- หน้าแรก
- พลิกชะตาแดนเถื่อนสร้างอาณาจักรใหม่ด้วยความรู้ยุค 5G
- บทที่ 4 - อูลียาน พระเอกตัวจริง
บทที่ 4 - อูลียาน พระเอกตัวจริง
บทที่ 4 - อูลียาน พระเอกตัวจริง
บทที่ 4 - อูลียาน พระเอกตัวจริง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ลีโอเพิ่งชะโงกหน้าเข้าไปในเต็นท์ ก็ถูกกลิ่นเหม็นชวนอ้วกข้างในตีรวนจนต้องถอยออกมา
กลิ่นน้ำมันใส่ผม กลิ่นตีนเหม็น กลิ่นอับชื้น และกลิ่นเน่าเหม็นผสมปนเปกันจนแทบจะทำให้ลีโอขาดใจตาย
นี่มันยิ่งกว่ารังหมาอีกนะเนี่ย!
รังหนูอะไรกัน!
ลีโอหน้าเบ้ด้วยความเหม็น ถึงแม้จะมีความคุ้นเคยของเจ้าของร่างเดิมช่วยไว้ แต่กลิ่นเหม็นบนตัวก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว ไม่คิดเลยว่าที่ซุกหัวนอนจะสยดสยองขนาดนี้
เขาโยนกองหนังสัตว์ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าในเต็นท์ออกมาทั้งหมด ลีโอรื้อไปรื้อมา เลือกได้หนังหมีหิมะผืนเล็กกับผืนใหญ่ออกมาสองผืน มีแค่สองผืนนี้แหละที่ยังพอสมบูรณ์อยู่บ้าง
ลีโอโยนหนังหมีหิมะผืนเล็กให้เจ้าหนูน้อย แล้วกวักมือเรียก "ตามฉันมา!"
พอเห็นอีกฝ่ายไม่ขยับ ลีโอก็ยื่นมือไปคว้าคอเสื้อด้านหลัง แล้วหิ้วขึ้นมาอย่างง่ายดาย เขาหิ้วเด็กน้อยไปที่ริมหาดหินแบบนั้นเลย
เวลานี้เป็นช่วงเที่ยงวันพอดี แสงแดดสว่างสดใส ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับวันในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บได้บ้าง
ลีโอหาที่หลบลมหลังก้อนหินใหญ่ โยนหนังหมีหิมะลงไปในน้ำ เหยียบซ้ำลงไปสองสามที ก็เห็นน้ำสีดำสกปรกทะลักออกมาไม่ขาดสาย บนผิวน้ำยังมีคราบน้ำมันสีรุ้งลอยฟ่อง อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
เขาแกะเฝือกไม้ที่มัดแขนซ้ายออก แล้วถอดเสื้อผ้าออกอย่างทุลักทุเล ลีโอปรายตามองเจ้าหนูน้อยที่ยืนเหม่ออยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า "มาช่วยหน่อยสิ!"
เจ้าหนูน้อยเดินเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า ช่วยลีโอถอดเสื้อและกางเกงออก
ลีโอยืนเปลือยเปล่าอยู่ในแม่น้ำจนตัวสั่นงันงก หยิบเศษผ้าขี้ริ้วตักน้ำขึ้นมาถูไถตามต้นขาไปมา
มองดูน้ำสีดำสกปรกบนตัวที่กระจายออกไปในน้ำ สีผิวที่ดำคล้ำก็ดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด ลีโอรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
"อาบน้ำครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กันนะ"
อืม ในเศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่มีเรื่องนี้เลยสักนิด
ลีโอที่ขยับตัวไม่สะดวกนั่งลงบนก้อนหินในน้ำ โยนเศษผ้าขี้ริ้วให้เจ้าหนูน้อย พร้อมกับให้สัญญา "มาถูหลังให้ฉันหน่อยสิ ถ้าถูดีๆ จะให้ขนมปังดำก้อนนึง"
พอได้ยินคำว่าขนมปังดำ แววตาของเจ้าหนูน้อยก็เป็นประกายขึ้นมาทันที กระโดดลงน้ำไปหยิบเศษผ้าขี้ริ้วมาขัดหลังให้ลีโออย่างแข็งขัน
กางเกงของเธอแช่อยู่ในน้ำ โคลนแห้งกรังหนาเตอะบนนั้นถูกน้ำละลาย กลายเป็นน้ำโคลนหลุดลอกออกไป
จากประสบการณ์ชีวิตวัยเด็กของลีโอคนเดิม ชั้นโคลนหนานี้คือเกราะกันหนาวของเจ้าหนูน้อย เพราะเสื้อผ้าบางๆ ชุดนั้นกันลมหนาวไม่ได้เลย
บางทีหลังอาบน้ำเสร็จ เจ้าหนูน้อยอาจจะอาศัยช่วงที่แดดดีๆ ไปกลิ้งคลุกโคลนในหลุมไหนสักหลุมให้เลอะทั้งตัวอีกก็ได้
เจ้าหนูน้อยขัดอยู่ได้ไม่กี่นาทีก็หอบแฮก แขนขาอ่อนแรง
ลีโอมองเงาสะท้อนในน้ำ ผมสีบลอนด์ ใบหน้าคมคาย กล้ามเนื้อได้สัดส่วน รูปร่างของคนเถื่อนแดนเหนือตามมาตรฐานเป๊ะ
ถึงจะอายุแค่สิบเจ็ด แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำคนหนึ่งแล้ว
แม้เจ้าของร่างเดิมจะเติบโตมาแบบเด็กป่าเด็กดอย แต่โชคดีที่ดุดันและขยันขันแข็งพอตัว
บ้านไหนมีของกินอร่อยๆ เขาแค่ดมกลิ่นก็หาจนเจอ ไม่มีเบคอนชิ้นไหนซ่อนพ้นสายตาเขาไปจนถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิได้หรอก
ป่าท้ายหมู่บ้านเต็มไปด้วยหลุมพรางที่เขาขุดไว้ พวกหนูและกระต่ายแถวนั้นแทบจะสูญพันธุ์กันหมดแล้ว
กินจนระบบนิเวศพังทลาย สัตว์ป่าขนาดใหญ่ถึงกับต้องอพยพย้ายถิ่นฐานหนี
ถ้าพูดถึงปริมาณการกินเนื้อ ในหมู่บ้านนี้ถ้าเขาเป็นที่สอง ก็ไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่ง
มองดูเจ้าหนูน้อยที่เปียกโชกและมีน้ำโคลนสีดำไหลลงน้ำ ลีโอก็บ่นอย่างรังเกียจ "นายก็อาบน้ำซะด้วยสิ ดำเมี่ยมแถมยังเหม็นหึ่งขนาดนี้ อาศัยตอนที่แดดแรงๆ ซักเสื้อผ้าด้วยเลย"
เจ้าหนูน้อยยืนนิ่งอึ้งไม่ขยับ
"ลูกผู้ชายอกสามศอก จะกลัวหนาวอะไรกัน กระโดดลงน้ำไปเลย อุ่นจะตาย!"
"..."
"ถอดเสื้อผ้าสิ!" ลีโอขู่ด้วยความรำคาญ "ไม่อย่างนั้นอดกินขนมปังนะ!"
เจ้าหนูน้อยถึงได้ค่อยๆ ถอดเสื้อและกางเกงขาดรุ่งริ่งที่มองไม่ออกแล้วว่าสีเดิมคือสีอะไรออก ด้านในเป็นชุดนอนผ้าไหมสีเหลืองซีดๆ
เมื่อถอดชุดนอนออก ทั้งสองคนก็ยืนเปลือยเปล่าเผชิญหน้ากัน กล้ามเนื้อที่กำยำกับร่างกายที่ผอมโซจนเห็นกระดูก ช่างเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ลีโองอแขนเบ่งกล้ามให้ดู แล้วพูดอย่างภูมิใจ "ฉันจะบอกอะไรให้นะ ตัวเล็กๆ อย่างนายเนี่ย ฉันอัดทีเดียวร้อยคนยังสบาย..."
พูดไปพูดมาเขาก็ชะงักงัน นายไม่มีไอ้นั่นงั้นเหรอ
เขารีบคว้าหนังหมีหิมะผืนเล็กบนฝั่งมาห่อตัวเจ้าหนูน้อยไว้ แล้วตะคอกถาม "ไอ้นั่นของนายหายไปไหนเนี่ย"
แต่แล้วเขาก็ได้สติ นี่ต้องโง่ขนาดไหนถึงถามอะไรแบบนี้ออกไปได้
เจ้าหนูน้อยยังคงดูเหม่อลอยไร้ความรู้สึก จนกระทั่งลีโออุ้มเธอขึ้นฝั่ง เธอถึงได้กระซิบถามเสียงแผ่ว "ขนมปัง ยังจะให้อยู่ไหม"
...
ลีโอใช้แขนข้างเดียวหนีบเจ้าหนูน้อยกลับมาที่ค่าย เดินไปหาโอลิเวียที่กำลังยุ่งอยู่ เขาเกาหัวแล้วถามอย่างซื่อๆ "ช่วยต้มน้ำร้อนให้หม้อกระทะนึงได้ไหม"
"นายจะเอาไปทำอะไร" โอลิเวียยื่นหน้ามาใกล้ลีโอด้วยความสงสัย สูดจมูกฟุดฟิด แล้วพยักหน้าอย่างพอใจ "นายเพิ่งอาบน้ำเสร็จไม่ใช่เหรอ"
"ยัยหนูนี่ยังไม่ได้อาบเลย ขืนให้อาบน้ำเย็นฉันกลัวเธอจะหนาวตาย"
"เหอะ ให้ข้าวกิน ให้ที่พัก แถมยังให้มาอาบน้ำร้อนอีก นายดูแลดีจังเลยนะ!" โอลิเวียแค่นเสียงฮึดฮัด หันหน้าหนีไม่มองเขา แต่กลับจูงมือเจ้าหนูน้อยเดินไปที่เต็นท์ข้างๆ
เจ้าหนูน้อยดูเหมือนจะรู้จักโอลิเวียอยู่แล้ว พอถูกจูงมือก็รีบขยับเข้าไปใกล้เพื่อเอาใจ แต่กลับถูกอีกฝ่ายปล่อยมืออย่างแนบเนียนและถอยห่างออกไป
เจ้าหนูน้อยที่ถูกเมินไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด เดินตามเข้าเต็นท์ไปอย่างว่าง่าย
ลีโอไม่กล้าตามเข้าไป จึงได้แต่มุดเข้าไปในเต็นท์ของลุงอูลียานที่อยู่ถัดไป
ในฐานะหัวหน้าขบวนรถ อูลียานมีเต็นท์หลังใหญ่ที่สุดในขบวน
ภายในเต็นท์ถึงกับมีการกั้นห้อง นอกจากห้องนอนด้านในแล้ว ห้องด้านนอกยังมีโต๊ะกลมตั้งอยู่ บนโต๊ะมีแผนที่แผ่นหนึ่งถูกมีดสั้นปักเอาไว้ และมีคนยืนล้อมวงอยู่
อูลียานกำลังสั่งงานอยู่ ส่วนหัวหน้าระดับรองของขบวนรถหลายคนก็ยืนฟังอย่างตั้งใจอยู่ด้านข้าง
คนที่ถูกเรียกชื่อก็ก้าวออกมารับคำสั่ง ตลอดเวลาไม่มีใครตั้งคำถามเลยสักนิด บรรยากาศดูเหมือนการประชุมในเต็นท์ทหารไม่น้อย
อูลียานซึ่งเป็นอดีตทหารจักรวรรดิที่ปลดประจำการกลับมา ใช้เวลาเพียงหนึ่งปี อาศัยวิสัยทัศน์และการตัดสินใจที่เหนือกว่าชาวบ้านทั่วไป เอาชนะใจทุกคนได้สำเร็จ และกลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในหมู่บ้าน
แม้แต่ในมุมมองของผู้ทะลุมิติ การกระทำอันต่อเนื่องของอูลียานก็ยังทำให้ต้องเลื่อมใส จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาต่างหากที่เป็นพระเอกตัวจริง
ทันทีที่อูลียานกลับถึงบ้านเกิด หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์และความเป็นอยู่ของหมู่บ้านแล้ว เขาก็ทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อเสบียงอาหาร รับสมัครทหารอาสาสมัคร และตีอาวุธขึ้นมาทันที ในเวลาเพียงไม่นานเขาก็รวบรวมกองกำลังอาสาสมัครได้ประมาณห้าสิบคน
หลังจากขุนให้อ้วนและฝึกซ้อมอยู่หลายเดือน เขาก็นำคนเหล่านี้ออกกวาดล้างและขับไล่รังของสัตว์ร้ายรวมถึงชนเผ่าต่างด้าวในละแวกนั้น เพื่อขยายพื้นที่อยู่อาศัยของหมู่บ้าน
และยังเกลี้ยกล่อมกองคาราวานเล็กๆ กองหนึ่งให้เปลี่ยนเส้นทางเดินรถได้สำเร็จ ยอมอ้อมมาทางหมู่บ้านของตนเพิ่มอีกหนึ่งวัน เพื่อรับซื้อหนังสัตว์ เขี้ยวสัตว์ และสมุนไพรที่หมู่บ้านกักตุนไว้
น่าเสียดายที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเพียงไม่กี่วัน ขณะที่กำลังจะเจริญรุ่งเรือง กลับต้องเผชิญกับการรุกรานจากหน่วยสอดแนมของเผ่าออร์ค
หลังจากต้านทานอยู่ระยะหนึ่ง หมู่บ้านหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียงก็กลายเป็นซากปรักหักพัง อูลียานรู้ดีว่าการฝืนทนต่อไปไม่มีประโยชน์
เขาจึงตัดสินใจรวบรวมผู้ลี้ภัย ขยายกำลังกองกำลังอาสาสมัคร และใช้เส้นสายจากตอนที่เป็นทหารมาสิบปี หาใบอนุญาตบุกเบิกดินแดนมาได้อย่างยากลำบาก
จากนั้นก็ยอมเสียสละครั้งใหญ่เพื่อกวาดล้างรังหมาป่า ล้อมจับฝูงวัวกระทิงป่าได้สำเร็จ แล้วนำเนื้อทั้งหมดมาทำเป็นเสบียงแห้งและใช้หนังทำเป็นเต็นท์กันหนาว
สุดท้ายก็จุดไฟเผาหมู่บ้านทิ้ง แล้วพาทุกคนเริ่มออกเดินทางอพยพ
ก่อนที่จะเผาหมู่บ้าน เขาได้ส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากอัศวินที่ดูแลหมู่บ้านของพวกเขาหลายครั้ง แน่นอนว่าไม่มีการตอบรับใดๆ
เมื่อขบวนผู้ลี้ภัยที่บ้านเกิดถูกออร์คทำลายไปปรากฏตัวอยู่นอกเมือง ท่านอัศวินกลับทำหน้าตารังเกียจและกีดกันพวกเขาไว้หน้าเมือง โยนรำข้าวให้รถหนึ่งคันแล้วปล่อยให้พวกเขาดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันเอง
เหล่าผู้ลี้ภัยที่ไร้ทางออกจึงได้แต่เดินทางอพยพลงใต้ต่อไป มุ่งหน้าไปยังบ้านใหม่แสนสวยงามตามที่อูลียานพรรณนาไว้
[จบแล้ว]