เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ โบบัค มาริโมตัส!

บทที่ 48 - ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ โบบัค มาริโมตัส!

บทที่ 48 - ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ โบบัค มาริโมตัส!


บทที่ 48 - ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ โบบัค มาริโมตัส!

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

นอกจากลีโอแล้ว คนแรกที่พบโบบัคก็คือเฟรยาลูกศิษย์ของเขา

มาร์มอตตัวนี้เหยียดขาหน้าออกตรง พยายามก้าวขาสั้นๆ วิ่งส่ายก้นอ้วนๆ จนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น

เธอร้องเรียก "อาจารย์" ไปพลาง วิ่งตึงตังเข้ามาหาไปพลาง น้ำเสียงแบบเด็กๆ นั้นแฝงไปด้วยเสียงสะอื้น

ตั้งแต่พวกมนุษย์หมูป่าถูกจัดการจนอ่อนกำลังลง เฟรยาก็ดูเหมือนจะคิดถึงบ้านมาก พอฟ้าสางปุ๊บก็ปีนขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆ แล้วส่งเสียงกรีดร้องทุกเช้า ตรงเวลายิ่งกว่าไก่ขันซะอีก

อาจารย์ของเธอจะได้ยินหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้ แต่สัตว์ป่าแถวนี้ได้ยินกันชัดเจนแน่ๆ

หมีสีน้ำตาลกับเสือดาวหิมะที่ปกติแค่ออกไปจากโค้งแม่น้ำไม่กี่ลี้ก็เจอ ตอนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์กำลังจะเบรกไม่อยู่ โบบัคก็ยื่นแขนยาวๆ ออกไป คว้าพวงแก้มย้วยๆ ของมาร์มอตแล้วดึงตัวเธอให้ล้มลง

เฟรยาทิ้งตัวลงนอนซบหัวโตๆ เข้ากับอกอาจารย์แล้วปล่อยโฮออกมา

"อย่าร้องไห้แบบนี้สิ ทำยังกับอาจารย์รังแกเจ้างั้นแหละ" ลีโอได้ยินเสียงร้องไห้ปริ่มจะขาดใจของเฟรยาแล้วก็เริ่มใจคอไม่ดี

และก็เป็นไปตามคาด เพราะเสียงร้องไห้ของเฟรยา ทำให้สายตาที่โบบัคมองลีโอยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก

ลีโอทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ ตอบกลับไป

"อาจารย์ ฉันคิดถึงอาจารย์แทบแย่เลย"

หลังจากร้องไห้ไปพักใหญ่ ในที่สุดเฟรยาก็ระบายอารมณ์จนพอใจ เปลี่ยนโหมดเป็นร่าเริงตื่นเต้นในพริบตา เธอใช้หัวดันก้นโบบัคให้เดินเข้าไปในค่าย

"อาจารย์ อาจารย์ ฉันจะพาอาจารย์ไปกินแผ่นแป้งข้าวสาลี พี่สาวโอลิเวียอบให้ฉันกินทุกวันเลย อร่อยมาก!"

"อาจารย์ อาจารย์ ฉันสูงขึ้นไหม"

"อาจารย์ อาจารย์ ฉันแข็งแรงขึ้นหรือเปล่า"

เมื่อเดินมาถึงตัวลีโอ ดรูอิดร่างสูงใหญ่ก็ยื่นมือมาหาลีโอ "เอลฟ์ดรูอิด โบบัค มาริโมตัส"

ลีโอรีบยื่นมือออกไปจับแขนตอบ "ท่านดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ ข้าชื่อลีโอ เป็นเพื่อนของเฟรยา"

ฐานะอื่นไม่สำคัญ ตอนนี้ต้องแสดงจุดยืนก่อนว่าเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู

พวกอูลียานและโอลิเวียที่ได้ข่าวก็รีบตามมาทักทายโบบัคทีละคน

ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ค่ายต่างพากันยืนมุงดูอยู่ห่างๆ มองคนแปลกหน้าที่มีเขากวางอันใหญ่โตบนหัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ช่วงที่ผ่านมา ลูกศิษย์ของข้าคงจะรบกวนพวกเจ้าไม่น้อยเลย"

"ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลยสักนิด" อูลียานโบกมือปฏิเสธรัวๆ พร้อมตอบด้วยรอยยิ้ม

ต่อหน้าอาจารย์ของเด็ก อูลียานก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ "เฟรยาขยันมากเลย พอมาถึงค่ายก็ช่วยทำงาน แบ่งเบาภาระไปได้เยอะเลยล่ะ ทั้งว่านอนสอนง่ายและเก่งกาจ ใครเห็นใครก็รัก!"

คำชมนี้ทำเอาเฟรยายิ้มแก้มปริ เธอนั่งยองๆ อย่างเรียบร้อยเพื่อรอรับคำชมจากอาจารย์

โบบัคเพียงแค่ยื่นมือไปลูบขนบนหลังของเฟรยาแล้วพยักหน้า "ก็ดีแล้ว"

แค่คำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำ ก็ทำให้เฟรยารู้สึกภูมิใจสุดๆ

เธอแกว่งหางอย่างรวดเร็ว หรี่ตาลงอย่างมีความสุขเพื่อรับสัมผัสจากอาจารย์ แทบอยากจะหงายท้องให้เขาเกาพุงให้รู้แล้วรู้รอด

ตั้งแต่มาอยู่กับพวกลูกมนุษย์หัวสุนัข เฟรยาก็ทำตัวเหมือนสุนัขเข้าไปทุกทีแล้ว

หลังจากเข้ามานั่งพักในค่ายเรียบร้อย อูลียานในฐานะเจ้าบ้านก็พูดคุยทักทายกับโบบัคตามมารยาท แต่ก็พูดได้แค่เรื่องทั่วไป ไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นสาระสำคัญมาแลกเปลี่ยน

ว่ากันตามตรง เขาก็เป็นแค่ทหารผ่านศึกที่เจนโลกคนนึง วิสัยทัศน์อาจจะเหนือกว่าชาวนาที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านมาทั้งชีวิต แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเอลฟ์ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชีวิตอยู่มาถึงห้าร้อยปีและเดินทางท่องไปทั่วทั้งทวีป ระดับมันก็ยังห่างชั้นกันเกินไป

กลับกลายเป็นว่าเด็กหนุ่มบ้าบิ่นอย่างลีโอซะอีกที่เหนือความคาดหมายของทุกคน เขาสามารถสนทนากับโบบัคได้อย่างลื่นไหล

"เทคนิคการทำปุ๋ยหมักของเจ้าใช้ได้เลยทีเดียว ในอดีตตอนที่จักรวรรดิโอแลนทิสยังไม่รุ่งเรือง พวกเขาใช้ประโยชน์จากมูลนกบนเกาะในอาณาจักร ร่วมกับคันไถลากด้วยม้า ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยของธัญพืชพุ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึงสามเท่า นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการพัฒนาแบบก้าวกระโดด จากประเทศเล็กๆ ตามชายแดนกลายมาเป็นจักรวรรดิมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีป"

ลีโอพยักหน้า "การเกษตรคือรากฐานของประเทศ ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าชาวนาหนึ่งคนสามารถเลี้ยงดูผู้คนได้กี่คน"

"ถ้าชาวนาหนึ่งคนเลี้ยงคนได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ก็จะมีคนไปทอผ้า ไปบุกเบิกที่ดินเพิ่มอีกหนึ่งคน ถ้าเลี้ยงได้เพิ่มอีกคน ก็จะมีคนไปทำเหมือง ไปตีเหล็กเพิ่มอีกหนึ่งคน และถ้าเลี้ยงได้เพิ่มอีกคน ก็จะมีคนไปเป็นทหาร ไปออกรบเพิ่มอีกหนึ่งคน"

ลีโอไม่ได้ใช้ทฤษฎีในตำราเรียนมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตร อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมหนัก และความเข้มแข็งทางการทหาร เขาแค่พูดเสริมง่ายๆ แล้วถามต่อตามหัวข้อสนทนา "ได้ยินมาว่าดรูอิดมีความสามารถในการควบคุมพืชพันธุ์ ไม่ทราบว่ามันสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้หรือไม่"

เพราะวิสัยทัศน์ของลีโอที่กว้างไกลเกินกว่าที่ชาวบ้านในป่าเขาควรจะมี ทำให้โบบัครู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาจึงมีอารมณ์อยากจะสนทนาต่อและยินดีที่จะเผยแพร่ความรู้เพิ่มเติมให้

"เวทมนตร์ของดรูอิดสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้จริงๆ แต่ดรูอิดแต่ละคนก็มีพลังเวทที่จำกัด ไม่สามารถดูแลพืชผลจำนวนมากได้ วิธีที่ปฏิบัติได้จริงมากที่สุดก็คือการปรับปรุงพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น"

ลีโอถอนหายใจ "น่าเสียดายที่มนุษย์ไม่ได้เชี่ยวชาญการเพาะปลูกพืชพันธุ์เหมือนท่านดรูอิด สงครามกว่าครึ่งของมนุษย์ล้วนมีสาเหตุมาจากความขาดแคลนอาหาร"

โบบัคหัวเราะ เขาเอนหัวไปมาแล้วพูดว่า "สงครามของมนุษย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาหารหรอก แต่มันมาจากความโลภอันเป็นสันดานดิบต่างหาก หากบอกว่าสงครามครึ่งหนึ่งมาจากความขาดแคลนอาหาร งั้นสงครามอีกครึ่งหนึ่งก็มาจากอาหารที่มีมากเกินไปนั่นแหละ"

"ไม่ว่าจะหิวโซหรือกินอิ่ม ก็ต่างจ้องจะฮุบของคนอื่นกันทั้งนั้น"

ลีโอปูทางมาตั้งนาน ในที่สุดก็เผยเป้าหมายของตัวเองออกมา "อย่างน้อยสงครามในแดนเหนือส่วนใหญ่ก็มาจากความขาดแคลนอาหาร หากดรูอิดแห่งเผ่าเอลฟ์ยอมออกโรงช่วยเพาะพันธุ์เมล็ดที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น สงครามก็อาจจะลดลงไปได้เยอะเลยนะ"

"แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าดรูอิดไม่ได้ออกโรงช่วย เมื่อหนึ่งพันปีก่อน เมล็ดข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์จากทางใต้ถูกนำมาปลูกที่ฝั่งเหนือของแม่น้ำอันเซโน เมล็ดที่งอกออกมานั้นมีน้อยยิ่งกว่าวัชพืชเสียอีก ดังนั้นเผ่าออร์คจึงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการล่าสัตว์และปล้นสะดมเท่านั้น ส่วนเผ่ามนุษย์ก็หยุดอยู่แค่ริมฝั่งใต้ของแม่น้ำอันเซโน"

ลีโอถามด้วยความสงสัย "เอลฟ์ดรูอิดเป็นคนปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีงั้นหรือ"

"ถูกต้อง เป็นลอร์ดแห่งเอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่คิสเอล แคสแกรนดัล ท่านทนเห็นสหายเผ่าออร์คต้องทนหิวโหยและปล้นชิงกันเองไม่ไหว จึงนำเมล็ดข้าวสาลีของเผ่ามนุษย์ทางใต้มาเพาะพันธุ์และปรับปรุงให้เข้ากับดินแดนทางเหนือ แล้วมอบมันให้แก่พวกออร์ค"

"แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ดีขึ้นเลย อาหารที่เหลือเฟือทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เผ่าออร์คที่แข็งแกร่งขึ้นเริ่มรุกรานป่าของพวกเอลฟ์ และเกิดความขัดแย้งกับเผ่ามนุษย์ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม"

"ท้ายที่สุด เผ่าเอลฟ์ต้องถอยร่นไปตั้งรับที่ราบสูงเทอร์ราซิล เผ่าออร์คถูกขับไล่ขึ้นไปทางเหนือของแม่น้ำน้ำแข็ง จักรวรรดิมนุษย์ได้ครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ แล้วก็เริ่มหันมาเข่นฆ่ากันเอง"

โบบัคถอนหายใจ "ไม่ใช่แค่มนุษย์หรอก ทุกเผ่าพันธุ์ที่มีสัญชาตญาณความโลภและแพร่พันธุ์ได้เร็ว เมื่อแข็งแกร่งขึ้น ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการนำพามาซึ่งความพินาศ"

พูดจบเขาก็มองไปที่ลูกศิษย์ของตัวเอง "แม้แต่มาร์มอตบนที่ราบสูงเทอร์ราซิล หากไม่มีศัตรูตามธรรมชาติและมีอาหารอุดมสมบูรณ์ พวกมันก็จะแพร่พันธุ์จนกลายเป็นภัยพิบัติ และทำลายระบบนิเวศของที่ราบสูงทั้งหมด"

ลีโอรู้สึกผิดหวังในใจลึกๆ ที่เขาพูดมาตั้งเยอะ ก็เพื่อหวังว่าท่านดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าจะมอบของดีๆ ให้ค่ายบ้างไม่ใช่หรือไง

ไอ้ของแบบเมล็ดข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตไร่ละสองพันชั่ง ต้นไม้ที่ออกผลเป็นขนมปัง หรือสัตว์เลี้ยงที่กินลมก็โตได้น่ะ

ขอแค่มีมา เขาก็รับหมดนั่นแหละ!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 48 - ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ โบบัค มาริโมตัส!

คัดลอกลิงก์แล้ว