เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - ใครบ้างจะไม่ใช่เจ้าหญิง!

บทที่ 47 - ใครบ้างจะไม่ใช่เจ้าหญิง!

บทที่ 47 - ใครบ้างจะไม่ใช่เจ้าหญิง!


บทที่ 47 - ใครบ้างจะไม่ใช่เจ้าหญิง!

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ลีโอที่กำลังแบกส้อมพรวนดินกำลังศึกษาเทคนิคการทำปุ๋ยหมัก

แดนเหนือไม่ใช่ว่าจะไม่มีแนวคิดเรื่องการทำปุ๋ย ชาวนาจะเก็บรวบรวมมูลของวัว ม้า ลา และแกะ นำไปตากแดดให้แห้งแล้วทุบให้แตก จากนั้นก็นำไปโปรยลงในแปลงนาเพื่อเป็นปุ๋ย หรือไม่ก็ปล่อยวัวแกะให้ไปกินหญ้าในแปลงนาที่พักหน้าดินซะเลย

หมู่บ้านกลางป่าที่ห่างไกลบางแห่งหรือชนเผ่าเร่ร่อนก็จะใช้วิธีถางป่าและเผาทำลายเพื่อเตรียมหน้าดิน

แต่พวกเขาแทบจะไม่ใช้มูลมนุษย์เป็นปุ๋ยเลย เพราะบรรพบุรุษสั่งสอนกันมาว่ามูลมนุษย์มีพิษและจะทำให้ต้นข้าวตาย

ในฐานะมนุษย์เงินเดือนผู้มีประสบการณ์มาถึงสามสิบปี ลีโอคิดว่าตัวเองก็ถือเป็นปัญญาชนคนนึง พอทะลุมิติมาอยู่ต่างโลกถึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นแค่คนที่รู้ทฤษฎีเท่านั้น

เห็นอะไรก็รู้ไปหมด แต่พอลงมือทำกลับไม่สำเร็จสักอย่าง!

ไอ้เรื่องที่บอกว่ามูลมนุษย์ทำให้ต้นข้าวตาย ก็เพราะไม่ได้ผ่านการหมักก่อนแล้วเอาไปโปรยลงดิน มันก็เลยเกิดการหมักซ้ำในแปลงนา ความร้อนที่เกิดขึ้นเลยไปเผาต้นข้าวให้ตายต่างหาก

ดังนั้นแค่นำไปหมักให้เกิดความร้อนก็สิ้นเรื่องแล้ว

แต่วิธีการทำปุ๋ยหมักด้วยความร้อนที่ดูเหมือนจะง่าย มันไม่ได้ทำสำเร็จง่ายๆ แค่เคาะแป้นพิมพ์หรอกนะ

ลีโอทำได้เพียงพยายามค้นหาความทรงจำในวัยเด็กไปพลาง ลองผิดลองถูกไปพลาง

สาวสวยประจำหมู่บ้านคนนึงมองแล้วรู้สึกผิดปกติ เธอจึงรีบคว้าแขนโอลิเวียไว้แน่นแล้วตะโกนด้วยความตกใจ "ลีโอคงไม่ได้อยากจะกินขี้หรอกนะ! โอลิเวียรีบไปห้ามเขาสิ!"

โอลิเวียทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว การพักผ่อนช่วงสั้นๆ จบลง เธอพาบรรดาลูกบุญธรรมทั้งสามสิบสองตัวไปทำงานต่อทันที

เรื่องที่ลูกสุนัขของโอลิเวียมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลีโอก็เคยตามสืบอย่างจริงจังมาแล้ว

เขาแอบสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างฟีชากับพวกลูกมนุษย์หัวสุนัขหลังจากที่เธอเข้ามาในค่ายอยู่พักหนึ่ง

โดยอ้างเหตุผลว่าจะมาตรวจดูความเป็นอยู่ของคนในเผ่า ฟีชาจะเกาะอยู่ตรงรั้วคอกม้าและพูดคุยกับพวกลูกสุนัข

สายตาก็มองซ้ายมองขวา พอแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น เธอก็จะดึงลูกสุนัขตัวน้อยออกมาจากใต้เสื้อผ้าตัวเอง แล้วโยนดัง 'แปะ' เข้าไปในกองลูกสุนัข จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป

ใช่แล้ว หลังจากติดต่อกับมนุษย์บ่อยขึ้น ฟีชาก็เริ่มรู้จักใส่เสื้อผ้าแล้ว

เธอขอร้องให้โอลิเวียนำผ้าห่มหนังหมีมาดัดแปลงเป็นเสื้อคลุมหนังหมีให้ การสวมใส่มันไม่เพียงแต่แสดงถึงสถานะของเธอเท่านั้น แต่มันยังสะดวกต่อการซ่อนลูกสุนัขเข้ามาในค่ายมนุษย์ด้วย

ครั้งสุดท้าย ลีโอกระโดดพรวดออกมาและแฉลูกไม้ตื้นๆ ของฟีชาอย่างไม่ไว้หน้า

ฟีชาโมโหมาก ฟีชาโกรธจัด ฟีชาเลยไม่มาที่ค่ายติดต่อกันถึงสามวัน!

ฟีชา เฟรยา และเจ้าหนูน้อยกำลังนั่งแกว่งขาอยู่ริมคลองที่เพิ่งสร้างใหม่ พลางมองดูชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยกันแบกท่อนซุงอย่างยากลำบากภายใต้การสั่งการของอูลียาน

พวกเขาเตรียมที่จะสร้างหอสังเกตการณ์บนเนินหินช่วงกลางของอุโมงค์คลอง

เนินหินสูงเจ็ดแปดเมตรบวกกับหอสังเกตการณ์ขนาดเล็กที่สูงสามเมตร จะสร้างข้อได้เปรียบด้านวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเพียงพอที่จะมองเห็นพื้นที่ราบโดยรอบได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าคนหรือสัตว์หน้าไหนที่บุกรุกเข้ามาในโค้งแม่น้ำก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของทหารยามไปได้

ที่นี่อยู่ห่างจากค่ายประมาณพันกว่าเมตร หากเป่าเขาสัตว์เตือนภัย อย่างน้อยก็พอจะถ่วงเวลาให้กองกำลังอาสาสมัครกลับไปสวมชุดเกราะและจับอาวุธได้ทัน

ตอนกลางวันกองกำลังก็ต้องทำงานเหมือนกัน แถมยังเป็นแรงงานหลักด้วย เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสวมชุดเกราะเต็มยศทำงานไปด้วย

ไม่เพียงแค่เนินหินแห่งนี้เท่านั้น อูลียานยังเตรียมที่จะสร้างหอสังเกตการณ์และประตูป้อมไว้ที่หัวและท้ายของคลอง เพื่อปกป้องคาบสมุทรทั้งหมด

ส่วนแผนการสร้างกำแพงหินและรั้วไม้ด้านในคลองนั้น ปริมาณงานก็ไม่ได้น้อยไปกว่าการขุดคลองเลย ลำดับความสำคัญก็ยังไม่มากพอ จึงต้องค่อยเป็นค่อยไปในช่วงเวลาว่าง

ในขณะเดียวกัน ทีมงานอีกสามสิบกว่าคนก็มุ่งหน้าไปยังฝั่งคาบสมุทร เพื่อเตรียมเปิดเส้นทางสามสิบลี้จากโค้งแม่น้ำไปยังป้อมยามทิศตะวันตก

การทำถนนที่ว่านี้ แน่นอนว่าไม่ใช่การเทปูนหรือปูหินใหญ่โตอะไรหรอก

เส้นทางที่เลียบไปตามที่ราบริมแม่น้ำสายนี้ ขบวนผู้บุกเบิกเคยเดินผ่านมาก่อนแล้ว จึงมีเค้าโครงและเส้นทางพื้นฐานอยู่แล้ว

ในระยะแรก แค่ตัดต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้ที่กีดขวางทาง ปรับเนินดินสูงสองสามเมตรให้ราบเรียบ และเคลื่อนย้ายก้อนหินที่ขวางทางออกไปก็พอ

รวมถึงการสร้างสะพานไม้แบบง่ายๆ ข้ามลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำอันเซโนด้วย

อูลียานไม่ได้คาดหวังอะไรสูง ขอแค่เกวียนสินค้าพอจะวิ่งผ่านได้ ไม่ต้องไปพลิกคว่ำหรือพังกลางทางเหมือนคราวก่อนก็พอแล้ว

นอกจากถนนต้นไม้โลกซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์แล้ว ถนนในเขตของขุนนางส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ ขบวนพ่อค้าที่เดินทางผ่านไปมามักจะรับหน้าที่ซ่อมแซมถนนไปในตัว

ถ้าถนนเดินยากหรือพัง จะให้หันหัวกลับงั้นเหรอ ก็ต้องหยุดซ่อมแซมให้พอผ่านไปได้นั่นแหละ

รอให้ประชากรที่โค้งแม่น้ำเพิ่มขึ้น การค้าขายขยายตัว เส้นทางภูเขาสายนี้ก็จะราบรื่นขึ้นเองโดยธรรมชาติ

ฟีชาเจ้าหญิงมนุษย์หัวสุนัขมองดูภาพการทำงานอย่างขะมักเขม้นของมนุษย์ด้วยความอิจฉา เมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว พวกมนุษย์หัวสุนัขช่างดูงุ่มง่ามเหลือเกิน

นอกจากขุดแร่แล้ว ถ้าไม่เอาแส้ฟาดหรือขู่ว่าจะงดอาหาร พวกสุนัขส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมทำอะไรอย่างอื่นเลย

ฟีชาบังคับให้พวกเขาสร้างกำแพงตรงปากทางเข้าหุบเขา ผลคือแค่ไม่กี่วันก็ถูกน้ำในลำธารพัดจนพังทลาย

ขนาดฟีชายืนอยู่ในลำธารยังไม่ถูกพัดไปเลย!

เธอเป็นคนหัวไว ทุกวันเธอจะมาสังเกตการณ์ที่ค่ายมนุษย์ แอบเรียนรู้เทคโนโลยีของพวกเขา แล้วก็กลับไปจับมือสอนคนอื่นๆ ในเผ่า

ในเวลาเพียงแค่เดือนเดียว เธอแอบเรียนรู้วิธีทำเชือกเหวี่ยงหิน แอบจำวิธีการฝึกกองกำลังอาสาสมัคร แอบจดจำเทคนิคการทำอาหารของมนุษย์ และแอบศึกษาการใช้เตาถลุงเหล็กทรงกระบอก

แถมยังเริ่มประดิษฐ์หน้าไม้ไขลานเองแล้วด้วย!

แต่เมื่อเทียบกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของดินแดนโค้งแม่น้ำ หุบเขามนุษย์หัวสุนัขกลับดูเหมือนย่ำอยู่กับที่

จากความทรงจำของเธอ ที่นั่นไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ถ้าเธอไม่พยายามรักษาการค้าขายกับมนุษย์ไว้ พวกมนุษย์หัวสุนัขก็คงต้องกลับไปใช้ชีวิตกินหนูและอดอยากเหมือนเดิมแน่ๆ

ฟีชาลุกขึ้นยืนด้วยความไม่ยอมแพ้ แล้วตะโกนเสียงดัง "ฉัน เจ้าหญิงมนุษย์หัวสุนัข! หัวหน้าเผ่า! ผู้นำ! ฟีชาผู้ฉลาดหลักแหลม! จะต้องพยายามให้มากกว่านี้!"

มาร์มอตยักษ์ที่อยู่ข้างๆ ฟีชากำลังพยายามเลียนแบบท่านั่งแกว่งขาสบายๆ ของเจ้าหนูน้อยกับฟีชา แต่น่าเสียดายที่ขามันสั้นเกินไป โดนพุงอ้วนๆ ทับไว้จนแกว่งไม่ออกเลย

เมื่อกี้อูลียานเพิ่งจะเข้ามาขอให้มันช่วยแบกท่อนซุงเพื่อเร่งความคืบหน้าของงาน

แต่มันกลับปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีหัวไหล่!

เมื่อได้ยินคำประกาศของฟีชา เฟรยาก็ลุกขึ้นยืนและพูดอย่างไม่ยอมแพ้ "ฉันก็เป็นเจ้าหญิงเหมือนกัน เจ้าหญิงของเผ่าเอลฟ์ เฟรยาผู้ฉลาดหลักแหลม!"

เจ้าหนูน้อยมองดูเพื่อนทั้งสองที่แสนภาคภูมิใจ รวบรวมความกล้าแล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา "หนูเป็นเจ้าหญิงของเผ่ามนุษย์ กุลเวกผู้ฉลาดหลักแหลม..."

แต่น่าเสียดายที่เสียงอันแผ่วเบาไร้ความมั่นใจของเธอ ส่งไปไม่ถึงหูของเพื่อนๆ เลย

เข้าสู่วันที่สี่ของการคลุกคลีกับกองปุ๋ย จู่ๆ ลีโอก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างระแวดระวัง ก็เห็นคนแปลกหน้ารูปร่างกำยำผิดมนุษย์มนายืนอยู่บนคันนาขอบค่าย

คนแปลกหน้าคนนี้เป็นชายร่างยักษ์สูงเกือบสองเมตรยี่สิบ บนหัวมีเขากวางขนาดใหญ่ประดับอยู่ เส้นผมและหนวดเคราสีเขียวเข้มยาวสยายราวกับน้ำตก

เขาท่อนบนเปลือยเปล่า สวมเพียงกางเกงหนังสัตว์ขาสั้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่ดูราวกับรูปปั้นหินสลัก และมีรอยสักสีเขียวปรากฏอยู่ประปราย

ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ในทุ่งนาไม่ไกลนัก และทหารยามที่ยืนรักษาการณ์อยู่ไกลออกไป ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นการมีอยู่ของเขาเลย

สายตาของลีโอประสานเข้ากับเขา แรงกดดันมหาศาลทำให้แผ่นหลังของลีโอแข็งทื่อ สมาธิจดจ่ออย่างหนักหน่วงจนภาพรอบข้างเริ่มพร่ามัว ราวกับว่าบนโลกนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น

มาลฟิวเรียน สตรอมเรจ!

ไม่ใช่สิ นี่คือเอลฟ์ดรูอิดผู้ยิ่งใหญ่ที่หน้าตาเหมือนมาลฟิวเรียนต่างหาก โบบัค มาริโมตัส!

ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย ลีโอเดาตัวตนของผู้มาเยือนได้ในเสี้ยววินาที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - ใครบ้างจะไม่ใช่เจ้าหญิง!

คัดลอกลิงก์แล้ว