เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 - การ "บังเอิญเจอ" ของอาหนิงกับลำกล้องปืนที่บิดเบี้ยว

บทที่ 28 - การ "บังเอิญเจอ" ของอาหนิงกับลำกล้องปืนที่บิดเบี้ยว

บทที่ 28 - การ "บังเอิญเจอ" ของอาหนิงกับลำกล้องปืนที่บิดเบี้ยว


บทที่ 28 - การ "บังเอิญเจอ" ของอาหนิงกับลำกล้องปืนที่บิดเบี้ยว

ภายในป้อมยามชายแดนร้าง เปลวไฟในเตาผิงแตกปะทุดังเปรี๊ยะปร๊ะ พอจะช่วยขับไล่ความเงียบสงัดและความหนาวเหน็บในห้องออกไปได้บ้าง

ซูจี้หดตัวอยู่ในอ้อมกอดของเฮยเสียจื่อ บนร่างคลุมด้วยผ้าห่มถึงสองชั้น สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาดกลับมาให้เห็นบ้างแล้ว

เธอดูเหมือนแมวที่เพิ่งคลายความหนาว หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งอย่างเกียจคร้าน ในมือประคองแก้วโกโก้ร้อนที่เฮยเสียจื่อชงด้วยการละลายน้ำแข็ง จิบทีละอึกเล็กๆ รสชาติหวานละมุนและอบอุ่นไหลลื่นลงคอไป ทำให้เธอส่งเสียงถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างสบายอารมณ์

"ดีขึ้นไหม?" เฮยเสียจื่อเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเธอ ในที่สุดฝ่ามือก็ไม่ได้สัมผัสกับความเย็นเยียบชวนขนลุกอีกต่อไป แต่กลับเป็นสัมผัสที่อบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย

"อืม" ซูจี้ตอบรับเบาๆ เสียงอ่อนนุ่มติดจมูกนิดๆ "รอดตายแล้ว หิมะนี่ ทำไมเหมือนมีดเลย"

"ก็ใช่น่ะสิ นี่มันไป๋เหม่าเฟิง พัดโดนหน้าทีหนังแทบถลอก" หวังพั่งจื่อที่อยู่ข้างๆ ถูเท้าไปพลาง เอาถุงเท้าเปียกโชกไปผึ่งไฟไปพลาง

เมื่อไอน้ำระเหยออกไป กลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนขนลุกขนพองก็อบอวลไปทั่วพื้นที่แคบๆ แห่งนี้ กลิ่นมันฉุนกึกจนอู๋เสียต้องกลอกตาบน และจำใจต้องบีบจมูกตัวเองไว้

"พั่งจื่อ นายเขยิบไปไกลๆ หน่อยได้ไหม? ที่นี่ก็ขาดออกซิเจนอยู่แล้ว นายยังจะมาปล่อยแก๊สพิษอีก? พวกเรายังไม่ทันโดนหิมะฝัง ก็จะมาตายเพราะฮ่องกงฟุตของนายนี่แหละ"

"เทียนเจิน นายนี่มันเรื่องมากจริงๆ นี่แหละกลิ่นลูกผู้ชาย! เข้าใจป่าว?" หวังพั่งจื่อยิ้มกริ่ม ไม่เพียงไม่สำนึก ยังกลับด้านถุงเท้าผึ่งไฟต่ออีก "แถมกลิ่นเนี้ยมันไล่ผีได้ด้วยนะ เดี๋ยวถ้ามีสัตว์ร้ายได้กลิ่นเดินมาทางนี้ พอได้กลิ่นตีนพั่งเหยียเข้าล่ะก็ เป็นต้องรีบเผ่นหนีแน่"

ท่ามกลางบรรยากาศที่หาได้ยากยิ่ง (และเต็มไปด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์) จู่ๆ เสียงพายุหิมะข้างนอกก็เหมือนจะดังขึ้น ราวกับมีผีร้ายนับไม่ถ้วนกำลังทุบตีกำแพงอยู่

"ปัง!"

ประตูไม้ที่ซุ่นจื่อเพิ่งจะอุตส่าห์ดันทุรังปิดและเอาไม้กั้นไว้อย่างแน่นหนา จู่ๆ ก็ถูกใครบางคนจากข้างนอกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง

พายุคลั่งที่พัดเอาเกล็ดหิมะดุจใบมีดพัดทะลักเข้ามาดั่งฝูงสัตว์ร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง

อากาศอบอุ่นเมื่อครู่ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น เปลวไฟในเตาถูกพัดจนวูบไหว ประกายไฟแตกกระจาย แทบจะดับมอดลง

"ใครน่ะ?!"

ทุกคนตื่นตัวขึ้นมาทันที สัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดจากการเลียเลือดบนคมมีดมาตลอดทั้งปี ทำให้พวกเขาพุ่งมือไปหยิบอาวุธแทบจะพร้อมๆ กัน

มือของจางฉี่หลิงคว้าด้ามดาบโบราณทองดำที่อยู่ด้านหลังเรียบร้อยแล้ว

กลุ่มคนที่สวมชุดกันหนาวลุยหิมะระดับพรีเมียม สวมแว่นตากันลมแบบยุทธวิธี และติดอาวุธครบมือ บุกเข้ามาในห้อง

อุปกรณ์บนตัวของพวกเขาดีเลิศจนน่าอิจฉา ทั้งปืนกลมือ ไฟฉายยุทธวิธี หรือแม้แต่อุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียมแบบพกพา

คนนำหน้าเป็นผู้หญิงผมสั้น รูปร่างสูงโปร่ง แม้จะใส่ชุดกันหนาวหนาเตอะก็ยังดูทะมัดทะแมง เธอถอดแว่นตากันลมออก เผยให้เห็นดวงตาที่คมกริบ ใบหน้าแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมและหยิ่งยโสแบบคนที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน

อาหนิง

เธอกวาดสายตามองทุกคนในห้อง สายตาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นอู๋เสีย จากนั้นก็เผยรอยยิ้มเย็นชาที่มีเลศนัย ราวกับนายพรานที่เห็นเหยื่อตกลงไปในกับดัก

"บังเอิญจังเลยนะ นายน้อยสามตระกูลอู๋" อาหนิงปัดหิมะออกจากตัว น้ำเสียงไม่ได้มีความดีใจเลยสักนิด กลับแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยที่ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าหู "ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่ ดูท่าพวกเราจะมีบุญวาสนาต่อกันไม่เบานะ"

"อาหนิง?" อู๋เสียลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วมุ่น แม้จะไม่ได้ยกปืนในมือขึ้นมา แต่ก็เตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอด "พวกเธอสะกดรอยตามพวกเรามาตลอดเลยเหรอ?"

"อย่าพูดจาน่าเกลียดแบบนั้นสิ ถนนเส้นนี้บ้านนายเป็นคนสร้างหรือไง? ภูเขาฉางไป๋ออกจะกว้างใหญ่ ให้พวกนายเดินได้ฝ่ายเดียว แต่ห้ามพวกฉันเดินเหรอ?" อาหนิงโบกมือ ท่าทีแข็งกร้าว

เมื่อสิ้นสุดสัญญาณมือของเธอ ทหารรับจ้างร่างยักษ์นับสิบคนด้านหลังก็เดินเรียงแถวเข้ามา

ทหารรับจ้างเหล่านี้รูปร่างกำยำ แววตาดุดัน ทำให้ป้อมยามที่เดิมทีก็เล็กอยู่แล้วแคบลงไปถนัดตา จนแทบจะหมุนตัวไม่ได้ รังสีสังหารบนตัวพวกเขา ทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงไปอีกหลายองศา

แม้ปืนในมือจะไม่ได้ยกขึ้นมาเล็งโดยตรง แต่ก็ปลดเซฟตี้ไว้หมดแล้ว นิ้วก็แตะอยู่ที่ไกปืนพร้อมยิง

"ที่นี่ก็ไม่เลวนี่ ในเมื่อทุกคนก็มาถึงแล้ว งั้นก็เบียดๆ กันหน่อยแล้วกัน" อาหนิงเดินไปที่กองไฟอย่างไม่เห็นหัวใคร ซึ่งนั่นคือตำแหน่งที่อุ่นที่สุดและมีวิสัยทัศน์ดีที่สุดในห้อง

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนั้นตอนนี้เฮยเสียจื่อกับซูจี้ยึดครองอยู่

ซูจี้กำลังพิงอกเฮยเสียจื่อดื่มโกโก้ร้อน สำหรับผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งพกพาเอาความหนาวเหน็บเข้ามากลุ่มนี้ เธอไม่แม้แต่จะปรายตามอง ราวกับพวกนั้นเป็นแค่แมลงวันที่บินเข้ามาน่ารำคาญ ไม่ควรค่าแก่การสนใจเลยสักนิด

อาหนิงมองเด็กสาวที่ห่อตัวกลมดิกและดูบอบบางคนนี้แล้วขมวดคิ้ว สำหรับเธอ การพาตัวถ่วงแบบนี้มาในสภาพแวดล้อมสุดขั้วแบบนี้ มันก็แค่การร่อนหาที่ตาย และเป็นการไร้ความรับผิดชอบต่อทีมอย่างถึงที่สุด

"หลีกไป" อาหนิงก้มหน้ามองซูจี้อย่างวางอำนาจ น้ำเสียงแข็งกระด้าง แฝงไปด้วยการออกคำสั่ง "ที่นี่ตกเป็นของพวกเราแล้ว พาคนป่วยมาด้วย ก็ควรจะเตรียมใจไปนอนตรงมุมห้องสิ อย่ามากั๊กที่เอาไว้เฉยๆ"

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฮยเสียจื่อหายวับไปทันที

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แม้จะมีแว่นกันแดดบังอยู่ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงประกายแสงอันตรายที่สว่างวาบอยู่ในดวงตาของเขา

เขายังคงอยู่ในท่ากอดซูจี้เหมือนเดิมไม่ขยับเขยื้อน ถึงขนาดช่วยกระชับผ้าห่มให้เธอด้วยซ้ำ เพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังมองคนตาย

"คุณอาหนิง ไม่เจอกันหลายปี มารยาทของคุณหมามันคาบไปแดกหมดแล้วเหรอ? หรือว่าวัฒนธรรมองค์กรบริษัทฉิวเต๋อเข่าของพวกคุณคือ 'การแย่งที่นั่ง' กันล่ะ?"

"เฮยเสียจื่อ?" อาหนิงจำเขาได้ เธอแค่นเสียงหัวเราะเย็น "รับเงินคนอื่นมา ก็ต้องทำงานให้คุ้ม ฉันไม่อยากจะลงไม้ลงมือกับนายหรอกนะ แต่อย่ามาขวางทางฉัน สั่งให้คนของนายหลีกทางไป กองไฟนี่พวกเราจะเอา"

พูดจบ เธอก็ขยิบตาให้คนด้านหลัง

ทหารรับจ้างชาวต่างชาติร่างกำยำหน้าตาเหี้ยมเกรียมคนหนึ่งก้าวออกมายืนข้างหน้า เขาอาศัยความได้เปรียบทางสรีระ ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าไหล่ซูจี้ ท่าทางของเขาเหมือนตั้งใจจะหิ้วเธอขึ้นมาเหมือนลูกไก่แล้วโยนออกไปด้านข้าง

"อย่าแตะต้องเธอ" เฮยเสียจื่อไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย เพียงแค่พ่นคำสามคำออกมาอย่างเย็นชา

เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับแฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

ทหารรับจ้างคนนั้นดูเหมือนจะไม่เห็นหัวชายสวมแว่นตากันแดดที่ดูท่าทางกวนประสาทและเอาแต่ดีแต่ปากคนนี้เลย เขายังคงยื่นมือต่อไป แถมบนใบหน้ายังมีรอยยิ้มเยาะเย้ยด้วยซ้ำ

และในตอนนั้นเอง

ซูจี้ที่ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น

ในวินาทีนั้น เปลวไฟในเตาที่กำลังส่งเสียงดังเปรี๊ยะปร๊ะดูเหมือนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ

เธอไม่ได้มองทหารรับจ้างที่กำลังยื่นมือมา แต่กลับมองข้ามเขาไป ไปที่ปืนพกยุทธวิธีรุ่นใหม่ล่าสุดที่อาหนิงกำลังควงเล่นอยู่ในมือ

"หนวกหูจริง" เสียงของซูจี้แผ่วเบา แฝงไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดตอนตื่นนอนและความรำคาญที่ฝังลึกถึงกระดูก ราวกับสิงโตที่ถูกยุงหลายร้อยตัวกวนจนตื่น

เธอค่อยๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาจากผ้าห่ม

มือข้างนั้นเรียวยาว ขาวซีด ปลายนิ้วงดงามราวกับหยก ภายใต้แสงไฟสลัวๆ มันสะท้อนแสงเย็นเยียบ

เธอหันไปทางอาหนิง แล้วใช้นิ้วดีดเบาๆ ราวกับกำลังปัดฝุ่น

"กริ๊ก—"

เสียงโลหะบิดเบี้ยวที่ดังกังวานและชวนให้เสียวฟันดังขึ้นทันที!

ท่ามกลางสายตาของทุกคน เหตุการณ์อันน่าขนลุกก็เกิดขึ้น

ปืนพกยุทธวิธีในมือของอาหนิงที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี ความแข็งแกร่งระดับสูงจนใช้แทนค้อนได้ จู่ๆ ลำกล้องปืนก็โค้งงอขึ้นไปเก้าสิบองศาอย่างน่าประหลาดและไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับเทียนไขที่โดนไฟลน!

ไม่ใช่แค่ลำกล้องปืนเท่านั้น แม้แต่เข็มแทงชนวน สปริง หรือสไลด์ปืน ก็ถูกพลังประหลาดที่มองไม่เห็นบิดจนกลายเป็นเกลียวขนมโป๊ยเซียนในพริบตา

อาวุธสังหารอันแม่นยำ กลายเป็นเศษเหล็กไปในเสี้ยววินาที

"เคร้ง"

อาหนิงรู้สึกเพียงแค่ฝ่ามือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ง่ามนิ้วโป้งชากระทันหัน จนถึงขั้นไร้ความรู้สึก

เธอไม่สามารถจับเศษเหล็กในมือไว้ได้อีกต่อไป มันร่วงหล่นลงบนพื้น ส่งเสียงดังทึบๆ

เธอเบิกตากว้าง มองเศษปืนบนพื้น แล้วเงยหน้าขวับไปมองเด็กสาวที่หดตัวอยู่ในอ้อมกอดเฮยเสียจื่อ ซึ่งดูราวกับว่าเธอเพิ่งจะปัดยุงตัวหนึ่งไปเท่านั้น

เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าของเธอเผยให้เห็นความหวาดกลัว นั่นคือความกลัวโดยสัญชาตญาณต่อพลังที่ไม่อาจล่วงรู้และไม่อาจเข้าใจได้

นั่นมัน... พลังอะไรกัน?

กำลังภายในเหรอ? พลังพิเศษ? หรือว่า... วิชามาร?

ทหารรับจ้างที่กำลังเตรียมจะลงมือก็ตกใจจนยืนทื่อ มือที่ยื่นออกไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ จะชักกลับก็ไม่ได้ จะยื่นต่อก็ไม่กล้า เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากในพริบตา

"ไสหัวไปอยู่มุมห้องซะ" ซูจี้หลับตาลงอีกครั้ง ซุกใบหน้ากลับเข้าไปในซอกคอของเฮยเสียจื่อ น้ำเสียงแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเกียจคร้าน "ขืนส่งเสียงดังอีก ฉันจะบิดคอพวกแกให้เป็นแบบนั้นแหละ"

ภายในป้อมยามเงียบสงัดราวกับป่าช้า

มีเพียงเสียงเปลวไฟลุกไหม้ และเสียงพายุหิมะที่พัดกระหน่ำกรอบหน้าต่างเท่านั้น

ทุกคนกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

อาหนิงสูดหายใจลึก พยายามข่มความตื่นตระหนกในใจและความสั่นเทาของฝ่ามือเอาไว้

เธอมองเฮยเสียจื่อลึกๆ อีกครั้ง แล้วมองเด็กสาวผู้ลึกลับคาดเดาไม่ได้คนนั้น สุดท้ายก็กัดฟัน ตัดสินใจเลือกทางที่ฉลาดที่สุด

เธอโบกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องถอยกลับ

"...ไปตรงนู้น" อาหนิงชี้ไปยังมุมห้องที่ไกลจากกองไฟมากที่สุด และเป็นจุดที่มีลมลอดเข้ามามากที่สุด เสียงของเธอแหบแห้งเล็กน้อย

กลุ่มทหารรับจ้างที่เมื่อกี้ยังทำตัวกร่างและหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับหงอยเป็นมะเขือเผา แต่ละคนค่อยๆ ลากเท้าไปตามกำแพง เดินย่องเบาๆ ราวกับกลัวว่าจะไปปลุก "ท่านบรรพบุรุษ" คนนั้นให้ตื่นขึ้นมาอีก

หวังพั่งจื่อที่มองดูอยู่ข้างๆ ถึงกับยิ้มแก้มปริ ถ้าไม่ติดว่าสถานการณ์ไม่อำนวย เขาคงอยากจะปรบมือให้แล้ว

เขายกนิ้วโป้งให้เฮยเสียจื่อ แล้วลดเสียงลงกระซิบ "โคตรเจ๋ง! ต้องน้องสาวพวกเรานี่แหละ! วิชา 'มองใครคนนั้นท้อง'... เอ๊ย วิชา 'มองอะไรอันนั้นงอ' นี่มันยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ! ฉันว่าแล้วว่ายัยฝรั่งนี่ต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง!"

เฮยเสียจื่อก้มลงลูบหน้าผากซูจี้ ยิ้มด้วยความเอ็นดูและภูมิใจสุดๆ "ก็แหงล่ะ ไม่ดูซะบ้างว่านี่ท่านบรรพบุรุษบ้านใคร เศษเหล็กธรรมดาพวกนี้กล้าเอามาโชว์ต่อหน้าท่านงั้นเหรอ? นี่ถือว่าท่านอารมณ์ดีแล้วนะ ไม่งั้นคงหักมือพวกมันทิ้งไปนานแล้ว"

ซูจี้ส่งเสียง "อืม" ในลำคอตอบรับ

เมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง ทหารรับจ้างอะไรนั่น อุปกรณ์สุดล้ำอะไรนั่น มันก็เป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่าเท่านั้นแหละ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 28 - การ "บังเอิญเจอ" ของอาหนิงกับลำกล้องปืนที่บิดเบี้ยว

คัดลอกลิงก์แล้ว