เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 สุนัขรับใช้ราชสำนัก

บทที่ 1 สุนัขรับใช้ราชสำนัก

บทที่ 1 สุนัขรับใช้ราชสำนัก


บทที่ 1 สุนัขรับใช้ราชสำนัก

ต้าซ่ง รัชศกหยวนโย่ว

ชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ ณ ภูเขารกร้างไร้ชื่อ ห่างจากหุบเขาหมื่นพิบัติออกไปสามสิบลี้

ราตรีมืดมิดดุจน้ำหมึก แสงกองไฟสาดส่องโขดหินรูปร่างพิลึกพิลั่นในหุบเขาจนเกิดเป็นเงาตะคุ่มชวนขนลุก ชาวยุทธ์นอกรีตหน้าตาอัปลักษณ์นับร้อยราวกับเศษโคลนที่เจ้าแม่หนี่วาปั้นทิ้งขว้าง กำลังล้อมวงดื่มสุรากันอย่างครื้นเครง

ซูวั่งหมอบพรางตัวอยู่หลังโขดหินที่ยื่นออกมา เขากระชับชุดสวมใส่ยามวิกาลให้แน่นขึ้น พลางถ่มก้านหญ้าในปากทิ้งด้วยความเบื่อหน่าย

ในฐานะมือปราบพกดาบที่อายุน้อยที่สุดใต้สังกัดผู้ตรวจการแห่งกรมราชองครักษ์ ซูวั่งรู้สึกว่าภารกิจรอบนี้มันซวยบัดซบซ้ำซ้อนจริงๆ เบื้องบนสั่งให้เขามาสืบความเคลื่อนไหวของพวกสามสิบหกถ้ำเจ็ดสิบสองเกาะ เพราะสงสัยว่าพวกสวะกลุ่มนี้กำลังคิดจะก่อกบฏ

"ก่อกบฏ? ด้วยไอ้พวกหน้าตาแตงเบี้ยวพุทราแหว่งพวกนี้เนี่ยนะ?"

ซูวั่งหรี่นัยน์ตาดอกท้อที่เรียวยาวลง ประกายตาประหลาดวาบผ่านก้นบึ้งดวงตา นี่คือพรสวรรค์ติดตัวเขามาแต่กำเนิด 'เนตรหยั่งรู้พิศดาร'

มันมิใช่เวทมนตร์คาถาอันใด แต่เป็นสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบคมถึงขีดสุด เขาสามารถมองเห็นความถี่ในการขยับปีกของแมลงวันในระยะร้อยก้าว ได้ยินจังหวะการเต้นของหัวใจผู้คนที่อยู่หลังกำแพง และที่ร้ายกาจที่สุดคือสามารถจับสัมผัสการสั่นไหวเพียงเล็กน้อยของกล้ามเนื้อมนุษย์ เพื่อคาดเดาวิถีกระบวนท่าและสภาวะจิตใจของอีกฝ่ายได้ล่วงหน้า!

"พวกสวะ" ซูวั่งประเมินอยู่ในใจ "มานอนให้ยุงกัดที่นี่ สู้กลับไปหอฝานโหลวในเมืองเปี้ยนจิง นั่งฟังแม่นางหลี่ซือซือดีดพิณบรรเลงเพลงอวี่หลินหลิงยังจะดีเสียกว่า ภารกิจพรรค์นี้ ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ!"

ขณะที่เขากำลังคิดหาข้ออ้างกลับไปรายงานเบื้องบนว่าสถานที่แห่งนี้ชาวบ้านซื่อสัตย์สุจริต ไร้ซึ่งวี่แววกบฏ ทันใดนั้น เสียงเอะอะเบื้องล่างก็ดังกระหึ่มขึ้น

"เอาตัวนังเด็กนั่นขึ้นมา!"

บนแท่นสูงที่ก่อขึ้นจากหัวกะโหลกมนุษย์ อูเหล่าต้า ตัวตั้งตัวตีของการชุมนุมครั้งนี้ ชูดาบวารีเขียวหอมขจรขึ้นฟ้าด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด สมุนสองคนแบกกระสอบป่านขึ้นมา เทพรวดลงบนแท่นราวกับเทขยะ

กุกกัก...

ร่างของเด็กหญิงอายุเพียงแปดเก้าขวบกลิ้งหลุนๆ ออกมา นางสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบที่ดูไม่พอดีตัว มือเท้าถูกมัดแน่นหนาด้วยเชือกเอ็นวัว

ตามหลักการแล้ว เด็กหญิงวัยนี้เมื่อตกอยู่ในดงปีศาจกินคน ย่อมต้องหวาดผวาจนฉี่ราด ร้องไห้กระจองอแงหาพ่อแม่ไปแล้ว ทว่าเนตรหยั่งรู้พิศดารของซูวั่ง กลับจับสังเกตเห็นความผิดปกติในพริบตานั้น

เด็กหญิงคนนั้นไม่ได้ร้องไห้!

นางเพียงล้มพับกองกับพื้น ก่อนจะค่อยๆ ปรับท่านั่งอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ แล้วจึงเงยหน้าขึ้น ภายใต้แสงไฟสาดส่อง ใบหน้านั้นสลักเสลาหมดจดดุจหยกสลัก น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

ทว่าดวงตาคู่นั้น... เย็นชา กร้านโลก โหดเหี้ยม! และยังแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสโอหังประดุจผู้ที่อยู่เหนือสรรพสิ่ง!

"น่าสนใจนี่"

ในสายตาของเขา ข้อมูลที่แฝงอยู่บนตัวเด็กหญิงคนนี้มหาศาลจนน่าตกใจ แม้ผิวพรรณจะขาวผ่องเนียนนุ่มดุจทารก ทว่าเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอกลับเต้นอย่างหนักแน่นและมั่นคงดุจขุนเขา เหนือล้ำกว่าคนธรรมดาทั่วไป นางดูเหมือนถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาก็จริง แต่นิ้วชี้มือขวากลับกระตุกสั่นไหวแผ่วเบาอย่างเป็นจังหวะจะโคน นั่นคือสัญชาตญาณความทรงจำกล้ามเนื้อของยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชาดรรชนีมาอย่างยาวนาน!

การประเมิน: บุคคลนี้มิใช่เด็กน้อยอย่างแน่นอน!

ข้อสันนิษฐาน: ครอบครองสุดยอดวรยุทธ์ แต่สูญเสียพลังฝีมือชั่วคราวด้วยเหตุผลบางประการ มีฐานะสูงส่งยิ่ง และคุ้นชินกับการออกคำสั่งผู้อื่น

ซูวั่งเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งผาก คลุกคลีอยู่ในกรมราชองครักษ์มาหลายปี คติประจำใจที่เขายึดถือมีเพียงประโยคเดียว... ลาภยศต้องเสี่ยงทาย ไร้ผลประโยชน์ไม่ตื่นเช้า

นี่ไม่ใช่เด็กหญิงใบ้ธรรมดาแน่!

"พี่น้องทั้งหลาย!" อูเหล่าต้าตะเบ็งเสียงลั่นอยู่บนแท่น "อีนังเด็กใบ้นี่คือคนของวังค้ำฟ้า! พวกเราทนรองรับอารมณ์บัดซบของยายเฒ่าปีศาจแห่งเทียนซานมามากพอแล้ว! วันนี้เราจะควักหัวใจและตับของมันมาแกล้มเหล้า สังเวยให้กับการชุมนุมหมื่นเซียนของพวกเรา!"

"ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!"

เหล่ามารร้ายเต้นเร่า รังสีอำมหิตพุ่งทะลุฟ้า อูเหล่าต้ายิ้มเหี้ยมเกรียม เงื้อดาบเพชฌฆาตขึ้นสุดแขน

เด็กหญิงยังคงปิดปากเงียบ เอาแต่จ้องมองคมดาบที่กำลังฟาดฟันลงมาด้วยแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก

'ไอ้พวกโง่เง่า... ยายเฒ่าอย่างข้าผงาดค้ำยุทธภพมาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับต้องมาตายด้วยน้ำมือไอ้พวกสุนัขสุกรพรรณนี้น่ะหรือ...'

ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบห่างจากลำคอเด็กหญิงเพียงสามนิ้ว...

"ช้าก่อน!"

เสียงตวาดกร้าวประดุจสายฟ้าฟาด ดังกึกก้องกัมปนาทเหนือหุบเขา!

สุ้มเสียงนี้ซูวั่งรีดเร้นพลังลมปราณถึงเจ็ดส่วน ผนวกกับการเลียนแบบน้ำเสียงข่มขวัญอันเป็นเอกลักษณ์ยามที่กรมราชองครักษ์ใช้สอบสวนนักโทษ พวกสวะเบื้องล่างเดิมทีก็มีความผิดติดตัวจนขวัญอ่อนอยู่แล้ว พอเจอเสียงตวาดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรมนี้เข้าไป ถึงกับพากันสะดุ้งเฮือก ดาบของอูเหล่าต้าชะงักค้างกลางอากาศอย่างเสียจริต

"ใครน่ะ?!" อูเหล่าต้าเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนก

ปรากฏร่างเพรียวสูงโปร่งยืนตระหง่านอยู่บนโขดหินยักษ์ ซูวั่งสวมชุดดำรัดกุมทั้งตัว มีผ้าโพกปิดบังใบหน้า เผยให้เห็นเพียงนัยน์ตาดอกท้อที่ดูคล้ายกำลังยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม มือซ้ายค้ำเอว มือขวาโยนลูกเหล็กสีดำทมิฬเล่นไปมา ก้มมองฝูงชนเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยาม

"กรมราชองครักษ์ปฏิบัติหน้าที่! ผู้ไม่เกี่ยวข้องจงเอามือกุมหัว คุกเข่าลงพื้น แล้วข้าจะไว้ชีวิต!"

กรมราชองครักษ์!

คำสามคำนี้มีอำนาจข่มขวัญในยุทธภพแห่งต้าซ่ง ไม่ต่างอะไรกับบัญชีเป็นตายของพญายม!

"กะ... กรมราชองครักษ์หรือ?" อูเหล่าต้าหน้าซีดเผือด เอ่ยตะกุกตะกัก "ใต้เท้าท่านนี้... พวกเราเพียงแค่มาชุมนุมกันที่นี่ มิได้..."

"ชุมนุมงั้นรึ?" ซูวั่งแค่นเสียงเย็นเยียบ ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน ทว่าสุ้มเสียงกลับกังวานชัดเจนไปทั่วทุกสารทิศ "ชุมนุมบ้าอะไรต้องฆ่าคนสังเวยธง? ชุมนุมประสาอะไรต้องซ่องสุมอาวุธชุดเกราะ? ข้าแอบซุ่มอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว ทหารรักษาพระองค์สามพันนายพร้อมพลหน้าไม้เข้าประจำที่ล้อมกอดยอดเขาไว้หมดแล้ว อูเหล่าต้า เจ้าอยากโดนยิงพรุนเป็นเม่น หรืออยากลงไปลิ้มรสหัตถ์แยกกระดูกในคุกมืดของกรมราชองครักษ์ล่ะ!?"

แน่นอนว่าเขากำลังโกหกหน้าตาย หากซูวั่งสามารถระดมกองทัพสามพันนายมาได้จริง เขาคงสั่งบุกเหยียบที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว จะมามัวเสียเวลาพ่นน้ำลายอยู่ทำไม เขากำลังเดิมพัน!

เดิมพันกับวิสัยทัศน์อันคับแคบของพวกสวะยุทธภพ และเดิมพันกับความหวาดกลัวต่อราชสำนักที่ฝังรากลึกในสันดานพวกมัน!

และก็เป็นไปตามคาด ฝูงชนแตกตื่นเป็นรังผึ้งแตกรังทันที

"ทหารสามพันนาย?! จบสิ้นแล้ว!"

"ข้าบอกแล้วไงว่าอย่ามาเข้าร่วมงานชุมนุมบ้าบอนี่ คราวนี้ตายห่ากันหมดแน่!"

อาศัยจังหวะที่ชุลมุนวุ่นวาย ซูวั่งก็ลงมือทันที! ข้อมือแกร่งตวัดวูบ ลูกเหล็กทมิฬในมือถูกซัดพุ่งทะยานออกไป!

ตูม!!!

นั่นไม่ใช่อาวุธลับทั่วไป แต่มันคืออสนีบาตฝ่ามือที่ซูวั่งดัดแปลงขึ้นเอง ภายในไม่มีสะเก็ดระเบิด ทว่าอัดแน่นไปด้วยกำมะถัน ดินประสิว และของดีสูตรพิเศษ... ผงพริกปีศาจโคตรเผ็ด!

สิ้นเสียงระเบิดกัมปนาท ควันสีเหลืองม้วนตัวพวยพุ่ง กลิ่นเผ็ดร้อนฉุนกึกครอบคลุมทั่วแท่นสูงในพริบตา สำลักจนอูเหล่าต้าและพวกพ้องน้ำหูน้ำตาไหลพราก แผดเสียงร้องโอดครวญอย่างน่าสมเพช

"แค่กๆ! ไอ้ชาติหมา! สุนัขรับใช้ราชสำนักถึงกับกล้าใช้พิษ!"

ท่ามกลางความโกลาหล ซูวั่งกลั้นหายใจ ทะยานร่างฝ่าม่านควันเข้าไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของเขาชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว... นังเด็กคนนั้น!

เด็กหญิงเองก็ตกตะลึงกับเหตุพลิกผันกะทันหัน นางกำลังหรี่ตาพยายามประเมินสถานการณ์ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่าเอวถูกรัดแน่น ร่างทั้งร่างลอยหวือขึ้นไปในอากาศราวกับเหาะเหินเดินอากาศ!

"บังอาจ!"

เด็กหญิงพยายามโคจรพลังลมปราณเพื่อกระแทกผู้บุกรุกให้กระเด็นออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับพบว่าจุดตันเถียนว่างเปล่ากลวงโบ๋ ทำได้เพียงแผดเสียงตวาดด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมี "ปล่อยเปิ่น... ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!"

"หุบปากไปเลยยายหนู!" ซูวั่งกระซิบก้องอยู่ข้างหู พร้อมกับน้ำเสียงยียวนกวนประสาทชวนให้กระโดดถีบ "ยัยเด็กกะโปโล เพื่อช่วยชีวิตเจ้า ข้าต้องเสี่ยงตายฝ่าวงล้อมคนนับร้อยที่พร้อมจะสับข้าเป็นหมูบะช่อเลยนะเว้ย ถ้าเจ้ากล้ากัดข้าล่ะก็ ข้าจะโยนเจ้ากลับไปเป็นเมียเก็บพวกหน้าผีนั่นซะ!"

ระหว่างที่ปากพ่นคำราม ร่างของซูวั่งก็แบกนางพุ่งทะลวงออกจากวงล้อมเรียบร้อยแล้ว วิชาตัวเบาของเขาไม่ใช่วิชาสายพลิ้วไหวงดงาม แต่เป็นวิชาสายหนีตายที่กรมราชองครักษ์เคี่ยวเข็ญฝึกปรือมาโดยเฉพาะ ท่วงท่าอาจจะดูทุเรศทุรัง แต่มันรวดเร็วอย่างยิ่ง เน้นมุดพุ่มไม้และหลบตามมุมอับสายตาเป็นหลัก

"เจ้าโจรเดรัจฉาน! เจ้ากล้าแตะต้องตัวข้างั้นรึ?!"

เด็กหญิงที่ถูกแบกพาดบ่าโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้ม เจ็ดแปดสิบปีที่ผ่านมา มีใครหน้าไหนกล้าเข้าใกล้นางในระยะสามศอกบ้าง? ใครกล้าลบหลู่นางเยี่ยงนี้? แล้วไอ้บุรุษบัดซบนี่ มือของมัน... มือของมันกลับกล้ากดทับลงบน...

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังฟังชัด ซูวั่งตบก้นนางฉาดใหญ่ พร้อมกับกดขาสั้นๆ ที่กำลังดีดดิ้นของนางลง

"อย่าดิ้นสิวะ! ไม่รู้ตัวหรือไงว่าตัวเองตัวหนักแค่ไหน?!" ซูวั่งสับตีนแตกวิ่งหนีสุดชีวิตพลางบ่นอุบ "เห็นหน้าตาจิ้มลิ้มสลักเสลาปานนั้น ทำไมนิสัยถึงได้ดุร้ายนักวะ? เจ้าเป็นคุณหนูตระกูลไหนเนี่ย? รอดไปได้อย่าลืมบอกให้พ่อเจ้าเตรียมเงินก้อนโตมาไถ่ตัวที่กรมราชองครักษ์ด้วยล่ะ!"

ร่างของเด็กหญิงแข็งทื่อไปในบัดดล นางคือ... แม่เฒ่าเทียนซาน! ผู้เป็นเอกะแห่งวังค้ำฟ้า! ศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งพรรคสราญรมย์!

แต่กลับถูกไอ้สุนัขรับใช้ปลายแถวของราชสำนัก... ตีก้นเนี่ยนะ?!

"ดี... ดีมาก..." แม่เฒ่าเทียนซานเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างเย็นเยียบยะเยือก "ไอ้โจรชั่ว เจ้าจงสวดภาวนาอย่าให้ตกมาอยู่ในมือของยายเฒ่าผู้นี้เด็ดขาด มิเช่นนั้น ยายเฒ่าจะถลกหนังเจ้า เลาะเอ็นเจ้า แล้วเอาเลือดเนื้อเจ้าไปทำปุ๋ยรดดอกไม้!"

ซูวั่งเท้าลื่นไถลเกือบพุ่งชนต้นไม้ เขาหันขวับกลับไปมอง สบเข้ากับดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง นั่นไม่ใช่แววตาของเด็กน้อยเลยสักนิด แต่มันคือ... อสูรร้ายบรรพกาลที่ถูกกักขังอยู่ในร่างของเด็กชั่วคราว!

แทนที่จะหวาดกลัว ซูวั่งกลับฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด

"โฮ่ ปากดีไม่เบานี่หว่า ดูท่ารอบนี้ข้าจะไม่ใช่แค่ตกได้ปลาตัวใหญ่ แต่ดันตกได้ฉลามร้ายกัดกระจุยซะด้วย"

เขาขยับไหล่ประคองน้ำหนักร่างบนบ่าให้ถนัดขึ้น เร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งกว่าเดิม "แต่ขอโทษทีว่ะ ขึ้นเรือโจรของข้ามาแล้ว ต่อให้เจ้าเป็นมังกรก็ต้องขดตัวหมอบกราบข้าอยู่ดี!"

เบื้องหลัง เสียงโห่ร้องไล่ล่าจากหุบเขาขยับเข้าใกล้มาทุกที อูเหล่าต้าแผดเสียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่งแค้นเคืองทะลวงผ่านความมืดมิด "ไม่มีทหารหอกอะไรทั้งนั้น! ไอ้เวรนั่นมันมาคนเดียว! มันหลอกพวกเรา! ตามจับมันเดี๋ยวนี้! นังเด็กนั่นจะหนีรอดไปไม่ได้เด็ดขาด!"

ซูวั่งสบถด่าความซวยในใจ ปลายเท้าแตะทะยานพุ่งเข้าสู่ราตรีอันกว้างใหญ่ ทว่าเขาหาได้สังเกตไม่ ว่าเด็กหญิงที่พาดอยู่บนบ่าของตน แม้ใบหน้าจะอาบชโลมไปด้วยจิตสังหาร แต่นิ้วชี้มือขวาที่สั่นระริกอยู่ตลอดเวลา บัดนี้ได้ทาบลงบนจุดตายบริเวณขั้วหัวใจด้านหลังของเขาอย่างเงียบงัน!

ขอเพียงนางยอมแลกด้วยการที่เส้นลมปราณทั่วร่างต้องขาดสะบั้น ฝืนรีดเร้นพลังลมปราณเฮือกสุดท้ายออกมา ก็สามารถกระแทกชีพจรหัวใจของไอ้บุรุษจอมล่วงเกินผู้นี้ให้แหลกสลายได้ในพริบตา!

นางกำลังลังเล... จะฆ่า? หรือไม่ฆ่า?

หากฆ่าไอ้โจรชั่วนี้ แล้วใครจะพานางหนีฝ่าวงล้อมของอูเหล่าต้าและสมุนนับร้อย? แต่หากไม่ฆ่า? ความอัปยศอดสูนี้จะกลืนลงคอไปได้อย่างไร!

วินาทีนั้นเอง จู่ๆ ซูวั่งก็สบถลอดไรฟัน "เวรเอ๊ย! ข้างหน้าไม่มีทางไปแล้ว!"

ฝีเท้าเบรคกะทันหันจนตัวโก่ง เบื้องหน้าของพวกเขาคือหน้าผาสูงชันตัดขาด! ในขณะที่เบื้องหลัง แสงคบเพลิงลุกโชนต่อเนื่องกันราวกับมังกรไฟที่กำลังเลื้อยปราดเข้ามาใกล้

ซูวั่งก้มมองหุบเหวลึกสุดหยั่ง ก่อนจะหันกลับไปมองกองทัพผู้ไล่ล่าที่จวนตัวเข้ามาทุกขณะ ท้ายที่สุด เขาเบือนหน้ามองเด็กหญิงบนบ่า แล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา

"นี่ ยัยฉลามน้อย เจ้าว่ายน้ำเป็นไหม? หรือบินเป็นหรือเปล่า?"

เด็กหญิงจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "เจ้าคิดจะทำบ้าอะไร?"

ซูวั่งกระตุกยิ้มมุมปาก เขากระชับกอดร่างเด็กหญิงไว้แน่น แล้วทะยานร่างกระโจนดิ่งลงสู่ก้นเหวทันที!!

จบบทที่ บทที่ 1 สุนัขรับใช้ราชสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว