- หน้าแรก
- ฟุตบอล ด้วยสกิลประกบเดี่ยวเลเวลตัน ชั้นทำเมสซีและโรนัลโด้หลั่งน้ำตา
- บทที่ 9 เรียกชั้นว่าลูกพี่ เดี๋ยวจะสอนภาษาจีนให้
บทที่ 9 เรียกชั้นว่าลูกพี่ เดี๋ยวจะสอนภาษาจีนให้
บทที่ 9 เรียกชั้นว่าลูกพี่ เดี๋ยวจะสอนภาษาจีนให้
บทที่ 9 เรียกชั้นว่าลูกพี่ เดี๋ยวจะสอนภาษาจีนให้
ชายคนนั้นสูงประมาณ 175 เซนติเมตร ไว้ผมทรงเดรดร็อกสกปรก ๆ หนาเตอะ แสกกลางแปะเรียบติดหนังศีรษะ
หนวดเคราเฟิ้มล้อมกรอบปาก แต่ดูจากใบหน้าแล้วอายุไม่น่าจะเยอะ ประมาณยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น
สวมเสื้อฮาวาย กางเกงขาสั้นลายดอก คีบแตะ ชิลเหมือนเพิ่งกลับมาจากชายหาด
เขาเดินเข้ามาในโรงอาหาร กวาดตามองซูเหว่ยและชาลมันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปที่เคาน์เตอร์ตักอาหาร
ซูเหว่ยละสายตา หันไปกระซิบถามชาลมัน
“หมอนั่นใครวะ?”
ซูเหว่ยถามถูกคนแล้ว... ชาลมันรู้เรื่องเดปอร์ติโบดีเยี่ยม
เขากระซิบตอบทันที
“อ๋อ... นั่นน่ะเหรอ? คาวาเลยโร นักเตะเบนฟิกา ถูกยืมตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เล่นกลางรุก”
ซูเหว่ยเลิกคิ้ว
“ยืมตัว?”
ชาลมันพยักหน้า
“ใช่... เห็นแบบนั้นแต่อย่าให้หน้าตามันหลอกนะ เพิ่งยี่สิบสองเอง เป็นตัวจริงของเดปอร์ติโบด้วย ปีที่แล้วหมอนี่เล่นเกมรุกจี๊ดจ๊าดมาก โดยเฉพาะริมเส้น... วิ่งเร็วชิบหาย! ฮิเมเนซเคยเปรย ๆ ว่าอยากซื้อขาดหลายรอบแล้ว แต่คงยาก”
ซูเหว่ยสงสัย “ทำไมล่ะ?”
“เรื่องเงินไง!”
ชาลมันเหลือบมองคาวาเลยโรที่กำลังตักอาหารไกลออกไป แล้วลดเสียงลงอีก
“ค่าตัวประเมินใน Transfermarkt ของหมอนี่พุ่งไปสิบห้าล้านยูโรแล้ว!”
“แถมค่าเหนื่อยก็ไม่ถูก... สัญญากี่ปีก็ปาเข้าไปหลายล้าน เดปอร์ติโบไม่มีปัญญาจ่ายหรอก”
สิบห้าล้าน... เยอะจริง
ซูเหว่ยรู้ดีว่าทีมจนกรอบอย่างเดปอร์ติโบ มูลค่าทั้งทีมรวมกันอาจจะไม่ถึงสี่สิบล้านยูโรด้วยซ้ำ
จะทุ่มเงินเป็นสิบล้านเพื่อนักเตะคนเดียว... เป็นไปไม่ได้
ระหว่างที่ซูเหว่ยกำลังทำความรู้จักเพื่อนใหม่ คาวาเลยโรก็ถือจานอาหารมานั่งที่โต๊ะใกล้ทางเข้า
ซูเหว่ยและชาลมันหยุดคุย นั่งกินเงียบ ๆ ผ่านไปห้าหกนาที ก็มีอีกคนเดินเข้ามา
ทักทายคาวาเลยโรเสร็จ ก็ไปตักอาหาร แล้วรีบเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับคาวาเลยโร
สองคนนี้ดูสนิทกัน กินไปคุยไปอย่างออกรส
โรงอาหารไม่ได้ใหญ่โต แถมเสียงคุยก็ไม่ได้เบา ซูเหว่ยจึงได้ยินแว่ว ๆ
แต่ฟังตอนแรก... ไม่รู้เรื่อง
สองคนนั้นไม่ได้พูดสเปน หรืออังกฤษ
ฟังไปสักพัก ซูเหว่ยก็เริ่มจับทางได้ว่าน่าจะเป็นภาษาโปรตุเกส... และจู่ ๆ เขาก็เริ่มฟังออก!
ซูเหว่ยรู้ทันทีว่านี่คืออิทธิฤทธิ์ของสกิล 【พรสวรรค์ด้านภาษา】
“วันหยุดเป็นไงบ้าง?” ชายที่นั่งตรงข้ามคาวาเลยโรเอ่ยถาม
“ก็งั้น ๆ... ไม่ค่อยมีอารมณ์”
“แล้วเรื่องที่คุยกับเอดูอาร์โดล่ะ?”
“ห่วยแตก!”
“อ้าว... พวกเขาไม่ยอมขึ้นค่าเหนื่อยให้เหรอ?”
“ไม่อะ... เอาแต่พล่ามเรื่องความยากลำบากของสโมสร ฮิเมเนซก็เหมือนกัน พูดกรอกหูจนชั้นจำบทได้หมดแล้วเนี่ย”
“อืม... สโมสรก็ลำบากจริงแหละ”
“ลำบากบ้าอะไร? แล้วทำไมถึงมีปัญญาไปเซ็นพวกตัวประหลาดเข้ามาได้?”
พูดจบ คาวาเลยโรก็ปรายตามองมาทางซูเหว่ย
ชายอีกคนก็หรี่ตามองซูเหว่ยและชาลมันบ้าง โดยเฉพาะซูเหว่ยที่โดนจ้องนานเป็นพิเศษ
“เด็กใหม่เหรอ?” เขาถามคาวาเลยโรเสียงเบา
คาวาเลยโรไม่แคร์สักนิด แถมยังจงใจขึ้นเสียง
“โรงอาหารรับพนักงานเสิร์ฟเพิ่มหรือไง?”
“เฮ้ย! เบา ๆ หน่อย... เดี๋ยวพวกมันก็เข้าใจหรอก...”
คาวาเลยโรเบะปาก
“จะกลัวอะไร หน้าตาแบบนั้นจะไปฟังภาษาโปรตุเกสออกได้ไง?”
ชาลมันฟังไม่ออกจริง ๆ เขารู้แค่อังกฤษกับสเปน
ตอนนี้เขากำลังก้มหน้าก้มตาโซ้ยเนื้อวัวในจานอย่างมีความสุข ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าโดนนินทา
แต่ซูเหว่ย... ได้ยินชัดแจ๋วเต็มสองรูหู
แม้จะเตรียมใจมาก่อนแล้วว่าการมาค้าแข้งต่างแดนในฐานะนักเตะจากประเทศลูกหนังล้าหลัง ต้องเจอกับคำดูถูกเหยียดหยามบ้าง
แต่ตลอดสัปดาห์กว่า ๆ ในสเปน ผู้คนส่วนใหญ่ที่เขาเจอก็เป็นมิตรดี
ไม่คิดเลยว่าการโดนเหยียดครั้งแรกจะมาจากเพื่อนร่วมทีม...
แถมยังเป็นแค่ ‘พนักงานชั่วคราว’ ซะด้วย!
ซูเหว่ยฉุนกึก แต่คิดดูแล้ว การมีเรื่องกับเพื่อนร่วมทีมตั้งแต่วันแรกที่มารายงานตัวมันดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่
อีกอย่าง อีกฝ่ายก็ไม่ได้เอ่ยชื่อเขาตรง ๆ ซูเหว่ยจึงข่มอารมณ์ไว้ ก้มหน้ากินข้าวเงียบ ๆ
เป้าหมายของคาวาเลยโรไม่ใช่ซูเหว่ยกับชาลมัน หลังเหน็บแนมไปสองสามดอก ก็หันไปบ่นเรื่องสโมสรไม่เห็นหัว เรื่องตัวเองสมควรได้ดีกว่านี้ บลา ๆ ๆ ไม่หยุดปาก
ซูเหว่ยเริ่มรำคาญ พอดีกับชาลมันกินเสร็จ ทั้งคู่จึงลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ
ตอนเดินผ่านโต๊ะคาวาเลยโร หมอนั่นยังบ่นพึมพำไม่เลิก
ซูเหว่ยหยุดเดินกึก หันไปพูดภาษาโปรตุเกสใส่หน้า
“Bom dia!” (สวัสดี!)
คำทักทายง่าย ๆ สั้น ๆ ทำเอาคาวาเลยโรกับเพื่อนถึงกับอ้าปากค้าง
ทั้งสองจ้องซูเหว่ยตาถลน... ซูเหว่ยเพียงแค่โบกมือให้หน้านิ่ง ๆ แล้วเดินออกจากโรงอาหารไป
มองตามหลังซูเหว่ยและชาลมันไป เพื่อนของคาวาเลยโรก็อุทานลั่น
“เชี่ยเอ๊ย... บอกแล้วไงว่ามันอาจจะฟังออก นายก็ไม่เชื่อ!”
คาวาเลยโรยักไหล่ ทำเป็นไม่ยี่หระ
“ฟังออกแล้วไง? ก็แค่เด็กใหม่... จะทำอะไรชั้นได้? จะต่อยชั้นเหรอ?”
...
เมื่อกลับถึงหอพัก ทั้งตึกเงียบกริบ
จริงอยู่ที่นักเตะชุดใหญ่ทุกคนมีห้องพัก แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครอยู่หรอก พวกตัวเก๋า ๆ มักจะเช่าบ้านอยู่ข้างนอก หรือไม่ก็ซื้อบ้านหรูอยู่กันไปเลย
ชาลมันยังไม่กลับห้องตัวเอง แวะมานั่งเล่นห้องซูเหว่ยก่อน
“เฮ้ยพวก... นายมีความสามารถพิเศษกี่อย่างกันแน่เนี่ย? ภาษาโปรตุเกสก็พูดได้ด้วยเหรอ?”
ซูเหว่ยหัวเราะในลำคอ
“มันยากตรงไหน?”
ชาลมันพยักหน้า
“ยากสิ... ตอนอยู่บ้านเกิด ชั้นเคยพยายามเรียนเพื่อจะมาเตะบอลต่างประเทศ แม่งโคตรยาก สเปนง่ายกว่าเยอะ”
ซูเหว่ยหัวเราะร่า
“นั่นเพราะนายยังไม่เคยเจอภาษาจีนน่ะสิ”
ชาลมันตาโต
“ภาษาจีนยากมากเลยเหรอ?”
ซูเหว่ยทำหน้าจริงจัง
“ยากที่สุดในโลก”
ชาลมันส่ายหน้าดิก
“งั้นชาตินี้ชั้นคงเรียนไม่ได้แน่”
ซูเหว่ยตบไหล่
“ไม่เป็นไร... ไว้ค่อย ๆ เรียนกับชั้น เดี๋ยวก็เป็นเอง รับรองนายพูดปร๋อ”
ชาลมัน: “งั้นต้องเรียกนายว่าอาจารย์ไหม?”
ซูเหว่ยพูดภาษาจีนสวนทันที
“เรียกชั้นว่าลูกพี่” (เจี้ยว หว่อ เหล่า ต้า)
ชาลมันพยายามเลียนเสียง
“เจี้ยว... หว่อ... เหล่า... ต้า!”
“อื้ม! สำเนียงใช้ได้... สอนง่ายดีนี่หว่า” ซูเหว่ยหัวเราะชอบใจ “ว่าแต่... ไอ้คนที่กินข้าวกับคาวาเลยโรนั่นใครวะ?”
“อ๋อ... นั่น ลุยซินโญ ยืมตัวจากเบนฟิกาปีที่แล้วเหมือนกัน เล่นปีกซ้ายกับแบ็กซ้าย เป็นตัวหลักช่วยทีมหนีตกชั้นปีที่แล้วเหมือนกัน... ปีนี้ย้ายถาวรมาเดปอร์ติโบแล้ว ค่าตัวสองล้านยูโร...”
ชาลมันร่ายยาวเป็นชุด ข้อมูลแน่นปึ้ก
ซูเหว่ยนั่งฟังเพลิน ๆ ไหน ๆ ก็อิ่มแล้ว ไม่มีอะไรทำ
เขาเลยซักชาลมันต่อเรื่องนักเตะในทีมเดปอร์ติโบ
ชาลมันเข้าทางถนัด เล่าฉอด ๆ อย่างละเอียด
สิบนาทีผ่านไป ซูเหว่ยสรุปได้คร่าว ๆ ว่าเดปอร์ติโบชุดนี้ รวมเขาและชาลมันแล้ว มีนักเตะชุดใหญ่ 25 คนพอดี
นักเตะสเปนเยอะสุด เกินครึ่งทีม
รองลงมาคือโปรตุเกส และอาร์เจนตินาก็ไม่น้อย
ที่เหลือก็มาจากชาติอื่น ๆ ประปราย
แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ระดับทีมชาติ แต่ก็มาจากประเทศลูกหนังชั้นนำทั้งนั้น
เล่าจบ ชาลมันถอนหายใจเฮือก
“ลูกพี่... ถึงเดปอร์ติโบจะไม่ใช่ทีมใหญ่ แต่การแข่งขันในทีมก็ดุเดือดนะ ไม่รู้เราจะมีโอกาสติด 18 คนแรกไหม?”
ซูเหว่ยเลิกคิ้ว ปลอบใจน้องใหม่
“เฮ้ย... พวกนั้นเก่งก็จริง แต่เราก็ไม่ได้กระจอกนะเว้ย เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ติดทีม... ต้องตัวจริงเท่านั้น!”
ชาลมันมองหน้าซูเหว่ย อึ้งไปเล็กน้อย
ครู่ต่อมา ได้รับอิทธิพลความมั่นใจจากซูเหว่ย ชาลมันก็ตบหน้าอกผาง
“ใช่! ต้องตัวจริง! แล้วก็ต้องยิงประตูให้ระเบิดเถิดเทิง!”
“ยิงประตูอะไรกัน?”
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากหน้าประตูห้อง
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล จบตอน By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล ═❀═❀═❀═❀═❀═❀═