เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - ก้าวแรกสู่ขั้นสัมผัสปราณ

บทที่ 8 - ก้าวแรกสู่ขั้นสัมผัสปราณ

บทที่ 8 - ก้าวแรกสู่ขั้นสัมผัสปราณ


บทที่ 8 - ก้าวแรกสู่ขั้นสัมผัสปราณ

พอมีโอสถเพียงพอ การบำเพ็ญเพียรของหยางอี้เฉินก็เริ่มเข้าที่เข้าทางเสียที

ทุกวันหลังเลิกงาน เขาจะแอบมุดเข้าไปในฐานทัพลับ กินโอสถเผยหยวนหนึ่งเม็ด แล้วลงมือบำเพ็ญเพียรตามวิธีในเคล็ดวิชาชิงหยวนเป็นเวลาสองชั่วยาม พอครบกำหนดฤทธิ์ยาหมดลงเขาก็จะหยุดพัก แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการศึกษาคัมภีร์มรรคาค่ายกลห้าธาตุและคู่มือพื้นฐานการหลอมโอสถ

วันเวลาผันผ่าน ตบะของเขาก็ค่อยๆ ยกระดับขึ้นทีละน้อย

ขั้นสัมผัสปราณระดับหนึ่ง ขั้นสัมผัสปราณระดับหนึ่งช่วงกลาง ขั้นสัมผัสปราณระดับหนึ่งช่วงปลาย

สิบวันต่อมา เขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นสัมผัสปราณระดับสองได้สำเร็จ

พลังปราณในจุดตันเถียนแปรสภาพจากกลุ่มก้อนขนาดเล็กกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดย่อม การไหลเวียนของปราณในเส้นลมปราณก็ราบรื่นยิ่งขึ้น เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าสภาพร่างกายกำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น พละกำลังเพิ่มพูน วิ่งแล้วไม่เหนื่อยหอบง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน แม้กระทั่งสายตาก็มองเห็นได้แจ่มชัดขึ้นมาก

ทว่าเขารู้ดีว่าความก้าวหน้าเพียงแค่นี้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมันไม่นับเป็นอะไรเลย

ขั้นสัมผัสปราณมีทั้งหมดเก้าระดับ ตอนนี้เขาเพิ่งจะอยู่แค่ระดับสอง เหนือขึ้นไปยังมีขั้นควบแน่นปราณ ขั้นผสานปราณ ขั้นก่อทารกวิญญาณ ขั้นแปลงเทพ หนทางยังอีกยาวไกลนัก

เขาจะใจร้อนไม่ได้และจะวู่วามไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ก้าวเดินให้มั่นคง

อีกสิบวันให้หลัง เขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นสัมผัสปราณระดับสาม

ความรู้สึกตอนทะลวงขีดจำกัดครั้งนี้รุนแรงกว่าสองครั้งแรกมาก พลังปราณเดือดพล่านอยู่ในร่างกายราวกับเกลียวคลื่นที่ซัดสาดเข้ากระแทกกำแพงเส้นลมปราณระลอกแล้วระลอกเล่า เขากัดฟันแน่น ชักนำพลังปราณตามวิถีของเคล็ดวิชาชิงหยวนเพื่อขยายขนาดเส้นลมปราณให้กว้างขึ้นทีละนิด

เมื่อทะลวงผ่านไปได้ เขาก็รู้สึกว่าจุดตันเถียนขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัวและสามารถรองรับพลังปราณได้มากขึ้นตามไปด้วย

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาเริ่มสัมผัสถึงพลังปราณห้าธาตุในร่างกายได้อย่างแจ่มชัดแล้ว

ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน พลังปราณทั้งห้าธาตุต่างก็ยึดครองพื้นที่ในจุดตันเถียนของตนเองและมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เป็นไปตามที่เคล็ดวิชาชิงหยวนระบุไว้ว่าห้าธาตุก่อกำเนิด ไม้กำเนิดไฟ ไฟกำเนิดดิน ดินกำเนิดทอง ทองกำเนิดน้ำ น้ำกำเนิดไม้ พลังปราณทั้งห้าสายนี้ก่อตัวเป็นวัฏจักรที่สมบูรณ์แบบอยู่ภายในร่างกาย คอยหล่อเลี้ยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ความรู้สึกนี้มันช่างน่าอัศจรรย์นัก คล้ายกับว่ามีโลกใบเล็กๆ ถือกำเนิดขึ้นภายในร่างกาย มีกฎเกณฑ์และวิถีการขับเคลื่อนเป็นของตัวเอง

หยางอี้เฉินหลับตาลง ดื่มด่ำกับความรู้สึกนั้นอยู่นานจนไม่อยากจะลืมตาตื่น

หนึ่งเดือนผ่านไป ตบะของเขาก็ตั้งมั่นอยู่ในขั้นสัมผัสปราณระดับสามอย่างมั่นคง

หากมองจากภายนอก เขาก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งที่เงียบขรึมและโอนอ่อนผ่อนตามผู้อื่นเสมอ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้ว่า ภายในร่างกายนี้มีตบะขั้นสัมผัสปราณระดับสามซุกซ่อนอยู่ มีคัมภีร์สืบทอดมรรคาค่ายกลฉบับสมบูรณ์ มีคัมภีร์วิชาพื้นฐานและคู่มือการหลอมโอสถ

เขาไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว

คืนนี้เขาก็มาบำเพ็ญเพียรในฐานทัพลับตามปกติ เมื่อผ่านไปสองชั่วยามจนฤทธิ์ยาหมดลง เขาก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา

พลังปราณในร่างเต็มเปี่ยมกว่าเมื่อก่อนมาก การโคจรก็ไหลลื่นไร้สิ่งติดขัด เขาสัมผัสได้ว่าเส้นลมปราณกำลังถูกขยายให้กว้างขึ้นทีละน้อย จุดตันเถียนก็กำลังขยายใหญ่ขึ้นทีละนิด

หากรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ได้ อีกหนึ่งเดือนเขาก็จะทะลวงเข้าสู่ขั้นสัมผัสปราณระดับสี่

ทว่าความเร็วระดับนี้มันก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี

เขาลองคำนวณดู การจะเลื่อนจากระดับสามไปสู่ระดับสี่ต้องใช้พลังปราณเทียบเท่ากับสามระดับแรกรวมกัน นั่นหมายความว่าเขาต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อยสองเดือน และต้องใช้โอสถเผยหยวนถึงหกสิบเม็ด

โอสถเผยหยวนหกสิบเม็ดก็คือโอสถเสียหกสิบเม็ด

ตอนนี้เขามีสต็อกโอสถเสียเหลืออยู่สิบกว่าเม็ด เมื่อรวมกับที่เก็บได้ประปรายวันละเม็ดสองเม็ดก็พอจะถูไถไปได้ แต่หากต้องทะลวงขึ้นสู่ระดับห้า ระดับหก ปริมาณโอสถที่ต้องใช้ก็จะยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เขาต้องหาแหล่งรวบรวมโอสถเสียให้มากกว่านี้

หรือไม่ วิธีที่ดีกว่านั้นก็คือ การหลอมโอสถด้วยตัวเอง

เขานึกถึงคู่มือพื้นฐานการหลอมโอสถและสูตรยาที่บันทึกอยู่ในป้ายหยกของโจวหยวน หากเขาสามารถเรียนรู้วิธีการหลอมโอสถได้ เขาก็จะสามารถเปลี่ยนสมุนไพรวิญญาณให้กลายเป็นเม็ดยาได้ เป็นการแก้ปัญหาเรื่องโอสถขาดแคลนตั้งแต่ต้นลม

แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ เขาไม่มีสมุนไพร ไม่มีเตาหลอม ซ้ำยังไร้ซึ่งประสบการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

เรื่องนี้คงต้องค่อยๆ คิดวางแผนกันยาวๆ เสียแล้ว

หยางอี้เฉินดึงสติกลับมา เขาล้วงเอาคัมภีร์มรรคาค่ายกลห้าธาตุออกมาจากอกเสื้อแล้วเปิดดูหน้าแรก

"มรรคาค่ายกลคือการใช้พลังปราณชักนำพลังแห่งฟ้าดินมาจัดตั้งค่ายกลเพื่อกักขังและสังหารศัตรูอย่างไร้ร่องรอย มรรคาค่ายกลห้าธาตุคือการใช้พลังแห่งห้าธาตุเป็นรากฐาน ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ก่อกำเนิดและข่มกัน พลิกแพลงได้ไร้ที่สิ้นสุด"

เขาอ่านทบทวนไปทีละตัวอักษร พอเจอจุดที่ไม่เข้าใจก็จะหยุดคิดพิจารณาซ้ำๆ สมุดบันทึกของจ้าวเถี่ยซานเขียนอธิบายไว้อย่างละเอียดลออ เริ่มตั้งแต่ทฤษฎีพื้นฐานของค่ายกลแล้วค่อยๆ เจาะลึกลงไปทีละขั้น ต่อให้เป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องค่ายกลเลยแม้แต่น้อยอย่างหยางอี้เฉินก็ยังสามารถทำความเข้าใจได้ถึงเจ็ดแปดส่วน

เมื่ออ่านจบไปหนึ่งรอบ เขาก็พอจะมองเห็นภาพรวมของค่ายกลแล้ว

ค่ายกลพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการใช้พลังปราณวาดลวดลายเฉพาะลงบนพื้นที่ว่างเปล่า เพื่อชักนำพลังแห่งฟ้าดินให้ก่อเกิดผลลัพธ์บางอย่าง ค่ายกลที่ง่ายที่สุดอย่างค่ายกลหมอกลวงตาก็คือการใช้พลังปราณสร้างม่านหมอกขึ้นมาในอากาศเพื่อบดบังวิสัยทัศน์ ส่วนค่ายกลกักขังศัตรูที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยก็คือการใช้พลังปราณวาดวงกลมลงบนพื้นเพื่อขังศัตรูไว้ด้านใน

การจัดค่ายกลต้องอาศัยสิ่งของสามอย่าง พลังปราณ รูปแบบค่ายกล และรากฐานค่ายกล

พลังปราณคือแหล่งพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน รูปแบบค่ายกลคือโครงสร้าง และรากฐานค่ายกลคือภาชนะรองรับ ค่ายกลง่ายๆ อาจใช้แค่ศิลาวิญญาณเป็นรากฐาน ทว่าค่ายกลที่ซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ธงค่ายกลและค่ายกลกระดานโดยเฉพาะ

สิ่งที่หยางอี้เฉินขาดแคลนที่สุดในตอนนี้ก็คือวัสดุสำหรับทำรากฐานค่ายกล ศิลาวิญญาณ ธงค่ายกล ค่ายกลกระดาน เขาไม่มีของพวกนี้เลยสักอย่างเดียว

แต่เขาไม่รีบร้อน เรื่องค่ายกลเอาไว้ทีหลังได้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบยกระดับตบะให้สูงขึ้นเสียก่อน

เขาเก็บสมุดบันทึกเข้าที่ หยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามตัว

ตอนที่เดินออกมาจากฐานทัพลับ เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าตามความเคยชิน พระจันทร์คืนนี้กลมโตและสว่างไสว แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบหลุมเหมืองจนเศษหินสีเทาพวกนั้นดูสว่างวาบราวกับเศษเงิน

เขายืนตากแสงจันทร์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่เพิงพัก

ภายในเพิงพัก คนงานเหมืองคนอื่นๆ หลับสนิทไปนานแล้ว เสียงกรนดังระงมไปทั่ว หยางอี้เฉินย่องฝีเท้าแผ่วเบากลับไปทิ้งตัวลงนอนบนกองหญ้าแห้งแล้วหลับตาลง

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ

ไม่มีใครล่วงรู้ความลับของเขา ไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขา เขายังคงเป็นแค่ศิษย์ส่ายงานต้อยต่ำ เป็นขยะรากปราณห้าธาตุ เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ถูกทุกคนมองข้าม ทว่ามีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า ตนเองไม่ใช่หยางอี้เฉินคนเดิมเมื่อหนึ่งเดือนก่อนอีกต่อไปแล้ว

ภายในร่างกายของเขามีตบะขั้นสัมผัสปราณระดับสาม มีเคล็ดวิชาชิงหยวน มีคัมภีร์สืบทอดมรรคาค่ายกลห้าธาตุ มีสต็อกโอสถเผยหยวนสิบกว่าเม็ด และมีศิลาไขกระดูกลึกลับที่สามารถชุบชีวิตโอสถเสียได้

ของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาค่อยๆ ขุดค้นขึ้นมาจากอุโมงค์เหมือง เป็นสิ่งที่เขาแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและหยดเลือด

ไม่มีใครรู้เลยว่าในส่วนลึกของเหมืองแร่ที่ถูกลืมเลือนแห่งนี้ เด็กหนุ่มที่ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะกำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบเชียบ

เปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ฝังรากลึกและผลิยอดอ่อนอย่างเงียบงันอยู่ใต้ผืนดินอันมืดมิด

หยางอี้เฉินหลับตาลง มุมปากยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

พรุ่งนี้ก็ต้องไปขุดแร่ต่อ

พรุ่งนี้ก็ต้องบำเพ็ญเพียรต่อ

พรุ่งนี้ก็ต้องไปหาโอสถเสียต่อ

ก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคงและหนักแน่น

เขาเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง เขาจะต้องเดินออกไปจากเหมืองแร่แห่งนี้ให้จงได้ เดินไปให้ถึงสำนักลั่วเสีย เดินไปให้ถึงดินแดนรกร้างตะวันออก เดินไปให้ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

เดินไปให้ถึงจุดที่ไม่มีใครกล้าเรียกเขาว่าขยะได้อีกต่อไป

แสงจันทร์สาดส่องลอดรอยแยกของเพิงพักลงมาอาบไล้ใบหน้า ใบหน้าของเด็กหนุ่มดูสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยว มุมปากยังคงประดับรอยยิ้มจางๆ

ภายในห้วงความฝัน เขามองเห็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปแสนไกล

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 8 - ก้าวแรกสู่ขั้นสัมผัสปราณ

คัดลอกลิงก์แล้ว