- หน้าแรก
- จากเด็กกำพร้า สู่ราชันย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 25 - ฝึกดาบ, อุปกรณ์มิติ
บทที่ 25 - ฝึกดาบ, อุปกรณ์มิติ
บทที่ 25 - ฝึกดาบ, อุปกรณ์มิติ
บทที่ 25 - ฝึกดาบ, อุปกรณ์มิติ
"ดาบเบาดุจกระดาษ แสงวาววับดั่งสายน้ำ อักษรสองบรรทัดสลักไว้ดั่งปลายหญ้าในฤดูใบไม้ร่วง"
"ดาบมีนามว่า: อี้เตี่ยนเสวี่ย (เกล็ดหิมะเดียว)"
"ดูมือที่จับดาบกับจังหวะการหายใจของข้าให้ดี!"
พูดจบ ถังซีซานก็ใช้สองมือกุมดาบเหมียว ยืนก้าวเท้าสลับหน้าหลัง ค่อยๆ เลียนแบบกระบวนท่าดาบที่ลู่ชวี่จีเพิ่งร่ายรำไปเมื่อครู่นี้ให้ดูซ้ำอีกรอบ!
ถังซีซานตอนที่ไม่ได้จับดาบ กับตอนที่จับดาบ ช่างดูแตกต่างกันราวกับคนละคน
ตอนแรกดูเป็นผู้ชายซื่อๆ บื้อๆ แต่พอจับดาบกลับมีกลิ่นอายความห้าวหาญพุ่งพล่านทะลุฟ้า
ลู่ชวี่จีตั้งใจสังเกตดู พบว่าจังหวะการหายใจของถังซีซานมีระเบียบแบบแผนมาก ไม่ได้หอบเหนื่อยรุนแรง แต่กลับยืดยาวและลึกล้ำอย่างประหลาด
"ดาบอยู่ในมือ ใครกล้ามาประลองฝีมือกับข้า ถังซีซาน?"
หลังจากเอ่ยประโยคนั้นจบ ถังซีซานก็ตวัดข้อมือ ซ่อนดาบไว้ด้านหลัง ก่อนจะฟาดฟันออกไปในท่าชักดาบสะบั้น!
แสงดาบสว่างวาบแทงตาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเหมียวเจียง!
ตู้ม—— เสียงระเบิดดังสนั่น
เมฆหนาทึบบนท้องฟ้าถูกผ่าออกเป็นรอยแยกยาวกว่าร้อยจ้าง แสงแดดสีทองสาดส่องลงมาจากรอยแยกนั้น ราวกับดาบเล่มนี้ได้ฟันเปิดทางเชื่อมต่อระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์สีทองอร่ามขึ้นมา
ไม่นานนัก ถังซีซานก็เก็บดาบเข้าฝัก กลับมามีท่าทางซื่อๆ เหมือนเดิม เขาหันไปมองลู่ชวี่จีที่ยืนอ้าปากค้างตาเหลือก แล้วถาม "พอมองออกไหม?"
ลู่ชวี่จีตอบตามตรง "จังหวะการหายใจน่ะมองออกแล้ว แต่ยังดูมือตอนจับดาบไม่ออก"
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังซีซานก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย "ดูไม่ออกน่ะถูกแล้ว"
"ของแบบนี้มันเป็นงานละเอียด"
เขาปรายตามองลู่ชวี่จี เอ่ยด้วยความหมายลึกซึ้ง "ชักดาบหมื่นครั้ง ความหมายของมันก็จะปรากฏให้เห็นเอง"
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้น
ตงฟางอิงลั่วเดินลงมาจากห้องพักบนชั้นสองของเรือน
พอได้ยินความเคลื่อนไหวในลานบ้าน นางก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่ามีใครมาที่นี่? ถึงได้ปลดปล่อยปราณดาบที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นออกมาได้?
เมื่อเห็นตงฟางอิงลั่วเดินออกมา ถังซีซานก็พยักหน้าให้เล็กน้อย ส่งยิ้มซื่อๆ ให้ แล้วเตรียมตัวจะหันหลังกลับ
ก่อนจะไป เขาชี้ไปที่ยอดเขาที่สูงที่สุดในหมู่บ้านเหมียวเจียง แล้วหันมาบอกลู่ชวี่จี "ข้าอยู่บนยอดเขาลูกนั้น ถ้าเจ้าไม่กลัวลำบาก ก็ไปหาข้าเพื่อฝึกดาบได้นะ"
ลู่ชวี่จีหัวเราะร่วน "แบบนี้ก็แจ๋วไปเลยสิ!"
ถังซีซานยิ้มอย่างพอใจ ร่างกายวูบไหวหายวับไปจากตรงนั้นทันที
ยอดฝีมือ! ยอดฝีมือตัวจริง!
มองถังซีซานที่หายตัวไปดื้อๆ ลู่ชวี่จีก็รู้สึกใจสั่นสะท้าน หายใจหอบถี่ขึ้นมาทันที
ในตอนนั้นเอง ตงฟางอิงลั่วก็เดินลงบันไดมาพอดี
ดวงตาหงส์ที่มีชีวิตชีวาของนางมองตามทิศทางที่ถังซีซานหายตัวไป หันไปถามลู่ชวี่จีด้วยความสงสัย "ทำไมพอข้าออกมา เขาก็หนีไปเลยล่ะ?"
"ข้าจะไปรู้ได้ไง?" ลู่ชวี่จีส่ายหน้า ยิ้มยียวน "คงเพราะหน้าตาท่านมันอัปลักษณ์ล่ะมั้ง"
ตงฟางอิงลั่วชะงักไปครู่หนึ่ง มองรอยยิ้มกวนโอ๊ยของลู่ชวี่จีแล้วก็กรอกตาใส่ "ไร้สาระ"
"ชิ~" เมื่อเห็นท่าทางหยิ่งยโสของตงฟางอิงลั่ว ลู่ชวี่จีก็ทำหน้าไม่ยี่หระ หันไปเปิดฝาปิ่นโตบนโต๊ะหิน มองดูอาหารหน้าตาน่ากินข้างในแล้วเลียริมฝีปาก
จากนั้น เขาก็หันไปมองบนใส่ตงฟางอิงลั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ "องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่ไม่ใช่จวนองค์หญิงของท่านนะ รอบๆ ก็ไม่มีใครอยู่ เลิกทำตัววางมาดเป็นองค์หญิงได้แล้ว"
"เจ้า..." ตงฟางอิงลั่วเพิ่งจะอ้าปากเถียง แต่เห็นแก่ของกิน เลยไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับลู่ชวี่จีให้เสียเวลา
"ช่างเถอะ ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเจ้าก็แล้วกัน"
ตงฟางอิงลั่วเดินฉับๆ ไปที่โต๊ะหิน ยกชามบะหมี่เนื้อหอมกรุ่นขึ้นมาซดคำเล็กๆ
ซู๊ด ซู๊ด!
ตรงข้ามกับตงฟางอิงลั่ว ลู่ชวี่จีโซ้ยบะหมี่คำโตๆ คีบกับข้าวเข้าปากรัวๆ เร็วจนตงฟางอิงลั่วถึงกับตาเหลือก
หมูกินข้าวยังไม่เร็วเท่านี้เลยมั้ง?
ตงฟางอิงลั่วมองอาหารบนโต๊ะที่หายวับไปเกินครึ่ง สีหน้าก็มืดครึ้มลงทันที กัดฟันกรอด "เหลือให้ข้าบ้างสิยะ"
ลู่ชวี่จีกลืนข้าวคำโตลงคอ ย้อนถาม "ข้าจำได้ว่าองค์หญิงเป็นผู้ฝึกตนไม่ใช่รึ?"
"ผู้ฝึกตนเขายังกินของพวกนี้อยู่อีกเรอะ?"
ตงฟางอิงลั่วแอบฉุน "เจ้าคิดว่าอาหารพวกนี้เป็นแค่อาหารธรรมดาๆ งั้นรึ?"
"นี่มันคืออาหารวิญญาณ มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนมากเลยนะ"
"มิน่าล่ะ ถึงได้อร่อยนัก"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่ชวี่จีก็เร่งสปีดการกินให้ไวขึ้นไปอีกโดยอัตโนมัติ
ในเมื่อเป็นอาหารวิญญาณ เขากินเยอะๆ ก็คงไม่เสียหายอะไรหรอกมั้ง
มองลู่ชวี่จียัดทะนานอย่างตะกละตะกลาม ตงฟางอิงลั่วก็รู้สึกหน้ามืด มุมปากกระตุกยิกๆ "รู้งี้ข้าไม่บอกซะก็ดี"
กินไปกินมา จู่ๆ ในตัวลู่ชวี่จีก็เกิดเสียงดังอู้อี้ขึ้น
เขารู้สึกได้ทันทีว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าของตัวเองเฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ แถมยังมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกต่างหาก
ตงฟางอิงลั่วชะงักตะเกียบ ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ "นี่... นี่เจ้าทะลวงถึงขั้นหนึ่งระดับกลางแล้วรึ?"
ลู่ชวี่จีเลียน้ำซุปที่มุมปาก เกาหัวแกรกๆ "ขั้นหนึ่งระดับกลาง?"
ตงฟางอิงลั่วอธิบาย "ของเสียในร่างกายลดลง ประสาทสัมผัสทั้งห้าเฉียบคม มีพละกำลังมหาศาล นี่แหละคือขั้นหนึ่งระดับกลาง"
ลู่ชวี่จีถามต่อ "แล้วขั้นหนึ่งระดับปลายมีความพิเศษยังไงล่ะ?"
"พลังฟ้าดินทะลวงผ่านเส้นชีพจรหลักทั้งสิบสอง โคจรได้ครบรอบใหญ่ นั่นคือขั้นหนึ่งระดับปลาย"
พูดพลาง ตงฟางอิงลั่วก็ขยับจิตเพียงนิด หนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า 《ภาพอธิบายเส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์》 ก็ปรากฏขึ้นบนมือ นางยื่นส่งให้ลู่ชวี่จีอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางพูด "เวลาว่างๆ ก็เอาไปอ่านซะบ้างนะ"
ลู่ชวี่จีมองดูการเสกของออกมาจากอากาศธาตุด้วยความสนใจ ถามขึ้นว่า "ของพวกนี้มันเอาออกมาจากไหนกัน?"
"หรือว่าจะเป็นแหวนมิติในตำนาน?"
ตงฟางอิงลั่วยกข้อมือขึ้น โชว์สร้อยข้อมือที่ใส่อยู่ให้ดู พร้อมอธิบาย "นี่เรียกว่าอุปกรณ์มิติ เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนใช้เก็บของล้ำค่า"
"ชิ้นใหญ่หน่อยก็เก็บภูเขาขนาดย่อมๆ ได้ทั้งลูก ชิ้นเล็กหน่อยก็เก็บของได้แค่พอประมาณ"
"อุปกรณ์มิติบนโลกนี้ส่วนใหญ่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดสารพัด ไม่ได้มีแค่แบบแหวนอย่างที่เจ้าว่าหรอกนะ"
"อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง" ลู่ชวี่จีลากเสียงยาว ทำหน้าเหมือนบรรลุสัจธรรม แล้วเขาก็เกาหัวอีกรอบ "องค์หญิง ตอนที่โดนตามล่าก่อนหน้านี้ ท่านบอกว่าดึงพลังฟ้าดินมาใช้ไม่ได้ไม่ใช่รึ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงใช้ได้แล้วล่ะ?"
ตงฟางอิงลั่วซดบะหมี่ไปอีกสองสามคำ แล้วตอบ "ผู้อาวุโสท่านนั้นช่วยปรับสมดุลพลังให้ข้า พลังของข้าก็เลยฟื้นกลับมาได้เยอะเลยล่ะ"
พอได้ยินเหตุผล ลู่ชวี่จีถึงค่อยบางอ้อ
จังหวะนั้นเอง ตงฟางอิงลั่วก็เอ่ยปากชมลู่ชวี่จีขึ้นมา "แต่ใช้เวลาแค่สามสี่วัน เจ้าก็สามารถทะลวงจากคนธรรมดาจนมาถึงขั้นหนึ่งระดับกลางได้ ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากเลยทีเดียว พรสวรรค์ระดับนี้ เอาไปเทียบกับพวกศิษย์เอกบนเขาก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลยนะ"
ลู่ชวี่จีถ่อมตัว "องค์หญิงพูดเว่อร์เกินไปหรือเปล่า?"
"ไม่ได้เว่อร์ไปเลยสักนิด" ตงฟางอิงลั่วตอบอย่างจริงจัง "ในแวดวงผู้ฝึกตนมีคำกล่าวโบราณไว้ว่า 'ขั้นหนึ่งใช้เวลายี่สิบปี ขั้นสองใช้เวลาหกสิบปี' คนธรรมดาทั่วไปต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบปีถึงจะบรรลุขั้นหนึ่งได้"
"ลองเอามาเทียบดูสิ เจ้าไม่คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ล้ำเลิศบ้างเลยรึไง?"
พรสวรรค์ล้ำเลิศงั้นเหรอ? อาจจะล่ะมั้ง...
ถ้าไม่ได้กระดูกมังกรแท้มาเปลี่ยนถ่าย ข้าคงอยู่ไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำ
ลู่ชวี่จีบ่นพึมพำในใจ มุมปากยกยิ้มขื่นๆ
จากนั้น เขาก็เลิกคิ้ว จ้องหน้าตงฟางอิงลั่วที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ถามด้วยความสงสัย "แล้วองค์หญิงล่ะ ตอนนี้ท่านอยู่ขั้นไหนแล้ว?"
ตงฟางอิงลั่วตอบด้วยความภาคภูมิใจ "ขั้นสามระดับต้น"
"ขั้นสาม? ถ้างั้นก็แปลว่าองค์หญิงอายุอานามอย่างน้อยๆ ก็ต้องหกเจ็ดสิบปีแล้วน่ะสิ?" ลู่ชวี่จีทำเป็นนับนิ้ว แกล้งพูดจายียวน
ใบหน้าของตงฟางอิงลั่วมืดมนลงทันตา นางทนไม่ไหวอีกต่อไป ซัดฝ่ามือใส่ลู่ชวี่จีไปหนึ่งป้าบ
ผลัวะ——
ลู่ชวี่จีเจ็บแปลบที่หน้าอก กระเด็นถอยหลังไปสามสี่เมตร
"ถึงข้าจะไม่ได้เก่งกาจน่ากลัวเหมือนเจ้า แต่ข้าก็เป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งต้าอวี๋! ปีนี้ข้าเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบยะ!"
ลู่ชวี่จีที่ล้มลงไปกองกับพื้น ลูบหน้าอกปอยๆ จ้องตงฟางอิงลั่วเขม็ง บ่นอุบอิบ "ยอดฝีมือขั้นสามในวัยยี่สิบ มิน่าล่ะ ถึงมีคนตามฆ่าท่านเยอะขนาดนั้น"
ตงฟางอิงลั่วแค่นเสียงขึ้นจมูก "ข้าเริ่มฝึกตนตั้งแต่สามขวบ ราชสำนักต้าอวี๋ทุ่มเททรัพยากรให้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ถึงได้มีพลังขั้นสาม จะเอาไปเทียบกับตัวประหลาดอย่างเจ้าได้ยังไง"
...
หลังจากอวยกันเองไปมา ลู่ชวี่จีกับตงฟางอิงลั่วก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น
ตงฟางอิงลั่วอธิบายเกร็ดความรู้ในแวดวงผู้ฝึกตนให้ลู่ชวี่จีฟัง ส่วนลู่ชวี่จีก็เล่านิยายปรัมปราให้ตงฟางอิงลั่วฟัง ทั้งสองคนคุยกันอย่างออกรส
"ว่ากันว่าซุนหงอคงถือกระบองสมปรารถนาจินกูเปั้งฟาดก็อดซิลล่าซะยับเยิน..."
ขณะที่ลู่ชวี่จีกำลังเล่านิยายที่ตัวเองดัดแปลงขึ้นมาอย่างเมามันส์ จู่ๆ บนรั้วไม้ของลานบ้านก็ปรากฏเงาดำทะมึนเงาหนึ่งขึ้นมา
(จบแล้ว)