- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคเจ็ดศูนย์ครั้งนี้ ฉันจะเป็นแม่เลี้ยงของอดีตสามี
- บทที่ 5 ก็รู้ระลึกว่าเธอเป็นคนใจคอเด็ดเดี่ยว
บทที่ 5 ก็รู้ระลึกว่าเธอเป็นคนใจคอเด็ดเดี่ยว
บทที่ 5 ก็รู้ระลึกว่าเธอเป็นคนใจคอเด็ดเดี่ยว
บทที่ 5 ก็รู้ระลึกว่าเธอเป็นคนใจคอเด็ดเดี่ยว
เดิมทีเสิ่นจี้ชวนยังพอจะมีความเวทนาสงสารให้เวินเฉียวที่ล้มป่วยลงบ้าง
ทว่าพอได้ยินว่าต่อให้ป่วยจนแทบจะยืนไม่อยู่ เวินเฉียวก็ยังพร่ำเพ้อแต่เรื่องจะแต่งงานกับเขา
เสิ่นจี้ชวนก็พลันรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า เวินเฉียวอาจจะแสร้งทำเป็นป่วยเพื่อเรียกร้องความสงสารและต้องการให้เขาใจอ่อน
ช่างเป็นคนใจคอเด็ดเดี่ยวและมีแผนการล้ำลึกจริง ๆ
เสิ่นจี้ชวนผลักเวินเฉียวออกอย่างแรง แล้วรีบเดินลงจากชั้นสองไปทันที
เวินเฉียวไม่ได้รับการใส่ใจใด ๆ ในบ้านตระกูลเสิ่นเลยแม้แต่น้อย เสิ่นไห่หยางนั้นอยากให้เธอตายไปเสียเร็ว ๆ ด้วยซ้ำ แม้แต่หลี่หลิงเองก็ไม่เคยคิดจะขึ้นไปถามไถ่บนชั้นสองเลยว่าเธอหิวหรือไม่
เวินเฉียวนอนซมอยู่ในห้องพักผ่อนตลอดทั้งวัน
จนกระทั่งหิวน้ำจนทนไม่ไหว เธอจึงพยุงศีรษะที่มึนงงลงมาดื่มน้ำข้างล่าง
เมื่อเห็นว่าในครัวมีของกินเหลืออยู่บ้าง เธอจึงฝืนกินเข้าไปไม่กี่คำ
อาการมึนหัวยังรุนแรงนัก เธอจึงกลับไปนอนพักต่อจนกระทั่งช่วงบ่ายแก่ ๆ ที่ฟ้าเริ่มมืด อาการจึงค่อย ๆ ทุเลาลง
คืนนั้นเสิ่นจี้ชวนไม่กลับบ้าน เวินเฉียวที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงนักก็ไม่มีอารมณ์จะไปสนใจว่าเขาจะกลับหรือไม่
หลังจากผ่านอาการเจ็บป่วยครั้งนี้มา เธอก็พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่า
หากเธอต้องมาล้มป่วยจนตายไปจริง ๆ การที่เธอยังจมปลักอยู่กับฝันร้ายในชาติก่อนมันจะมีประโยชน์อะไร?
เธอบอกกับตัวเองว่า รู้อย่างนี้เธอน่าจะรับข้อเสนอเรื่องเงินและงานไปเสีย
จากนั้นก็จากบ้านตระกูลเสิ่นไป เพื่อไปสร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้ตัวเอง
สามวันต่อมา ร่างกายของเวินเฉียวก็กลับมาเป็นปกติ
เธอถามเสิ่นไห่หยางและหลี่หลิงว่า เสิ่นจี้ชวนจะกลับมาเมื่อไหร่?
เสิ่นไห่หยางตอบสะบัดเสียงว่าไม่รู้ โดยไม่ปรายตามองเวินเฉียวเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไป
ส่วนหลี่หลิงเมื่อเห็นว่าเสิ่นไห่หยางไม่แยแสเวินเฉียว เธอก็ยิ่งได้ใจ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินหน้าเชิดกลับเข้าห้องไป จงใจหลบหน้าและเมินใส่เวินเฉียวอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาจงใจกลั่นแกล้งเวินเฉียวเพื่อให้เธอรู้ตัวและยอมล่าถอย กลับบ้านเกิดไปเสียแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่ต้องมาขวางหูขวางตาอยู่ที่นี่
เวินเฉียวจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านไปสอบถามคนอื่นในเขตบ้านพักสวัสดิการแทน
ทว่านับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง คนที่เธอเข้าไปถามนั้นคือภรรยาของผู้อำนวยการโจวจากฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเสิ่นจี้ชวน
ภรรยาของผู้อำวยการโจวเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้เคยพยายามแนะนำหญิงสาวให้เสิ่นจี้ชวนรู้จักมาหลายคน แต่เขาก็ไม่เคยตกลงเลยสักครั้ง
อยู่ ๆ ก็มีเด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่า หน่วยงานที่เสิ่นจี้ชวนทำงานอยู่นั้นอยู่ที่ไหน?
ภรรยาของผู้อำนวยการโจวรีบสำรวจเวินเฉียวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสงสัยทันที
เธออยากรู้สถานะของเด็กสาวคนนี้ยิ่งนัก
จึงถามออกไปว่า “แม่หนู เธอเป็นอะไรกับรองผู้บัญชาการเสิ่นงั้นเหรอ?”
เวินเฉียวตอบเสียงเบา “ฉันเป็นหลานสาวห่าง ๆ ของเขาค่ะ”
ภรรยาของผู้อำนวยการโจวหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู
เด็กสาวคนนี้ช่างดูสวยใสหมดจดนัก ต่อให้สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ก็ไม่อาจปกปิดความผุดผ่องของผิวพรรณได้เลย
เมื่อได้ยินว่าเป็นหลานสาวห่าง ๆ ของรองผู้บัญชาการเสิ่น
ภรรยาของผู้อำนวยการโจวก็เริ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดู แถมยังมีสายสัมพันธ์กับครอบครัวของรองผู้บัญชาการเสิ่นอีกด้วย ประจวบเหมาะกับที่ลูกชายคนเล็กของเธอเพิ่งถูกย้ายจากชนบทกลับเข้าเมืองมาพอดี ช่างเข้าท่าเหลือเกิน
หลี่เม่ยหลาน ยิ่งมองเวินเฉียวก็ยิ่งรู้สึกถูกใจและพอใจเป็นอย่างมาก
เธอถึงกับถามชื่อและอายุของเวินเฉียว รวมถึงถามว่าบ้านเดิมอยู่ที่ไหนอีกด้วย
เวินเฉียวรู้สึกว่าคุณน้าคนนี้ใจดีจัง แต่คำถามดูจะมากเกินไปหน่อย
เธอจึงบอกเพียงชื่อและอายุ ส่วนเรื่องอื่น ๆ เธอไม่ได้ตอบอะไร
หลังจากถามทางจนแน่ชัดแล้ว เวินเฉียวก็มุ่งหน้าไปยังหน่วยงานที่เสิ่นจี้ชวนทำงานอยู่ทันที
เมื่อเสิ่นจี้ชวนได้รับแจ้งจากยามหน้าประตูว่ามีคนมาขอพบ และทหารรับใช้ได้นำตัวเธอมาส่งที่ห้องทำงานแล้ว
ทันทีที่เห็นว่าเป็นเวินเฉียว ใบหน้าของเสิ่นจี้ชวนก็มืดครึ้มลงทันที
“เวินเฉียว เธอนี่ใจกล้าจริง ๆ นะ ถึงขั้นกล้ามาอาละวาดถึงหน่วยงานของฉันเลยเหรอ”
เขานั่งตัวตรงด้วยท่าทีเคร่งขรึมอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึก แต่น้ำเสียงนั้นกลับเย็นชาบาดลึก
เวินเฉียวรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากชายหนุ่มตรงหน้า ในใจของเธอรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่ไม่น้อย
เวินเฉียวพยายามจะอธิบาย “รองผู้บัญชาการเสิ่นคะ ฉันไม่ได้มาอาละวาดจริง ๆ ค่ะ ฉันแค่ต้องการพบคุณ ช่วงไม่กี่วันนี้คุณไม่กลับบ้านเลย ฉันเลยต้องมาหาคุณที่นี่ ฉันแค่คิดว่า...”
“รายงานขออนุมัติแต่งงานได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว เธอพกสำมะโนครัวมาด้วยหรือเปล่า? สามารถไปจดทะเบียนได้ทุกเมื่อ”
“แต่ฉันหวังว่าหลังจากจดทะเบียนแล้ว เธอจะเว้นระยะห่างกับฉันให้เหมาะสม และห้ามไปบอกใครข้างนอกเด็ดขาดว่าเธอคือครอบครัวของฉัน”
เสิ่นจี้ชวนเอ่ยตัดบทเสียงเย็นโดยไม่เปิดโอกาสให้เวินเฉียวได้พูดอธิบายอะไรเลย
เวินเฉียวชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเริ่มมีความร้อนรนแฝงอยู่
“เรื่องรายงานแต่งงานนี่... ขอยกเลิกได้ไหมคะ?”
ประโยคที่เหลือเธอยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นจี้ชวนก็ถลึงตาใส่เธอทันที
“อย่ามาต่อรองเงื่อนไขอะไรกับฉันอีก”
“เวินเฉียว ที่ฉันไม่ทำอะไรเธอ เพราะฉันไม่อยากจะรังแกเด็กสาวอย่างเธอ แต่ถ้าฉันคิดจะจัดการเธอขึ้นมาจริงๆ ฉันมีวิธีสารพัด”
“ออกไป”
“ตอนนี้ฉันยุ่งมาก ไม่มีเวลามาคุยเล่นกับเธอ”
เวินเฉียวลังเลอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดต่ออีกสักประโยค แต่ยังไม่ทันที่จะอ้าปาก เสิ่นจี้ชวนก็ตวาดไล่อีกครั้งว่า ออกไป!
เวินเฉียวจึงทำได้เพียงหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของเขาไป
จริงๆ แล้วสิ่งที่เธออยากจะบอกก็คือ ขอยกเลิกรายงานขอแต่งงานได้ไหม?
ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกแล้วว่า การหางานทำ มีเงินเก็บ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เวินเฉียวยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง จากน้ำเสียงของเสิ่นจี้ชวน ดูเหมือนว่าเขาจะยื่นรายงานขอแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว
การที่เขาไม่กลับบ้านหลายวันนี้ คงตั้งใจจะทิ้งระยะให้เธอสงบสติอารมณ์
ถ้าหากเวินเฉียวไม่เกิดความคิดปุบปับมาหาเขาที่กรมทหาร เสิ่นจี้ชวนก็คงกะว่าจะรออีกหลายวันค่อยกลับบ้าน
เวินเฉียวคิดในใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องทำตามแผนเดิมที่คุยกันไว้ก่อนหน้า คือแต่งงานกับเสิ่นจี้ชวนซะ ในเมื่อเธออยู่ไม่เป็นสุข เธอก็จะไม่ยอมให้เสิ่นไห่หยางมีความสุขเหมือนกัน
เรื่องที่เสิ่นจี้ชวนบอกว่าให้เธอเอาทะเบียนบ้านไปจดทะเบียนสมรสได้เลยนั้น ข้อนี้เธอกังวลน้อยที่สุด
เพราะตอนที่เธอเดินทางมาปักกิ่ง เธอก็ตั้งใจจะมาแต่งงานกับเสิ่นไห่หยางอยู่แล้ว แม่จึงมอบทะเบียนบ้านให้เธอมาตั้งแต่แรก
เมื่อเวินเฉียวเดินทางกลับมาถึงบ้านพักสวัสดิการ เธอก็แวะซื้อของกินตามทางเล็กน้อย
เธอยังไม่รีบร้อนกลับเข้าบ้านตระกูลเสิ่น แต่เดินเล่นอยู่รอบ ๆ เพื่อมองหางานอะไรทำที่พอจะทำเงินได้บ้าง
เสิ่นจี้ชวนเป็นคนเด็ดขาดและดุดัน ในเมื่อเขาบอกว่าจะไม่ให้เงินเธอ เขาก็คงไม่ให้แม้แต่หยางเดียวแน่ ๆ
ส่วนเงินติดตัวที่เธอมีอยู่ก็น้อยนิดเต็มที
หลังจากที่แม่แต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงก็ปฏิบัติกับเธอไม่ดีนัก แค่กินอิ่มไปมื้อ ๆ ยังลำบาก อย่าหวังเลยว่าจะได้เงินค่าขนม
แม่ที่คอยดูแลงานบ้าน มักจะอาศัยเวลาว่างรับจ้างปักผ้าบ้าง ขุดสมุนไพรบ้าง
เงินที่ได้จากการทำงานในไร่นาก็ถูกใช้ไปกับครอบครัวจนหมด จะมีก็เพียงเงินที่แอบหามาได้เงียบ ๆ เหล่านี้ที่พอจะเก็บออมเป็นเงินส่วนตัวได้บ้าง
บวกกับเธอต้องเรียนหนังสือ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมต้น ก็ต้องใช้เงินค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
พ่อเลี้ยงขี้เหนียวเรื่องปากท้องของเธอกับแม่มาก เธอจึงเกรงใจแม่และไม่เคยกล้ากินเยอะหรือร้องขออะไรเลย
ตอนที่จากมา แม่มอบเงินให้เธอมาห้าสิบหยวน
เวินเฉียวอดกังวลไม่ได้ว่า หากเงินก้อนนั้นแม่แอบเอาเงินของพ่อเลี้ยงมาให้ แม่คงต้องถูกตบตีอย่างหนักแน่ ๆ
ยิ่งคิดเวินเฉียวก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ ภายหลังเธอเริ่มตระหนักว่าตัวเองวู่วามเกินไป เพราะความแค้นที่ถูกเสิ่นไห่หยางทำร้ายจนตายในชาติก่อน พอได้เห็นเขาอีกครั้งในชาตินี้จึงไม่อาจควบคุมความโกรธแค้นจนอยากจะแก้แค้นได้
เธอไม่ต้องการอะไรเลย นอกจากอยากให้เสิ่นไห่หยางชื่อเสียงป่นปี้และไม่เหลืออะไรเลย...
แต่พอสงบสติอารมณ์ลงได้ เวินเฉียวถึงได้รู้ว่า สถานการณ์ของเธอและแม่ในตอนนี้มันยากลำบากเหลือเกิน
เดินวนเวียนอยู่ครึ่งค่อนวัน เวินเฉียวก็ยังหางานที่เหมาะสมไม่ได้
จึงจำใจต้องกลับไปที่บ้านตระกูลเสิ่นก่อน
เมื่อถึงเวลามื้อค่ำ เสิ่นจี้ชวนก็กลับมา เขาล้างมือและเตเตรียมกินข้าวตามปกติ หลี่หลิงรีบกุลีกุจอไปคีบกับข้าวให้ ส่วนเสิ่นไห่หยางพอเห็นพ่อบุญธรรมกลับมาก็เดินออกมาจากห้อง
พออาหารพร้อมแล้ว พวกเขาก็ไม่มีใครเรียกเวินเฉียวเลยสักคน
แต่เวินเฉียวก็ไม่อยากจะเกรงใจพวกเขาเหมือนกัน ที่สำคัญคือเงินในมือเธอมีไม่มากแล้ว เธอจึงจำเป็นต้องกินอยู่กับบ้านตระกูลเสิ่น
เธอก็ถือถ้วยตะเกียบออกมาเอง เธอรู้ดีว่าไม่มีใครต้อนรับเธอ และเธอก็ไม่อยากนั่งทนมองสีหน้าบูดบึ้งของพวกเขาขณะกินข้าวด้วย
พอหลี่หลิงเห็นเวินเฉียวจะคีบกับข้าว เธอก็รีบดุขึ้นมาทันที “เธอนี่มันยังไงกัน คุณท่านกับไห่หยางยังไม่ทันลงมือ เธอก็จะชิงกินก่อนแล้วเหรอ?”
“ฉันขอแบ่งไปกินในครัวแล้วกันค่ะ”
เวินเฉียวคีบไปเพียงผัดผักกับผัดไข่
ปลาจานนั้นเธอไม่ได้แตะเลย เธอหยิบหมั่นโถวไปสองลูก
เมื่อเห็นการกระทำของเวินเฉียว เสิ่นไห่หยางก็นั่งไม่ติดทันที
“เวินเฉียว เธอนี่มันไม่มีมารยาทเอาซะเลย คีบกับข้าวตัดหน้าพวกเราแบบนี้ มิน่าล่ะ พวกที่มาจากบ้านนอกก็แค่อยากจะเข้าเมืองมาหาผลประโยชน์สินะ”
เสิ่นไห่หยางเยาะหยัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เวินเฉียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ วางถ้วยตะเกียบลง แล้วลากเก้าอี้นั่งลงอย่างสงบ
“ตอนแรกฉันคิดว่าพวกคุณเห็นฉันแล้วขวางหูขวางตา ฉันเลยจะหลบไปให้ แต่ตอนนี้ในเมื่อพวกคุณอยากมองหน้าฉันนัก ฉันก็นั่งร่วมโต๊ะกินกับพวกคุณเลยแล้วกัน”
“เสิ่นไห่หยาง ฉันเป็นแม่ของเธอนะ เลิกตะคอกใส่ฉันได้แล้ว ฉันว่าเธอนั่นแหละที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ ต่อไปฉันจะสั่งสอนเธอให้ดีเอง”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เวินเฉียวพูด เสิ่นไห่หยางก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
เสิ่นจี้ชวนเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างมือเสร็จแล้วก็เดินลงมาจากชั้นสอง
เขามองดูเวินเฉียวที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้โต๊ะอาหาร ท่าทางและสายตาของเธอนั้นไม่มีความขี้ขลาดหรือหวาดกลัวเหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าเขาเลยสักนิด
เธอดูมีท่าทีราวกับเป็นนายหญิงของบ้านตระกูลเสิ่นก็ไม่ปาน
ที่แท้ ท่าทางทุกอย่างที่เธอแสดงต่อหน้าเขา มันก็แค่ละครตบตาที่เธอสร้างขึ้นมาสินะ
(จบบท)