- หน้าแรก
- มหาเศรษฐีแค้นเดือด กระชากหน้ากากผู้ดีจอมปลอม
- บทที่ 25 - คุณปู่เฉิง
บทที่ 25 - คุณปู่เฉิง
บทที่ 25 - คุณปู่เฉิง
บทที่ 25 - คุณปู่เฉิง
"ยากพอๆ กับปีนขึ้นสวรรค์งั้นเหรอ?" เมื่อฟังข้อสรุปของลั่วเข่อฉิงจบ ลู่หรงก็หัวเราะเบาๆ
เขาสาวเท้าเดินไปที่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองลงไปชมทิวทัศน์ของเมืองทั้งเมือง
"เพื่อเกียรติยศของตระกูลลู่ ต่อให้ต้องปีนขึ้นสวรรค์แล้วจะทำไมล่ะ?"
"ลู่หรง! เวลานี้ไม่ใช่เวลามาทำเก่งนะ! ทางฝั่งตระกูลเฉิงน่ะ ไม่มีทาง..."
"ที่อยู่" ยังไม่ทันที่ลั่วเข่อฉิงจะพูดจบ ลู่หรงก็ขัดจังหวะคำพูดของลั่วเข่อฉิงขึ้นมา
"นายว่าไงนะ?" ลั่วเข่อฉิงมองลู่หรงด้วยความประหลาดใจ
"ฉันบอกว่า ฉันต้องการที่อยู่ของบ้านเก่าตระกูลเฉิง" น้ำเสียงของลู่หรงไม่ได้หนักแน่น แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"นายมันบ้าไปแล้วจริงๆ!" เมื่อเห็นว่าลู่หรงมุ่งมั่นที่จะลองดู ลั่วเข่อฉิงจึงทำได้เพียงยอมจำนนอย่างจนใจ
หลังจากส่งที่อยู่ให้ลู่หรงแล้ว ลั่วเข่อฉิงก็อดไม่ได้ที่จะกำชับด้วยความเป็นห่วง "ถ้านายอยากจะลองก็เอาเถอะ แต่... นายห้ามไปทำให้ตระกูลเฉิงโกรธเด็ดขาดนะ! ตอนนี้ตระกูลลู่ของเราก็มีศัตรูมากพอแล้ว ขืนไปสร้างศัตรูเพิ่มมาอีกคน คงรับมือไม่ไหวแน่!"
ลู่หรงไม่ได้ตอบรับ เพียงแต่ส่งสายตาให้ลั่วเข่อฉิงวางใจ แล้วก็ก้าวยาวๆ ออกจากห้องประชุมไป
...
บ้านเก่าตระกูลเฉิงตั้งอยู่บนเนินเขาอันเงียบสงบในแถบชานเมือง ห่างไกลจากความวุ่นวายของโลกภายนอก
ลู่หรงขับรถลัดเลาะไปตามถนนบนภูเขาที่คดเคี้ยว มองเห็นคฤหาสน์สไตล์จีนโบราณอันโอ่อ่ามาแต่ไกล
อิฐสีเขียว กระเบื้องสีดำ และชายคาที่งอนโค้ง แผ่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามแม้ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม
เขาจอดรถไว้ใต้ร่มไม้ห่างจากประตูใหญ่ประมาณร้อยเมตร ขณะที่กำลังจะลงจากรถ สายลมแผ่วเบาก็พัดผ่านมา นำพากลิ่นหอมของยาที่ลอยมาจางๆ
ลู่หรงชะงักงัน จมูกขยับเล็กน้อย พยายามสูดดมและแยกแยะกลิ่นที่ปะปนอยู่ในอากาศอย่างละเอียด
ตังกุย หวงฉี แล้วก็...
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนว่าทั้งหมดจะเป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงหัวใจและปอด รวมถึงรักษาสภาพอวัยวะภายในทั้งสิ้น
"น่าสนใจแฮะ" เขาพึมพำกับตัวเอง แววตาประกายวาบขึ้นมา
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ ลู่หรงก็กดกริ่ง
เพียงไม่นาน ชายชราในชุดพ่อบ้านก็เดินออกมาจากในตัวบ้าน
เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย พ่อบ้านก็ส่งยิ้มที่ดูสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความเหินห่างออกมา
"คุณผู้ชายท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือครับ?"
"ได้ยินมาว่าในบ้านมีคนล้มหมอนนอนเสื่อ ก็เลยตั้งใจมาเยี่ยมเยียนน่ะครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่หรง แววตาของพ่อบ้านก็ฉายแววระแวดระวัง เขาพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้า เม้มปากแน่นโดยไม่พูดอะไร
ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหมอเสนอตัวมารักษาถึงหน้าประตูบ้านไม่น้อยเลย
แต่ก็ไม่มีใครเลยที่อายุต่ำกว่าห้าสิบปี และทุกคนล้วนเป็นหมอชรามากประสบการณ์ทั้งสิ้น
ราวกับมองออกถึงความลังเลของพ่อบ้าน ลู่หรงจึงหยิบกล่องไม้จันทน์ออกมาจากอกเสื้อ
เมื่อเปิดกล่องไม้ ภายในก็เผยให้เห็นเข็มเงินที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
"เมื่อกี้ตอนที่อยู่หน้าประตู ผมได้กลิ่นยาลอยมา ในนั้นมีตังกุย หวงฉี แล้วก็เถี่ยผีสือหูที่อายุไม่น้อยเลยทีเดียว เดาว่าเทียบยานี้น่าจะใช้สำหรับรักษาอาการชีพจรหัวใจเสียหายสินะครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่หรง แววตาของพ่อบ้านก็ฉายแววประหลาดใจ สีหน้าท่าทางก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
"จมูกของคุณช่างดีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีคำสั่งจากนายท่าน ผมก็ไม่กล้าพาสุ่มสี่สุ่มห้าพาคนนอกเข้าไปหรอกครับ..."
"ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณช่วยไปรายงานให้หน่อย บอกว่าผมสามารถทำให้คนไข้มีอาการดีขึ้นได้ตั้งแต่วันแรกที่รักษา"
พ่อบ้านนำคำพูดของลู่หรงรีบกลับเข้าไปในวิลล่า ผ่านไปไม่ถึงชั่วจิบน้ำชา เขาก็เดินออกมารับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"คุณผู้ชายครับ นายท่านของผมเชิญให้คุณเข้าไปคุยรายละเอียดในบ้านครับ"
...
ลู่หรงถูกพามายังห้องชงชา ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นชาหอมกรุ่น หลังโต๊ะชงชา มีชายชราผมสีเงินนั่งอยู่
เขามีรูปร่างผอมบาง สวมชุดถังจวงลายเมฆสีครามอมม่วง ที่คอเสื้อกลัดกระดุมหยกขาวเนื้อดีมันวาว แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามแม้ไม่ได้แสดงสีหน้าดุดัน
"นายท่าน ผมพาคนมาแล้วครับ" พ่อบ้านรายงานจบ ก็ขอตัวถอยออกไปอย่างนอบน้อม
ชายชราปรายตามองลู่หรงแวบหนึ่ง
"นั่งสิ"
ลู่หรงไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งซ้ายทันที
สิบนาทีต่อมา ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ชายชราเอาแต่จิบชาใสๆ ด้วยท่าทีสบายๆ นานๆ ครั้งก็จะลอบสังเกตลู่หรงไปด้วย
ส่วนลู่หรงก็นั่งตัวตรงแหน่วอย่างเป็นทางการ บางครั้งที่สบตากับชายชรา เขาก็ไม่มีทีท่าหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
ชายชราดูเหมือนจะพอใจกับปฏิกิริยาของลู่หรงมาก จึงวางถ้วยชาลง แล้วหันมามองลู่หรง
"เมื่อกี้พ่อบ้านมาบอกว่า สหายตัวน้อยรู้เรื่องวิชาแพทย์ และแตกฉานเรื่องตัวยาสมุนไพรด้วยงั้นหรือ?"
"ครับ"
"ถ้าอย่างนั้น เธอช่วยตรวจดูให้ฉันหน่อยได้ไหม ว่าร่างกายของฉันมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?"
เพียงแค่กวาดสายตามองปราดเดียว คำพูดต่อมาของลู่หรงก็หลุดออกมาจากปากทันที "ตกดึกมีอาการใจสั่น หายใจติดขัด เจ็บหน้าอกเหมือนมีเข็มทิ่มแทง แถมยังมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลายด้วย"
ลู่หรงพูดต่อไปอย่างไม่รีบร้อน "ลิ้นมีสีม่วงคล้ำ ฝ้าบนลิ้นบางและเป็นสีขาว ชีพจรจมเล็กและสะดุด ผมพูดถูกไหมครับ?"
แววตาของชายชราฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ไม่เลว เป็นคนมีฝีมือจริงๆ เอาล่ะ ทีนี้ก็ลองเสนอเงื่อนไขของเธอมาสิ"
การที่เสนอตัวมาถึงที่ ย่อมต้องมีสิ่งที่ปรารถนา
และตามกฎของตระกูลเฉิง เรื่องบางเรื่องก็ไม่สามารถยืมมือคนอื่นทำแทนได้
ดังนั้น ชายชราจึงไม่แม้แต่จะพาลู่หรงไปดูอาการคนไข้ก่อน แต่กลับเป็นฝ่ายถามถึงเงื่อนไขขึ้นมาดื้อๆ
หากอีกฝ่ายเรียกร้องมากเกินไป ต่อให้เป็นเทพเซียนต้าหลัวเสด็จลงมา พวกเขาก็คงต้องพิจารณาดูให้ดีเสียก่อน
"เรื่องเงื่อนไขเอาไว้คุยกันทีหลังก็ได้ครับ" ลู่หรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองชายชราด้วยท่าทีสบายๆ
"แต่ในเมื่อผมก็มาถึงนี่แล้ว การที่ผู้นำตระกูลเฉิงตัวจริงไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็นเลย มันออกจะเสียมารยาทไปหน่อยนะครับ?"
ระหว่างที่พูด ลู่หรงก็เดินไปหยุดอยู่หน้าฉากกั้นห้องแล้ว
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เขาก็สัมผัสได้ถึงเสียงลมหายใจของคนที่สามที่อยู่ในห้องนี้แล้ว
เสียงลมหายใจนั้น ดังมาจากหลังฉากกั้นห้องนี่เอง
ส่วนชายชราที่คุยกับเขาเมื่อครู่นี้ ถึงแม้จะแผ่รังสีน่าเกรงขาม แต่ก่อนที่ลู่หรงจะมาที่นี่ เขาได้สั่งให้โส่วเยว่ไปสืบเรื่องของคุณปู่เฉิงมาก่อนแล้ว
สมัยก่อนคุณปู่เฉิงเคยประสบอุบัติเหตุ ทำให้นิ้วก้อยข้างขวาขาดไป
ถึงแม้ภายหลังจะใส่นิ้วเทียม และว่ากันว่าเหมือนของจริงมาก
แต่ลู่หรงที่เชี่ยวชาญด้านวิชาแพทย์ กลับสามารถแยกแยะของจริงกับของปลอมได้เพียงแค่ปรายตามอง
"ฮ่าฮ่าฮ่า สหายตัวน้อยคนนี้น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่จมูกดีเท่านั้น แต่สายตายังเฉียบคมมากอีกด้วย!"
ชายชราคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังฉากกั้นห้อง เขาสวมชุดถังจวงสีขาวอมฟ้า สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ เวลาเดินฝีเท้าหนักแน่นแต่มั่นคงไร้เสียง
เป็นผู้ฝึกยุทธ์สินะ
ลู่หรงคิดในใจ ก่อนจะเผยสีหน้าเคารพนอบน้อมออกมาในที่สุด
"คุณปู่เฉิง"
คุณปู่เฉิงตอบรับในลำคอ แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงตำแหน่งที่ลู่หรงเพิ่งลุกขึ้นมาเมื่อครู่นี้ รินชาให้ตัวเองและลู่หรงคนละถ้วยอย่างเป็นกันเอง
"สหายตัวน้อยเชิญนั่งสิ ขอถามหน่อยเถอะ การที่สหายตัวน้อยเสนอตัวมาหาถึงที่ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?"
เมื่อเทียบกับชายชราเมื่อครู่นี้ คำพูดของคุณปู่เฉิงตรงไปตรงมากว่ามาก
เขาดูเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ราวกับคนหยาบกระด้าง แต่ในแววตากลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์และการคำนวณ
ลู่หรงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับคนประเภทนี้
ถึงยังไงคำโกหกก็ต้องถูกจับได้อยู่ดี สู้พูดความจริงไปเลยดีกว่า
"ผมชื่อลู่หรง ปัจจุบันเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของเครือบริษัทลู่ ที่ผมมาที่นี่ในครั้งนี้ ก็เพื่ออยากจะคุยกับคุณเรื่องโปรเจกต์สวนอุตสาหกรรมพลังงานใหม่..."
ยังไม่ทันที่ลู่หรงจะพูดจบ ก็มีเสียงดัง 'กริ๊ก' ดังขึ้น คุณปู่เฉิงวางถ้วยชากระแทกลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง
"ไอ้หนูตระกูลลู่? คลื่นลูกใหม่ไฟแรงจริงๆ นะ คนตั้งมากมาย ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องใส่ตัวต่อหน้าฉัน แต่แกกลับกล้าหาญชาญชัยนัก!"
ใบหน้าของคุณปู่เฉิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยว
แต่ลู่หรงกลับไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
เขาจิบชาอย่างเชื่องช้า แล้วจึงพูดกลั้วหัวเราะว่า "คุณปู่เฉิง ทำไมไม่ลองฟังเงื่อนไขของผมก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะตกลงหรือเปล่าล่ะครับ?"
เมื่อเห็นคุณปู่เฉิงหันมามอง ลู่หรงก็ค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาสามคำ
"กราบ...ไหว้...เจ้าแม่กวนอิม"
(จบแล้ว)