- หน้าแรก
- เก้าสวรรค์ประทานพร
- บทที่ 19: ธุลีในโลกหล้า
บทที่ 19: ธุลีในโลกหล้า
บทที่ 19: ธุลีในโลกหล้า
[ตรอกตระกูลชุย, ฝั่งตะวันออกของเมือง]
เดิมทีมีพวกเดินเตร่ตั้งท่าจะมุงดูเหตุการณ์ ทว่าทันทีที่ได้ยินคำว่า "สำนักจื่อจิงกำลังปฏิบัติการ" คนเหล่านั้นก็แตกกระเจิงหายไปเหมือนนกกระจอกแตกรัง ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าอยู่ในที่เกิดเหตุแม้แต่คนเดียว บางคนที่ขวัญอ่อนถึงขั้นรีบวิ่งกลับเข้าบ้านแล้วลงกลอนประตูหน้าต่างแน่นหนา
ภายในลานหน้าบ้านพักส่วนตัว กู้หยง ยืนอยู่ใต้ระเบียงพร้อมกับคนสนิทอีกห้าคน ทุกคนล้วนมีบาดแผลโชกเลือด และห่างออกไปไม่ไกลนัก มีศพหนึ่งนอนหงายหน้าอยู่บนพื้นดิน
บนกำแพงรอบด้านถูกล้อมไว้ด้วยชายชุดดำที่เย็นชา—พวกเขาคือ หน่วยองครักษ์ลับ ยอดฝีมือใต้บัญชาของ ซูอวิ๋นชิง หากซูอวิ๋นชิงไม่สั่งให้หลีกทาง ต่อให้กู้หยงและพวกติดปีกบินก็ไม่อาจหนีพ้นไปได้
เมื่อหลินเฉินเดินเข้ามาพร้อมกับซูอวิ๋นชิง สิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคือร่างของ ซุนอวี่ ที่สิ้นลมไปนานแล้ว
ซูอวิ๋นชิงเอ่ยอย่างเรียบเฉย "แม้เขาจะถูกบีบบังคับ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทรยศต่อตระกูลหลินแห่งกวงหลิง ข้าจึงสั่งให้องครักษ์ไม่เข้าแทรกแซง และปล่อยให้กู้หยงสังหารเขาเสีย"
หลินเฉินมองศพของซุนอวี่ ใบหน้าที่ยังดูเยาว์วัยนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แม้ตายก็ยังไม่อาจหลับตาลงได้
ซูอวิ๋นชิงหยุดยืนกลางลานบ้าน แหงนหน้ามองคนบนระเบียง ในวินาทีที่ทั้งสองเดินเข้ามา สายตาของกู้หยงจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลินเฉินทันที เมื่อตระหนักว่าแผนการลอบสังหารล้มเหลว ความตกใจและโกรธแค้นในตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวังอันเปล่าเปลี่ยว
บรรยากาศในลานบ้านขรึมขลังและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ซูอวิ๋นชิงก็เอ่ยขึ้นเบาๆ "เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเริ่มสงสัยเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?"
กู้หยงชะงัก เขาคาดว่าอีกฝ่ายจะซักไซ้เรื่องคดีจารกรรมหรือข่มขู่เพื่อให้เผยความลับ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเปิดบทสนทนาด้วยเรื่องนี้
เมื่อเห็นเขาไม่ตอบ ซูอวิ๋นชิงจึงกล่าวต่อ "ตอนที่เราอยู่ที่เมืองไท่ซิ่ง จางซีนั้นปากแข็งมาก แม้จะเผชิญกับเครื่องทัณฑ์ทรมานกว่าสิบชนิดเขาก็ไม่ปริปาก ข้ากำลังเดือดจัดและตั้งใจจะเฉือนเนื้อเขาในขณะที่ยังมีชีวิต... ตอนนั้นเจ้าไม่ควรอาสาเป็นคนลงมือสังหารเขาเลย"
ใบหน้าของกู้หยงยังคงซีดขาว เขาถามด้วยความฉงน "เรื่องนั้นมีอะไรผิดปกติหรือ?"
ซูอวิ๋นชิงตอบ "เพราะเขาตาย... เขาตายหลังจากถูกเฉือนไปเพียงหนึ่งร้อยเก้าดาบเท่านั้น"
ไม่ใช่แค่กู้หยงที่อึ้งไป แม้แต่หลินเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกหนาวเยือกในหัวใจ ความเฉียบคมที่ซ่อนอยู่ในประโยคสั้นๆ นั้นช่างน่ากลัวนัก
หลินเฉินจำได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรก ซูอวิ๋นชิงเคยบอกว่าตอนเฉือนจางซี เขาได้สั่งให้คนทายาประคองอาการไว้อยลอด จางซีควรจะเจ็บปวดจนทนไม่ไหวและสารภาพเรื่องตระกูลหลินออกมา ก่อนจะตายในเวลาต่อมา
แต่ในสายตาของซูอวิ๋นชิง คนที่จิตใจแข็งแกร่งขนาดนั้นไม่ควรสารภาพง่ายๆ และที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรตายเร็วเกินไป ดังนั้นกู้หยงที่เป็นคนลงมือ... จึงคือผู้ที่มีพิรุธ
มันเป็นตรรกะที่ไม่ซับซ้อน แต่เป็นการเดิมพันด้วยการอ่านใจคน
มาถึงยามนี้ กู้หยงหมดสิ้นความปรารถนาที่จะโต้แย้ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นหลินเฉินยังคงมีชีวิตอยู่ เขาเดาได้ทันทีว่าแผนการที่หอฮวายวี่ก็คงถูกกวาดล้างไปแล้วเช่นกัน
"แน่นอน นั่นเป็นเพียงแค่ความสงสัยในตอนนั้น" ซูอวิ๋นชิงไขว้มือไว้เบื้องหลัง พลางเปลี่ยนหัวข้อ "เจ้าติดตามข้ามานานเท่าไหร่แล้ว?"
แววตาของกู้หยงหม่นลง เขาตอบ "ปีที่สี่ของรัชศกเจี้ยนอู่ ผู้น้อยย้ายจากกองทัพไท่ซิ่งมายังสำนักจื่อจิง และในเดือนเก้าของปีเดียวกันก็ถูกย้ายมาที่จวนว่าการกวงหลิง ผู้น้อยติดตามใต้เท้าตั้งแต่นั้นมา... รวมเจ็ดปีกับอีกเจ็ดเดือนขอรับ"
ซูอวิ๋นชิงเอ่ยช้าๆ "เกือบแปดปี ไม่ใช่เวลาที่สั้นเลย คนอย่างพวกเราดูเหมือนจะมีอำนาจล้นฟ้า ใครเห็นเป็นต้องขยาด แต่ในความเป็นจริง เรากลับเป็นเพียงหมาป่าหิวโหยที่เที่ยวหาอาหารในพงไพ่ เราไม่อาจเชื่อใจใครได้เลย ต่อให้คนผู้นั้นจะเป็นสหายที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ผ่านเป็นผ่านตายมาด้วยกันก็ตาม ตลอดแปดปีนี้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่สงสัยเจ้า แต่บางทีเจ้าอาจจะซ่อนมันไว้ได้ดีเกินไป หรือไม่... ทางเหนือก็อาจจะยังไม่อยากใช้หมากตัวสำคัญอย่างเจ้าในตอนนั้น"
ริมฝีปากของกู้หยงสั่นเครือ เขาเอ่ยด้วยความยากลำบาก "สำหรับความเมตตาที่ใต้เท้าทรงมอบให้ ผู้น้อย—"
"นั่นไม่สำคัญแล้ว"
ซูอวิ๋นชิงขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เจ้าและข้าเพียงแค่รับใช้นายคนละคนกันก็เท่านั้น หากเราสลับตำแหน่งกัน ข้าเองก็คงจะทรยศเจ้าโดยไม่ลังเลเช่นกัน"
กู้หยงยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพยักหน้า "ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้องที่สุดขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเฉินก็รู้สึกอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูก ยามที่ผู้คนเอ่ยถึงสำนักจื่อจิง ภาพลักษณ์แรกที่ปรากฏคือ "สังหารก่อนรายงาน มีอาญาสิทธิ์เด็ดขาด" หรือ "น่ากลัวราวกับเสือร้าย" ราวกับคนในสำนักนี้คืออาวุธที่ไร้ความรู้สึก การเข่นฆ่าคือสีพื้นฐาน และความตายคือจุดหมายปลายทาง
แต่ไม่มีใครที่ไร้ความรู้สึกได้สมบูรณ์แบบ... พวกเขาก็เช่นกัน
ซูอวิ๋นชิงเอ่ยอย่างเงียบเชียบ "เหตุผลที่เจ้าอยากช่วยจางซี คงเป็นเพราะพวกเจ้าทั้งสองถูกส่งมาแฝงตัวทางใต้พร้อมกันเมื่อหลายปีก่อน เดินทางมาด้วยกัน สร้างมิตรภาพ และฝึกฝนในกองทัพไท่ซิ่งมาด้วยกัน ต่อมาเขาเติบโตในกองทัพจนเป็นผู้บัญชาการกรม ส่วนเจ้าดิ้นรนในสำนักจื่อจิงจนประสบความสำเร็จ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ซับซ้อน "การอยู่ในต่างบ้านต่างเมือง การได้พบสหายเก่าจากทางเหนือนั้นเป็นเรื่องยากและทรมานใจยิ่งนัก ไม่แปลกเลยที่ต่อให้ไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี เจ้าก็ยังไม่อาจทนดูจางซีต้องทุกข์ทรมานทั้งเป็นได้"
"ใต้เท้า... โปรดอย่ากล่าวอีกเลยขอรับ"
ดวงตาของกู้หยงเริ่มแดงระเรื่อ เขาเอ่ยอย่างโศกเศร้า "ผู้น้อยลืมเลือนอดีตไปนานแล้ว"
ซูอวิ๋นชิงพยักหน้า "อยู่ห่างบ้านเกิดนับพันลี้ จมดิ่งเนื้อหนังและเลือดเนื้อลงในความมืดมิดที่โสโครก... ลืมเลือนเสียเร็วกว่าย่อมดีกว่าจริงๆ"
กู้หยงสะเทือนใจกับประโยคนี้อย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ใช่คนโง่ มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งในคำพูดของซูอวิ๋นชิง ลืมเลือนอดีต ลืมตัวตนเดิม บอกความลับทั้งหมดของ เดียรถีย์เยี่ยน แล้วจากนี้ไปก็จงเป็นคนของ ฉีใต้ อย่างสงบสุข นี่คือทางรอดที่ซูอวิ๋นชิงมอบให้ด้วยความอาลัยในมิตรภาพเก่าก่อน
ทว่า— เมื่อนึกถึงบ้านเกิดที่เยี่ยนเหนือ นึกถึงญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ที่นั่น และนึกถึงวิธีการของใต้เท้าหวังแห่งกรมสืบสวนเยี่ยนเหนือ กู้หยงก็ได้แต่เอ่ยอย่างขมขื่น "ใต้เท้าสงสัยผู้น้อยมานานแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ท่านเมตตาต่อตระกูลหลินแห่งกวงหลิงนัก ไม่ใช่เพียงเพราะเห็นแก่หน้าของหมอเทวดาเซวีย แต่ใต้เท้าเชื่อจริงๆ หรือว่าตระกูลหลินนั้นบริสุทธิ์?"
คำยั่วยุเช่นนี้ดูไร้น้ำหนัก โดยเฉพาะเมื่อตัวตนของเขาถูกเปิดโปงไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม หลินเฉินกลับรู้สึกใจหายวาบขึ้นมา
"อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย" ซูอวิ๋นชิงโบกมือ ความผิดหวังพาดผ่านดวงตาเพียงชั่วครู่ เขาเข้าใจดีว่ากู้หยงไม่ได้กำลังดิ้นรนหนีความตาย แต่กำลังแสดงความเด็ดเดี่ยวผ่านคำยั่วยุที่ดูเหมือนจะไร้สาระนี้ เพื่อเป็นคำตอบสุดท้ายให้แก่เขา
แปดปีไม่ใช่เพียงชั่วพริบตา ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจมอบโอกาสให้กู้หยงกลับตัว แต่อีกฝ่ายกลับไม่อาจตัดพันธนาการเหล่านั้นได้
เขาแหงนหน้ามองกู้หยง และหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยว่า "จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม วันนี้ข้ามาเพียงเพื่อส่งเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ตลอดหลายปีมานี้เจ้าทำเพื่อข้ามามากมาย ลงแรงไปไม่น้อย... ท้ายที่สุด เราก็ถือว่าได้ร่วมทางกันมา"
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้หยงจึงหันไปมองคนสนิทของเขา พวกเขาต่างก็เป็นสายลับที่กรมสืบสวนเยี่ยนเหนือส่งมาแฝงตัวในฉีใต้เช่นกัน พวกเขาไม่ได้แสดงท่าทางองอาจท้าทายความตายอย่างจงใจ บางคนดูสับสน บางคนดูขมขื่น และสุดท้ายมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าที่ไร้หนทาง
ซูอวิ๋นชิงเอ่ยช้าๆ "ข้าจะให้คนช่วยฝังศพพวกเจ้า... ป้ายสุสานไร้นามนั้น สามารถหันหน้าไปทางทิศเหนือได้"
กู้หยงชะงัก จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่ดูคล้ายการร้องไห้ เขาพิสูจน์ลมหายใจเข้าลึก โค้งคำนับซูอวิ๋นชิงอย่างสุดตัว แล้วตะโกนสุดเสียง "ขอบพระคุณใต้เท้าที่ช่วยสงเคราะห์!"
"ขอบพระคุณใต้เท้าที่ช่วยสงเคราะห์!" คนอื่นๆ ตะโกนก้องพร้อมกัน
วินาทีต่อมา ดาบเหล็กกล้าทั้งหกเล่มก็ถูกชูขึ้นพร้อมกัน กู้หยงและพวกพ้องไม่ลังเลเลยที่จะปาดคมดาบผ่านลำคอของตนเอง
เลือดสดๆ ไหลรินไม่ขาดสาย ไหลลงตามขั้นบันไดและซึมลงสู่ผืนดินที่อ่อนนุ่ม
ซูอวิ๋นชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
หน่วยองครักษ์ลับของสำนักจื่อจิงเข้ามาเก็บกู้ศพเหล่านี้ หลินเฉินมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง ก่อนจะหันไปมองซูอวิ๋นชิงที่ยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดูเหมือนอารมณ์ของจ้าวแห่งสายลับในยามนี้จะซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยายได้
ไม่ว่าจะเป็นซุนอวี่หรือกู้หยง ท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นเพียงเศษฝุ่นที่ถูกพัดพาไปในโลกที่วุ่นวายใบนี้
ซูอวิ๋นชิงไม่เอ่ยสิ่งใด เขาหันหลังแล้วเดินออกไป ก่อนจะจากไปหลินเฉินหันไปสั่งหลินเฉิงเอิน "ช่วยเก็บศพซุนอวี่ด้วย"
หลินเฉิงเอินมีสีหน้าหนักอึ้ง เขารับคำ "ขอรับคุณชาย"
เมื่อถึงตรอกด้านนอก สีหน้าของซูอวิ๋นชิงก็กลับมาเป็นปกติ เขาเพียงเอ่ยเรียบๆ "วันนี้ข้ากลับสำนักงานสาย เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?"
หลินเฉินครุ่นคิดอย่างละเอียด ด้วยวรยุทธ์และพละกำลังของซูอวิ๋นชิง รวมถึงยอดฝีมือที่รายล้อมเขา หากเขาปักหลักอยู่ที่จวนว่าการสำนักจื่อจิงด้วยตนเอง มือสังหารเหล่านั้นย่อมไม่มีทางเข้าถึงตัวหลินเฉินได้เลย
แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น กลับส่งคนไปเรียกผู้คุ้มกันตระกูลหลินมา และยังยอมให้ซุ่มโจมตีอยู่ภายในสำนักงานเสียด้วย วันนี้มีสามจุดในเมืองกวงหลิงที่มีการปะทะกัน: หนึ่งคือในสำนักงาน, สองคือหอฮวายวี่ และสามคือที่นี่
แรงบันดาลใจวาบขึ้นในใจหลินเฉิน เขาเอ่ยช้าๆ "ใต้เท้าต้องการกางตาข่ายดักจับที่นี่"
ซูอวิ๋นชิงถาม "เพราะเหตุใด?"
หลินเฉินวิเคราะห์ "ไม่ว่าจะเป็นมือสังหารที่บุกเข้าไปในสำนักงาน หรือจารชนในหอฮวายวี่ที่ถอนตัวไม่ทัน พวกเขาล้วนเป็นเพียงเบี้ยริมทางของกรมสืบสวนเดียรถีย์เยี่ยน ไม่คุ้มค่าที่ใต้เท้าจะลงแรงด้วยตัวเอง แต่กู้หยงต่างออกไป เขาต้องกุมความลับภายในกรมสืบสวนไว้ไม่น้อย ดังนั้นอีกฝ่ายจะต้องฆ่าปิดปากเขาหลังจากเขาสังหารซุนอวี่แน่นอน"
ซูอวิ๋นชิงพยักหน้า "ฉลาดมาก"
โดยไม่รอให้หลินเฉินเดาต่อ เขาอธิบายเพิ่ม "ข้าไม่อาจปล่อยให้กู้หยงตายด้วยน้ำมือของสายลับเดียรถีย์เยี่ยนได้ จึงให้หน่วยองครักษ์ลับปรากฏตัวล่วงหน้าเพื่อล้อมพวกมันไว้ที่นี่"
หลินเฉินเข้าใจทันที "หากกู้หยงยังไม่ตาย กรมสืบสวนเดียรถีย์เยี่ยนย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจ พวกเขาจะต้องส่งคนมาตรวจสอบในบริเวณใกล้เคียงแน่นอน"
ซูอวิ๋นชิงแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มและมัวหมอง พลางพึมพำ "วันนี้ยังฆ่าไม่พอ"
หลินเฉินรู้สึกถึงหยดน้ำเย็นๆ ที่ตกลงบนใบหน้า พร้อมกับลมพัดเอื่อยเข้ามาในตรอก อึดใจต่อมา หยาดฝนก็โปรยปรายลงสู่โลกหล้าในที่สุด
ซูอวิ๋นชิงหันหัวมาถาม "คอเหล้าของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
หลินเฉินตอบ "พอไปวัดไปวาได้ขอรับ"
ซูอวิ๋นชิงหัวเราะออกมาในที่สุด เขาเอื้อมมือไปตบไหล่หลินเฉินแล้วกล่าวว่า "ไปกันเถอะ ข้าเลี้ยงเอง"
หลินเฉินถามโดยสัญชาตญาณ "ใต้เท้า... ท่านไม่รอผลการซุ่มโจมตีในระแวกนี้หรือขอรับ?"
ซูอวิ๋นชิงเดินนำไปข้างหน้า แผ่นหลังดูโดดเดี่ยวทว่ากว้างขวาง น้ำเสียงของเขาราบเรียบยิ่ง "ก็แค่ตะพาบในไห"
...
ในเวลาเดียวกัน ในตรอกที่ห่างออกไปทางทิศใต้กว่าสามสิบจั้ง ชายสวมงอบที่ซ่อนใบหน้าไว้ในเงามืดหยุดวิ่งหนี เบื้องหน้าและเบื้องหลังของเขา มีชายชุดดำหน้าตาเย็นชาสามคนล้อมเอาไว้ เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดฝีมือของหน่วยองครักษ์ลับสำนักจื่อจิง
เขางยหน้าขึ้นแล้วยิ้มเยาะตนเอง เขาคือพนักงานเดินโต๊ะที่เป็นคนติดต่อกับกู้หยงที่หอฮวายวี่นั่นเอง
"ยอมจำนนเสีย จะได้ไม่หาเรื่องใส่ตัว" ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยอย่างเฉยชา
ชายสวมงอบส่ายหน้า พึมพำกับตนเอง "ข้าคงปล่อยให้เฒ่ากู้ชี้หน้าด่าไม่ได้หรอก"
อึดใจต่อมา เขาก็ล้มลงจมกองเลือด ไร้ซึ่งลมหายใจ ชายชุดดำสองคนลากข้อมือของเขาไปกับพื้น หายลับเข้าไปในสายฝนอย่างรวดเร็ว
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น ล้างร่องรอยทุกอย่างให้หายไป ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ระหว่างฟ้าและดิน เหลือเพียงเสียงฝนที่ร่วงหล่น... เศร้าสร้อยและไม่จบสิ้น