เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 มังกรไฟ

บทที่ 3 มังกรไฟ

บทที่ 3 มังกรไฟ


บทที่ 3 มังกรไฟ

หากจะให้ลู่ซิงพูดว่าสิ่งมีชีวิตใดที่เขาหวาดกลัวที่สุดในตอนนี้ ราเธียนย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความสามารถในการบินอันยอดเยี่ยม อารมณ์ที่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด และการพ่นไฟเป็นวงกว้าง นั่นหมายความว่าหากเดินหมากพลาดเพียงก้าวเดียว เขาอาจถูกลูกหลงจากการต่อสู้ของมันได้ทุกเมื่อ

และสิ่งใดเล่าที่จะโชคร้ายไปกว่าการเผชิญหน้ากับราเธียนหนึ่งตัว การเผชิญหน้ากับพวกมันถึงสองตัวยังไงล่ะ

ท่ามกลางเสียงกระพือปีกที่ดังพรึ่บพรั่บ ร่างสีเขียวเข้มอีฟกร่างก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้า มันค่อยๆ เกาะลงบนกิ่งไม้หนาของต้นไม้ใบกว้าง ก่อนจะแผดเสียงคำรามดังกึกก้องใส่ราเธียนที่อยู่เบื้องล่าง

โฮก!!!

คลื่นเสียงอันทรงพลังสั่นสะเทือนมวลอากาศจนเกิดเป็นระลอกคลื่นโปร่งใส ส่งผลให้ลู่ซิงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงกระดูก

ราเธียนบนพื้นดินเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า มันพุ่งทะยานไปข้างหน้า เชิดหัวขึ้นแล้วพ่นลูกไฟที่ลุกโชนออกมารวดเดียวสามลูก ลูกไฟพุ่งกระแทกเข้ากับลำต้นไม้อย่างจังจนเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เปลวเพลิงความร้อนสูงแผดเผาเปลือกไม้จนเศษไม้และประกายไฟปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ หลงเหลือไว้เพียงรอยไหม้เกรียมเป็นวงกว้าง

วินาทีต่อมา ราเธียนทั้งสองตัวก็พุ่งเข้าปะทะกัน พวกมันใช้ต้นไม้ใบกว้างที่สูงตระหง่านเป็นสนามรบ และเปิดฉากห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด กิ่งไม้นับไม่ถ้วนหักโค่นลงจากการปะทะ บางกิ่งถึงขั้นถูกไฟเผาผลาญจนลุกโชนอย่างรุนแรง

‘ฉันต้องตายแน่ๆ! ตายแน่ๆ! นี่มันฤดูผสมพันธุ์ของราเธียนหรือไงวะ พวกตัวผู้คลั่งรักช่วยไสหัวไปไกลๆ หน่อยไม่ได้หรือไง!’

เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเปลือกไม้ใต้ร่างอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุณหภูมิของอากาศที่ค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น ลู่ซิงก็ตื่นตระหนกจนหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

เขารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แม้การต่อสู้ของราเธียนทั้งสองตัวจะยังไม่ลุกลามมาถึงเขา แต่เขาจะฝากชะตากรรมไว้กับความโชคดีไม่ได้เป็นอันขาด

เขายื่นหน้าออกไปมองพื้นดินเบื้องล่าง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้ขาทั้งสี่ข้างถีบตัวส่งแรงอย่างสุดกำลัง กระโจนออกจากเปลือกไม้และทิ้งตัวร่วงหล่นลงมาอย่างอิสระ

สายลมหวีดหวิวพัดสวนปะทะร่าง พื้นดินเบื้องล่างขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลู่ซิงทำได้เพียงพยายามกางขาทั้งสี่และหางออกให้กว้างที่สุดเพื่อชะลอความเร็วในการร่วงหล่น

ใกล้เข้ามา! ใกล้เข้ามาอีก! ความหวาดกลัวต่อสภาวะไร้น้ำหนักเกาะกุมขั้วหัวใจ ทว่าเขายังคงฝืนเบิกตากว้าง ช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีกลับเนิ่นนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ในความรู้สึกของเขา เคราะห์ดีที่คราวนี้ดวงของเขายังเข้าข้าง ร่างของเขาร่วงหล่นลงบนใบเฟิร์นที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกกว้างได้อย่างปลอดภัย

‘ฟู่!! รอดตายไปได้อีกวัน’

ใบไม้ทรงรีโค้งงอลงตามแรงกระแทกในทันที ก่อนจะค่อยๆ ดีดตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมและสั่นไหวเบาๆ

ลู่ซิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรงทำให้มัดกล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียดขีดสุด ตอนนี้เขาแค่อยากจะนอนแผ่หลาอยู่นิ่งๆ ไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหนทั้งนั้น

ตูม!!!

ท่อนไม้ขนาดมหึมาเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสามเมตรร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบนพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน มันกระแทกเข้ากับพื้นดินอย่างจังจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกซัดสาดไปทั่วทิศทาง

เหตุการณ์นี้กระชากสติลู่ซิงให้กลับคืนมา ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานอนพักผ่อน พวกราเธียนคลั่งรักสองตัวข้างบนนั่นกำลังเอาจริงกันแล้ว เขาต้องรีบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขากระโจนลงจากใบเฟิร์น ออกตัววิ่งพุ่งทะยานไปยังอีกฝั่งของป่าอย่างรวดเร็ว

ในระหว่างที่วิ่ง เขาก็สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ขาทั้งสี่ที่ผ่านการวิวัฒนาการช่วยให้ก้าวได้ยาวและทรงพลังยิ่งขึ้น ทุกย่างก้าวสามารถพากระโจนไปได้ไกลกว่าสิบเซนติเมตร ร่างของเขาดูราวกับเงาสีเทาที่พุ่งเลียดไปตามพื้นดิน ก่อนจะหายลับเข้าไปในดงป่าทึบอันมืดสลัวอย่างรวดเร็ว

หลังจากวิ่งรวดเดียวเป็นระยะทางกว่าหนึ่งถึงสองกิโลเมตร ในที่สุดเขาก็หยุดหอบหายใจอยู่ข้างซากต้นไม้ที่โค่นล้ม เขากวาดสายตามองซ้ายขวา จากนั้นจึงแทรกตัวเข้าไปในโพรงบนลำต้นที่ผุกร่อน

‘ตอนนี้คงปลอดภัยแล้วสินะ! ฉันวิ่งต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ’

สภาพแวดล้อมรอบด้านเต็มไปด้วยเศษไม้ผุพังที่อ่อนนุ่ม กลิ่นเหม็นอับอันเป็นเอกลักษณ์ของไม้ที่กำลังเน่าเปื่อยลอยเตะจมูก หลังจากนอนพักอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดลู่ซิงก็เริ่มหายใจเป็นปกติ ทว่าการออกแรงอย่างหนักกลับทำให้เขารู้สึกหิวโหยยิ่งกว่าเดิม จังหวะนั้นเอง ก็มีแรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาดังมาจากด้านหน้า

‘ตัวอะไรน่ะ’

เขาคลานเข้าไปใกล้อย่างระแวดระวัง อาศัยแสงสลัวที่ลอดเข้ามา ทำให้มองเห็นบั้นท้ายสีขาวอวบอ้วนกำลังบิดส่ายไปมาเบาๆ

นี่คือตัวอ่อนของแมลงปีกแข็ง พวกมันกินเศษไม้ผุพังเป็นอาหารและมักจะมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วก้อย บางสายพันธุ์อาจเติบโตจนมีน้ำหนักหลายสิบหรือเกือบหนึ่งร้อยกรัม ทว่าตัวที่อยู่ตรงหน้าเขานี้มีขนาดใหญ่โตเกินกว่าที่ลู่ซิงจะจินตนาการได้

มันมีขนาดหนาเท่าข้อมือของเด็ก ลำตัวกว่าครึ่งขดซ่อนอยู่ภายในท่อนไม้ ดูไปแล้วก็คล้ายกับไส้กรอกชิ้นอวบอ้วน

‘แมลงในโลกนี้มันจะตัวใหญ่เกินไปแล้ว!’

ลู่ซิงรู้สึกได้ว่าต่อมน้ำลายกำลังทำงานอย่างหนัก เมื่อเผชิญหน้ากับตัวอ่อนแมลงปีกแข็งขนาดยักษ์ตัวนี้ เขาก็อยากจะสวาปามมันเข้าไปใจจะขาด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มลงเขี้ยวจากตรงไหนดี

แม้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้จะยังไม่มีเปลือกแข็งหุ้มกายเหมือนกับแมลงตัวเต็มวัย แต่ผิวหนังที่เหนียวหนืดของมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ฟันและกรงเล็บในปัจจุบันของเขาจะฉีกทึ้งได้ง่ายๆ

ทว่าสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์มากที่สุดก็คือสติปัญญา หรือจะพูดให้ถูกก็คือความสามารถในการใช้เครื่องมือ เขาพลันนึกถึงพืชรูปร่างประหลาดที่บังเอิญสังเกตเห็นในระหว่างที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดเมื่อครู่นี้ขึ้นมาได้

เขาหันหลังกลับและคลานออกจากท่อนไม้ผุพังไปตามเส้นทางในความทรงจำ ไม่นานนัก เขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าพืชชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับต้นพุทธรักษา บริเวณใบที่กว้างใหญ่มีก้านเรียบตรงงอกชูชันขึ้นมา ด้านบนสุดประดับไปด้วยผลทรงรียาวหลายผล

พืชชนิดนี้คือต้นผลเข็ม มีผลหนึ่งที่สุกงอมเต็มที่แล้ว ผิวสีเขียวของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำและแข็งกระด้าง เปลือกแตกร้าวออกเป็นรูปแฉกดาว เผยให้เห็นเมล็ดที่เรียวแหลมราวกับเข็มเหล็กอยู่ภายใน เมล็ดบางส่วนร่วงหล่นลงมาปักตรงอยู่บนพื้นดินร่วนซุยอ่อนนุ่ม

‘เขาว่ากันว่าเจ้านี่เป็นวัตถุดิบสำหรับทำกระสุนลูกปราย ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ’

ลู่ซิงคลานเข้าไปใกล้ เลือกเมล็ดที่เรียวบางที่สุดก่อนจะคาบไว้ในปากแล้วออกแรงดึงออกมา เมล็ดที่ยาวประมาณสิบเซนติเมตรดูราวกับหอกเล่มหนึ่งเมื่ออยู่ในปากของเขา พื้นผิวที่เป็นไม้มีสีเข้มเงางาม ส่วนปลายแหลมก็สะท้อนแสงเย็นเยียบ

เขาคาบอาวุธชิ้นนี้กลับไปที่ท่อนไม้ผุพังท่อนเดิม และพุ่งทะยานเข้าใส่บั้นท้ายอันอวบอ้วนของตัวอ่อนแมลงปีกแข็งจากระยะไกล

ปลายแหลมคมบวกกับแรงส่งของเขาไม่ทำให้ผิดหวัง มันทิ่มทะลุผิวหนังที่เหนียวหนืดของตัวอ่อนลงไปอย่างลึกซึ้ง ของเหลวสีขาวขุ่นที่อุดมไปด้วยโปรตีนไหลทะลักออกมาในทันที

ความเจ็บปวดทำให้ตัวอ่อนแมลงดิ้นทุรนทุราย บิดส่ายร่างกายไปมา ทว่าการขยับตัวกลับยิ่งทำให้หนามแหลมที่ฝังอยู่ขยับตาม สร้างความเสียหายแก่อวัยวะภายในรุนแรงยิ่งขึ้น และในไม่ช้ามันก็นิ่งสนิทไป

‘วู้ฮู้! มื้อค่ำมาแล้ว! มื้อค่ำมาแล้ว!’

เมื่อเห็นดังนั้น ลู่ซิงที่รอคอยอยู่ใกล้ๆ ก็รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น และเริ่มเลียของเหลวที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลอย่างตะกละตะกลาม

จังหวะนั้นเอง ข้อความสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบขึ้นตรงหน้า "กลืนกินตัวอ่อนแมลงปีกแข็ง ได้รับแต้มวิวัฒนาการ +1"

‘กินเจ้านี่ก็ได้แต้มวิวัฒนาการด้วยงั้นเหรอ’

ข้อความที่เด้งขึ้นมากะทันหันทำให้ลู่ซิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าบนโลกใบนี้มีสายอาชีพที่เรียกว่า 'ผู้ใช้อาวุธพลองแมลง' อยู่ด้วย

แก่นแท้ของสายอาชีพนี้ก็คือการล่าแมลง และพวกแมลงปีกแข็งขนาดยักษ์ที่ดูราวกับหลุดมาจากหนังไซไฟเหล่านั้น ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับไวเวิร์นบินที่ทรงพลังได้ นั่นหมายความว่าพวกมันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะได้รับแต้มวิวัฒนาการเป็นรางวัลจากการกินพวกมัน

เขากดเพิ่มแต้มวิวัฒนาการแต้มนี้ไปที่ 'เร่งอัตราการเจริญเติบโต' อย่างไม่ใส่ใจนัก เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในระบบย่อยอาหาร การดูดซึม และระบบเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้น จากนั้นลู่ซิงก็หันกลับไปสวาปามมื้ออาหารอันโอชะตรงหน้าต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย

จบบทที่ บทที่ 3 มังกรไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว