คือฝ่ายเป็นกลาง

เช่นนั้นหากอิงตามคำพูดของหน้ากากสัมฤทธิ์ ระหว่างตระกูลหลี่กับตระกูลโจว ใครกันแน่ที่เข้าใจกลุ่มอายุวัฒนะ

หลี่ชิงเซียวเอนเอียงไปทางตระกูลหลี่ที่มีส่วนพัวพันกับกลุ่มอายุวัฒนะมากกว่า

สาเหตุที่เกาะเผิงไหลไม่มีธุรกิจการค้าใดๆ เลย เป็นเพราะที่ดินบนเกาะเผิงไหลล้วนกลายเป็นที่ดินกงสีสำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตระกูลหลี่ไปหมดแล้ว ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตระกูลหลี่ล้วนอยู่ภายนอกเกาะทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่นในแดนทะเลใต้มีบริษัทยักษ์ใหญ่สองแห่งที่ครอบคลุมพื้นที่หลายมณฑลหลายเมือง พวกเขาผูกขาดทุกวงการธุรกิจและมีความมั่งคั่งเทียบเท่ากับประเทศหนึ่งเลยทีเดียว แห่งหนึ่งคือบริษัทการค้าร่วมทะเลใต้ในทวีปผัวหลัวโจวเหนือ และอีกแห่งคือบริษัทผัวหลัวโจวใต้ในทวีปผัวหลัวโจวใต้

บริษัทผัวหลัวโจวใต้นั้นมีตระกูลหลิวเป็นผู้บริหารงานอย่างเปิดเผย ทว่าแท้จริงแล้วตระกูลหลี่ต่างหากที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทผัวหลัวโจวใต้และได้รับเงินปันผลทุกปี แน่นอนว่าทายาทสายรองอย่างหลี่ชิงเซียวย่อมไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล ต่อให้เป็นเงินแดงเดียวก็ไม่ตกถึงมือเขาหรอก

เกาะอวิ๋นซาตั้งอยู่ในพื้นที่เจาหวา ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของจวนเต๋าทวีปผัวหลัวโจวใต้พอดี

นี่จะเป็นแค่เรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ

หลี่ชิงเซียวรู้สึกว่ามันคงไม่ใช่อะไรที่เรียบง่ายขนาดนั้น

แม้เขาจะเป็นคนของตระกูลหลี่ ทว่าก็คงไม่หลับหูหลับตาเข้าข้างตระกูลหลี่จนบิดเบือนความจริงหรอก

เมื่อดูจากข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ สามารถอนุมานได้ข้อสรุปหนึ่งอย่างง่ายดายว่า ตระกูลหลี่กำลังให้ท้ายบริษัทหมีเทียนหลัว ดังนั้นบริษัทหมีเทียนหลัวจึงมีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์มากมาย ถึงขั้นสามารถเปิดทางสะดวกกับทุกหน่วยงานของจวนเต๋าทวีปผัวหลัวโจวใต้ได้สำเร็จ หลังจากที่ตระกูลโจวค้นพบเรื่องนี้พวกเขาก็รีบใช้ชื่อของตำหนักเป่ยเฉินเพื่อดำเนินการสืบสวนทันที วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยปราบปรามสาวกมารฟ้าเหล่านี้ได้เท่านั้น ทว่ายังสามารถชิงความได้เปรียบในการต่อสู้ภายในตำหนักเป่ยเฉินได้อีกด้วย นับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอย่างแท้จริง

ทว่านี่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังต้องหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนให้มากพอก่อน

หลี่ชิงเซียวใช้ปืนพกปิ่งอู่เจินอู่ปราบมารในมือชี้ไปยังหน้ากากสัมฤทธิ์ "ใต้เท้า การที่ท่านกับข้าได้มาพบกันในสถานที่แห่งนี้นับว่าเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง สู้ท่านช่วยข้าสักเรื่อง เล่ามาว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าจะได้กลับไปรายงานถูก"

หน้ากากสัมฤทธิ์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "เกิดอะไรขึ้นน่ะหรือ เรื่องนี้มันก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ไม่ใช่หรือ ผลกระทบจากศึกกองบัญชาการจิ่วก่างได้ลุกลามมาถึงพวกเราที่นี่ ส่งผลให้ 'พร' ถูกกระตุ้นอย่างเต็มรูปแบบจนสถานการณ์บานปลายเกินกว่าจะควบคุมได้ ทว่าดันบังเอิญที่เจ้าพวกโง่เขลาในอารามเต๋ากลับอยากจะฆ่าปิดปากในเวลานี้พอดี พวกมันส่งคนมาทำลายระบบจ่ายพลังไอน้ำ ลอบสังหารหัวหน้า และระเบิดทางเข้าออกทิ้ง ท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ต้องติดอยู่ที่นี่จนตาย"

เรื่องนี้ก็ใกล้เคียงกับข้อสันนิษฐานของหลี่ชิงเซียวอยู่ ทว่ามีจุดหนึ่งที่หลี่ชิงเซียวไม่รู้

"ศึกกองบัญชาการจิ่วก่างงั้นหรือ" หลี่ชิงเซียวถามด้วยความสงสัย

มหาปรมาจารย์ฉีสั่งให้เขาลงใต้ไปที่แดนทะเลใต้เพื่อตามหาเฉินเจี้ยนเซิง ผู้นำตระกูลเฉินผู้นี้ก็คือมหาปรมาจารย์ผู้คุมจวนผัวหลัวโจวนั่นเอง เขาดูแลกองทัพทวีปผัวหลัวโจวทั้งหมดโดยไม่แบ่งแยกจวนเต๋าเหนือใต้ นับว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งแดนทะเลใต้ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในยี่สิบเก้ามหาปรมาจารย์ระดับผิงจางแห่งคณะที่ปรึกษากลางตำหนักจินเชวีย และกองบัญชาการจิ่วก่างก็คือ 'มือขวา' ของมหาปรมาจารย์ผู้คุมจวนผู้นี้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 29 - การแย่งชิงระหว่างโจวและหลี่

คัดลอกลิงก์แล้ว