- หน้าแรก
- พลิกชะตาแดนเถื่อนสร้างอาณาจักรใหม่ด้วยความรู้ยุค 5G
- บทที่ 20 - อัศวินโรมน
บทที่ 20 - อัศวินโรมน
บทที่ 20 - อัศวินโรมน
บทที่ 20 - อัศวินโรมน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ลีโอให้เจ้าหนูน้อยไปบอกอูลียาน ส่วนตัวเองก็ยืนรออยู่บนสะพานไม้เพื่อรอให้เรือประมงเข้ามาใกล้
เขารับเชือกที่โยนมาจากเรือประมงแล้วดึงเรือเข้ามาผูกติดกับสะพานไม้ ก่อนจะยิ้มให้คนบนเรือแล้วบอกว่า "ยินดีต้อนรับ!"
คนแรกที่ลงจากเรือคืออัศวินหนุ่มผมบลอนด์ตาสีฟ้า รูปร่างสูงโปร่ง โครงหน้าคมคายชัดเจนมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นชาวแดนเหนือแท้ๆ
ที่บอกว่าเขาเป็นอัศวินก็เพราะเขาสวมเกราะแผ่นเหล็กบางที่เข้ารูป
เกราะแผ่นนี้ไม่ใช่เกราะแผ่นของอัศวินยุคกลางที่ดูหนาเทอะทะอย่างในความทรงจำของลีโอ แต่มันถูกสร้างขึ้นโดยการนำแผ่นเหล็กบางชิ้นใหญ่มาประดับไว้ด้านนอกของเกราะหนังแข็งสีดำ ขอบของเกราะเหล็กที่เงาวับและเกราะหนังแข็งเผยให้เห็นซับในหนังนิ่มที่ประณีต
เกราะไหล่หนังหมีสีดำเป็นมันเงาช่วยปกป้องลำคอและไหล่ทั้งสองข้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปลายแขนเสื้อที่ทำจากผ้าแคชเมียร์เนื้อละเอียดก็ยังมีลวดลายสีทองปักเอาไว้ด้วย
บนหลังของเขาสะพายดาบอัศวินใบกว้างที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและหนักแน่นสไตล์แดนเหนือซึ่งสามารถใช้เป็นอาวุธสองมือได้ ที่ต้นขายังมีมีดสั้นผูกติดอยู่อีกเล่มหนึ่ง
ลีโอจ้องมองอุปกรณ์ของอัศวินด้วยความอิจฉา เกราะและอาวุธชุดนี้มีความประณีตและน้ำหนักเบาจนไม่เหมือนของในยุคกลางเลยสักนิด กลับดูมีความเป็นไซไฟอยู่บ้างเสียด้วยซ้ำ
ส่วนลีโอในชุดเกราะขาดวิ่นที่เย็บปะติดปะต่อจากหนังสัตว์หลากสีนั้นห่อหุ้มตัวเขาจนดูเหมือนโจรป่าในยุคคนเถื่อน แถมยังเป็นแบบในซีรีส์ออนไลน์ราคาถูกอีกต่างหาก
ทั้งที่เป็นเกราะไหล่หนังหมีวัสดุเดียวกันแท้ๆ แต่งานฝีมือของเขากลับดูเหมือนผ้าคลุมที่คนป่าเย็บขึ้นมา
รองเท้าบูตอัศวินหนังหนาประดับเหล็กบางเหยียบลงบนสะพานไม้จนทำให้แผ่นไม้สั่นสะเทือน อัศวินหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อสายตาไปตกอยู่ที่ค่ายอันซอมซ่อเขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
อัศวินพยักหน้าให้ลีโอ เขาเมินเฉยต่อสายตาที่ไร้มารยาทของอีกฝ่ายและเดินตรงไปหาอูลียานที่กำลังรีบเดินมา
"แม้ว่าต้นน้ำเมืองอีเซนโบลจะไหลเอื่อย แต่ในแม่น้ำก็เต็มไปด้วยโขดหิน ไม่เหมาะแก่การเดินเรือ เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่หน่อยก็ไม่กล้ามา ผมจึงหามาได้แค่เรือประมงเล็กๆ ไม่กี่ลำเท่านั้น" อัศวินหนุ่มค่อนข้างเคารพอูลียาน หลังจากพยักหน้าทักทายง่ายๆ เขาก็เอ่ยอธิบาย
"ไม่เป็นไร ขอแค่มาก็ดีแล้ว ข้าเองก็เพิ่งจะมาตั้งค่าย ที่นี่ยังซอมซ่อมาก..."
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็ไม่ใช่ขุนนางอะไร" อัศวินหนุ่มรีบส่ายหน้ายิ้ม "ตอนที่ตามหัวหน้าก็ต้องนอนเต็นท์อยู่บ่อยๆ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้หนูเอ๊ย เป็นทหารของข้าจริงๆ!" อูลียานก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ความรู้สึกอึดอัดที่มีอยู่แต่เดิมมลายหายไปจนสิ้น เขาพาอัศวินหนุ่มเดินไปที่ค่ายพลางแนะนำให้คนอื่นรู้จัก
"นี่คืออัศวินแห่งตระกูลเปตูฮอฟ โรมน เปตูฮอฟ เป็นสหายในกองทัพของข้าเอง"
ตระกูลเปตูฮอฟเป็นตระกูลอัศวินเก่าแก่ของเมืองอีเซนโบล ตอนที่อูลียานเป็นหน่วยสอดแนมอยู่ที่ป้อมยามทิศตะวันตก เขาก็คือลูกน้องของริกอราฟ เปตูฮอฟซึ่งเป็นพ่อของโรมน
จากนั้นอูลียานก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นหัวหน้าหมู่ของกองพลทหารราบเกราะหนักแห่งป้อมปราการวายุ โรมนก็กลายมาเป็นลูกน้องของอูลียานภายใต้การจัดการของพ่อเขาอีกที
แม้ว่าชนชั้นอัศวินในแดนเหนือจะมีกฎการสืบทอดที่เหมือนกับขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ แต่ที่ดินในนามของพวกเขาไม่ได้เป็นของตระกูลตัวเอง ทว่าเป็นของประทานจากเคานต์แห่งแดนเหนือที่พวกเขาสวามิภักดิ์ด้วย
ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีชนเผ่าและกองทัพขนาดใหญ่เพื่อรับประกันสิทธิ์ในการสืบทอดของตัวเองเหมือนกับพวกเคานต์แห่งแดนเหนือ
ลอร์ดอัศวินตัวเล็กๆ ทำได้เพียงพึ่งพาความกล้าหาญของตนเองเพื่อรักษาสถานะที่คู่ควรเอาไว้ ทายาทอัศวินที่ค่อนข้างอ่อนแอมักจะถูกเคานต์ถอดถอนชื่ออัศวินในนามของเทพเจ้าสงครามเทียร์ และเปลี่ยนเอาคนที่เป็นนักรบที่แข็งแกร่งกว่ามาแทน
แน่นอนว่าในกฎหมายของจักรวรรดิโอแลนทิสไม่มีการระบุอย่างชัดเจนเรื่องการสืบทอดตำแหน่งขุนนาง ตามทฤษฎีแล้วแกรนด์ดยุกแห่งแดนเหนือก็สามารถใช้ข้ออ้างเดียวกันนี้เพื่อถอดถอนตำแหน่งเคานต์ได้
เพียงแต่ก่อนอื่นจะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพลอร์ดหลายพันนายและทหารเกณฑ์หลายหมื่นนายของเคานต์ รวมถึงตระกูลญาติพี่น้องของเคานต์อีกหลายสิบตระกูลก็เท่านั้นเอง
ในฐานะตระกูลอัศวินผู้ครองดินแดนเก่าแก่ของตระกูลฟรีลอฟ ตระกูลเปตูฮอฟได้ปกปักรักษากิจการของตระกูลมาอย่างระมัดระวังกว่าร้อยปีแล้ว
ทุกรุ่นจะมีลูกหลานหลายคนเข้าร่วมกองทัพเพื่อสร้างผลงานการรบและได้รับความชื่นชมจากเคานต์ด้วยการแสดงความกล้าหาญให้เห็น ปัจจุบันตระกูลเปตูฮอฟมีดินแดนของอัศวินอยู่สี่แห่งในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองอีเซนโบล ถือเป็นตระกูลอัศวินที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น
"นี่คือลูกสาวของข้า โอลิเวีย" อูลียานชี้ไปที่โอลิเวียที่อยู่ข้างๆ แล้วบอก
สายตาของอัศวินหนุ่มไปตกอยู่ที่โอลิเวียตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อมีชาวบ้านที่ดูเหมือนขอทานหรือคนป่าเป็นฉากหลัง โอลิเวียก็เปรียบเสมือนดอกกล้วยไม้ที่เพิ่งเบ่งบานอยู่ตรงหน้าเขา
"อรุณสวัสดิ์ เลดี้ของผม" อัศวินโรมนยื่นมือขวาไปทาบที่หน้าอกแล้วโค้งคำนับเล็กน้อย
โอลิเวียเหมือนกระต่ายตื่นตูม เธอรีบพยักหน้าและโค้งคำนับตาม พอทำไปสองครั้งก็รู้สึกว่าไม่เข้าท่า จึงลังเลแล้วยื่นมือขวาออกไป
อัศวินโรมนยิ้มบางๆ ไม่ได้อธิบายเรื่องมารยาทที่ผิดพลาดของอีกฝ่าย ช่างสง่างาม สุขุม และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของขุนนาง
โอลิเวียหดมือกลับอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบและไปหลบอยู่ด้านหลังลีโอ
"คนนี้คือหลานชายของข้า ลีโอ มอนโด"
"สวัสดีครับ อัศวินโรมน!" ลีโอรีบร้องทักพร้อมกับแสดงความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่
"อืม" โรมนหันมามองลีโออีกครั้งแล้วพยักหน้ารับคำ
สายตาที่ไร้มารยาท ขาดมารยาท เด็กหนุ่มสามัญชนชนชั้นล่างที่ขาดการอบรม เมินได้เลย
เดินดูรอบๆ ค่ายอยู่พักหนึ่งกว่าจะไปนั่งที่เต็นท์ใหญ่ของอูลียาน อัศวินโรมนขมวดคิ้วแล้วถามว่า "หัวหน้า นี่คือดินแดนบุกเบิกของคุณเหรอครับ"
"ใช่แล้ว โรมน เจ้าคิดว่ายังไง" อูลียานจ้องมองโรมนด้วยความหวัง
"ไม่ค่อยเหมือนที่ผมคิดไว้เท่าไหร่ ในจดหมายหัวหน้าบอกว่าจะมีชาวเมืองเกือบพันคนมาตั้งรกรากที่นี่ ทหารอาสาสมัครก็ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี สามารถต้านทานพวกต่างเผ่าพันธุ์และสัตว์ป่าที่นี่ได้อย่างสมบูรณ์" โรมนขมวดคิ้ว "แต่เท่าที่ผมเห็นดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปบ้างนะครับ..."
"ก็จริงแหละ ท้ายที่สุดแล้วบ้านเกิดก็เป็นสิ่งที่ตัดใจจากไปได้ยาก มีหลายคนที่เลือกจะอยู่ที่แดนเหนือต่อไป ข้าเองก็บังคับพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน"
อูลียานอธิบายอย่างกระอักกระอ่วนแล้วรีบโบกมือทันที "แต่เจ้าวางใจได้ ขอเพียงข้าตั้งตัวได้ อีกไม่นานก็จะมีชาวเมืองชุดที่สอง ชุดที่สามเข้ามาอยู่ในค่าย ถึงตอนนั้นก็จะมีคนถึงหนึ่งพันคนได้อย่างสบายๆ!"
"ไม่กี่ปีดินแดนบุกเบิกโค้งแม่น้ำก็จะกลายเป็นดินแดนบุกเบิกของอัศวินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอีเซนโบล การลงทุนของพ่อเจ้าจะได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็นสิบเท่าร้อยเท่าแน่นอน!"
คำพูดเหล่านี้ของเขาเป็นเพียงการคุยโวล้วนๆ หากไม่ใช่เพราะพวกออร์ครบุกโจมตี ใครจะอยากมาบุกเบิกในดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้ล่ะ พวกผู้อพยพของเมืองอีเซนโบลฟังแล้วยังต้องส่ายหน้าเลย
"แต่พ่อของผมคงไม่สนับสนุนหัวหน้าง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดพวกนี้หรอกนะครับ" โรมนส่ายหน้าอย่างจนใจ "แน่นอนว่าผมเชื่อใจหัวหน้าเต็มร้อย การมาครั้งนี้นอกจากจะมาค้าขายเสบียงและเครื่องมือทำฟาร์มตามที่ตกลงกันไว้แล้ว ก็ยังมีดาบเหล็กอีกยี่สิบเล่มที่ผมสนับสนุนเป็นส่วนตัวด้วย นี่เป็นสมบัติที่ผมเก็บหอมรอมริบมาตั้งสองปีเลยนะครับ"
"เด็กดี! ตอนนั้นข้าดูแลเจ้าไม่เสียเปล่าจริงๆ!"
อูลียานดีใจมาก เขาตบมือและกำชับว่า "ทางฝั่งพ่อของเจ้า เจ้าก็ต้องช่วยพูดอะไรดีๆ ให้ข้าบ้างล่ะ บอกไปว่าข้ามีกองกำลังเข้มแข็ง ทุกอย่างราบรื่น ขาดก็แค่เงินนิดหน่อยเท่านั้น ลูกชายโกหกพ่อเล็กๆ น้อยๆ อ้อนสักนิดอะไรแบบนั้น มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ..."
สีหน้าของโรมนดูกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขารับปากอย่างเสียไม่ได้ "ผมก็ต้องเลือกพูดแต่สิ่งดีๆ อยู่แล้วล่ะครับ แต่พ่อผมไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้นหรอก เขาก็ต้องส่งคนมาตรวจสอบอยู่ดี"
"นี่ก็ส่งเจ้ามาแล้วไม่ใช่หรือไง ตาเฒ่าริกอราฟมีเจ้าเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่คนเดียว ไม่เชื่อเจ้าแล้วจะให้ไปเชื่อใครล่ะ"
อูลียานโอบไหล่โรมน ใบหน้าแก่ชราเต็มไปด้วยความเยิ้มและการประจบประแจง เขาหันไปมองลูกสาวของตัวเอง "เจ้าคิดว่าลูกสาวของข้าเป็นยังไงบ้าง พวกเจ้าสองคนก็ทำความรู้จักกันให้มากหน่อยสิ!"
เมื่อกวาดสายตาไปเห็นลีโอที่ยืนทำหน้าเหยียดหยามอยู่ข้างลูกสาว เขาก็ถลนตาและตวาดทันที "ไอ้เด็กบ้า แกมายืนบื้ออะไรอยู่ตรงนี้ รีบไปขนของลงสิ!"
[จบแล้ว]