- หน้าแรก
- มหาสงครามพ่อมดสายเลือดมังกรข้ามพิภพ
- บทที่ 33 การวางแผน
บทที่ 33 การวางแผน
บทที่ 33 การวางแผน
บทที่ 33 การวางแผน
หลังจากลงนามในพันธสัญญาเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างก็ลอบระบายลมหายใจออกมา แววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังต่อกันเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย ด้วยสมบัติที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ ย่อมยากจะรับประกันได้ว่าใครจะยอมเสี่ยงลงมือชิงดีชิงเด่นหรือไม่
นับว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีใครวู่วาม และเลือกที่จะตกลงกันผ่านพันธสัญญาแทน
"เอาละ เมื่อสัญญาถูกจัดตั้งขึ้น การดำเนินการหลังจากนี้ย่อมได้รับการคุ้มครอง เรามาคุยกันต่อเถอะว่าจะเก็บน้ำผึ้งอย่างไรดี พวกผึ้งกระหายเลือดพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรเข้าไปตอแยด้วยนัก" อาเธอร์เก็บไม้เท้าที่ชักออกมาเมื่อครู่เข้าที่พลางเอ่ยด้วยท่าทีผ่อนคลาย
อัลเลนลอบส่ายหน้าอยู่ในใจขณะเฝ้ามองเหตุการณ์ เขาเห็นชัดว่าอาเธอร์เตรียมพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ แต่เขาก็ไม่ได้กังวลใจนัก ด้วยระยะประชิดเช่นนี้ อีกฝ่ายย่อมไม่มีเวลาร่ายอาคมได้ทัน อัลเลนมั่นใจว่าเขาสามารถจัดการอาเธอร์ได้ ทว่าคนที่เหลือหากรวมพลังกันย่อมเป็นงานยาก
คนที่ต้องซวยแน่ๆ ย่อมเป็นตัวเขาเอง ดังนั้นหากเลี่ยงการปะทะได้ก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นต้องสู้ เขาก็ต้องชิงลงมือก่อน แม้ว่าผู้วิเศษขาวจะดูดีกว่าผู้วิเศษดำมากเพียงใด แต่มันก็ยังมีคำนิยามว่า "พวกหน้าไหว้หลังหลอก" อยู่
นั่นคือสมญานามที่พวกผู้วิเศษดำจอมโหดเหี้ยมเป็นคนบัญญัติให้
"ชิป! รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของผึ้งกระหายเลือด"
"ติ๊ด! เริ่มต้นภารกิจ กำลังสืบค้น โปรดรอสักครู่..."
"ติ๊ด! การสืบค้นเสร็จสิ้น เริ่มต้นการส่งถ่ายข้อมูล..."
อัลเลนตรวจสอบข้อมูลที่ชิปส่งเข้ามาในสมองก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"มีหลายวิธีในการรับมือกับผึ้งกระหายเลือด หากตัดวิธีที่มีอัตราความสำเร็จต่ำหรือต้องใช้พละกำลังมหาศาลออกไป ข้าก็ได้พบวิธีที่เหมาะสมแล้ว"
"วิธีใดรึ? ลองบอกพวกเรามาสิ" ลิลิธเร่งเร้า
"ผึ้งกระหายเลือดกลัวความเย็นและควันไฟ เช่นเดียวกับผึ้งทั่วไป เพียงแต่อำนาจการทนทานของพวกมันมีมากกว่าหลายเท่า แม้ว่าตอนนี้พวกเราจะสามารถร่ายอาคมขั้นต่ำอย่าง ลมหายใจเยือกแข็ง ได้ แต่วงกว้างของอาคมนี้มีจำกัด มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแช่แข็งพวกมันได้ทั้งหมด"
"ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องพิจารณาการใช้ควัน แต่ควันไฟธรรมดามีผลกับพวกมันน้อยมาก"
"ข้าจำได้ว่าในแผนที่ระบุว่ามีฝูงหมาป่าอสูรดำอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ใช่หรือไม่" อัลเลนหันไปถามอาเธอร์
"ใช่ มีฝูงหมาป่าอสูรดำอยู่ที่นั่น แม้ประชากรจะไม่ได้มากมายนัก ทำไมรึ? เจ้าจะใช้พวกมันเป็นเหยื่อล่ออย่างนั้นหรือ? พวกเราไม่สามารถควบคุมหมาป่าจำนวนมากขนาดนั้นได้หรอกนะ" อาเธอร์ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ
"มีถึงหนึ่งร้อยตัวหรือไม่" อัลเลนไม่ตอบ แต่ถามต่อ
"ไม่ ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยลาดตระเวนเมื่อเดือนก่อนระบุว่ามีเพียงหกสิบตัว" อาเธอร์ตอบตรงๆ
"หกสิบตัว... ก็น่าจะเพียงพอ" อัลเลนพึมพำกับตนเอง
"เจ้าต้องการให้พวกเราทำสิ่งใด อัลเลน อย่ามัวแต่ดึงเช็งอยู่เลย รีบบอกมาเถอะ" รูธอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
"ตกลง ข้าจะแจกแจงแผนการให้ฟัง ลองพิจารณาดู หากพวกเจ้าเห็นพ้อง เราจะเริ่มดำเนินการทันที แต่ถ้ามีจุดใดติดขัด เราจะได้หารือกันต่อ" อัลเลนกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง
"มูลของหมาป่าอสูรดำมีกลิ่นที่ฉุนกึก พวกมันมักจะใช้มูลเหล่านี้ในการประกาศอาณาเขต เมื่อมูลนี้ถูกเผาไหม้ มันจะส่งก๊าซที่มีฤทธิ์ระคายเคืองอย่างรุนแรงออกมา ควันชนิดนี้หากผสมกับผงพิษจากดอกลำโพงอสูร ก็เพียงพอที่จะขับไล่ฝูงผึ้งกระหายเลือดไปได้"
"มูลหมาป่าอสูรดำเนี่ยนะ? น่าขยะแขยงชะมัด"
"แค่คิดข้าก็ขนลุกแล้ว สิ่งนั้นมันน่ารังเกียจเกินไป..." สองสาวกระซิบกระซาบบ่นกันพึมพำ แต่ก็ไม่ได้คัดค้านประการใด
เมื่อเทียบกับน้ำผึ้งเลอค่าของผึ้งกระหายเลือด เรื่องพวกนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
"ในเมื่อทุกคนไม่มีข้อคัดค้าน เรามาแบ่งงานกัน ลิลิธ เจ้ามีความรู้ลึกซึ้งเรื่องพืชอสูร หน้าที่เก็บรวบรวมดอกลำโพงอสูรจึงเป็นของเจ้า มีปัญหาอะไรไหม" อัลเลนมองไปรอบๆ แล้วกล่าว
"ไม่มีปัญหา ข้าจะเก็บมาให้เพียงพอแน่นอน" ลิลิธพยักหน้ารับคำ
"เกรย์ เจ้าไปเฝ้าดูสถานการณ์ของพวกผึ้งกระหายเลือดไว้ อย่าให้ใครมาชิงตัดหน้าเก็บน้ำผึ้งไปในช่วงที่เราไม่อยู่"
"ตกลง ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร" เกรย์พยักหน้า อาคมเนตรสำรวจของเขานั้นสะดวกมากสำหรับงานประเภทนี้
"ส่วนพวกเราสามคนจะไปเก็บมูลหมาป่าอสูรดำ พยายามรวบรวมวัตถุดิบให้ครบภายในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้เราจะเริ่มสกัดน้ำผึ้งกันเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมา" อัลเลนหันไปบอกคนอีกสองคนที่เหลือ
"ตกลง เริ่มกันเดี๋ยวนี้เลย" อาเธอร์และรูธพยักหน้าเห็นด้วย
"แยกย้ายได้ มาเจอกันที่จุดพักแรมนี้ก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน ทุกคนระวังตัวด้วย" อัลเลนชี้ตำแหน่งบนแผนที่ เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้ารับทราบ ต่างคนต่างก็แยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจของตน
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นหุบเขาขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีภูมิอากาศดี ฝูงหมาป่าอสูรดำใช้ที่นี่เป็นแหล่งขยายพันธุ์ หมาป่าอสูรดำเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำที่มีพละกำลังเทียบเท่าศิษย์อัศวินระดับกลาง พวกมันอยู่กันเป็นฝูง และจ่าฝูงหมาป่ามีความแข็งแกร่งถึงระดับอัศวิน
หมาป่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่รังแกผู้อ่อนแอและขามเกรงผู้แข็งแกร่ง พวกมันจะไม่โจมตีมนุษย์โดยง่ายเพราะบทเรียนนับพันปีได้ถูกจารึกไว้ในสายเลือด ดังนั้นหากไม่ใช่หมาป่าอสูรดำที่กำลังหิวโหยจนคลุ้มคลั่ง น้อยนักที่พวกมันจะโจมตีหมู่บ้าน ทว่าหากใครอยู่ลำพังกลางป่าและถูกล้อมโดยพวกมัน พวกมันย่อมไม่ปฏิเสธมื้ออาหารพิเศษนี้แน่นอน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้วิเศษ แม้จะเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัด หมาป่าอสูรดำเหล่านี้ก็ไม่มีความสลักสำคัญอันใดเลย
ทั้งสามมาถึงหุบเขาหมาป่า พื้นที่ที่นี่ถูกขนาบด้วยภูเขาสามด้าน ทำให้ในฤดูหนาวไม่หนาวจัดและมีอุณหภูมิคงที่ตลอดทั้งปี จึงไม่แปลกที่หมาป่าอสูรดำจะเลือกที่นี่ขยายพันธุ์
หญ้ารอบๆ ส่งกลิ่นฉุนรุนแรง อัลเลนหยิบหน้ากากออกมาแจกจ่ายให้เพื่อนอีกสองคน หลังจากสวมใส่เรียบร้อย ทั้งสามก็เริ่มลงมือร่ายอาคมหัตถ์ผู้วิเศษเพื่อรวบรวมมูลหมาป่าอสูรดำรอบบริเวณ ไม่มีใครอยากใช้ถุงมิติบรรจุสิ่งของพวานี้ พวกเขาจึงจำต้องตัดต้นไม้สองสามต้นมาทำเป็นเกวียนลากอย่างง่าย
จากนั้นก็บังคับหัตถ์ผู้วิเศษกวาดเอามูลหมาป่ามากองไว้บนเกวียน อาเธอร์ใช้อาคมพันธนาการจับหมาป่าอสูรดำมาได้สองสามตัว เมื่อพวกมันเห็นท่าไม่ดีและจดจำกลิ่นอายของผู้วิเศษได้ หมาป่าตัวอื่นๆ ต่างก็ทิ้งรังและวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ดูท่าว่าผู้วิเศษจะเคยสร้างบาดแผลทางใจที่ลึกซึ้งไว้ให้พวกมันไม่น้อย
หมาป่าชนิดนี้มีความยาวประมาณ 2.3 เมตร และสูง 1.2 เมตร ร่างกายดูกำยำล่ำสัน พวกเขาใช้เชือกผูกติดกับตัวหมาป่าและต่อเข้ากับเกวียน จนกลายเป็นรถลากสุนัขสามคัน
เกวียนแต่ละคันมีหมาป่าอสูรดำสองตัวลากจูง หลังจากทำงานกันอยู่นาน ในที่สุดพวกเขาก็รวบรวมมูลหมาป่าได้เพียงพอ จึงร่ายอาคมขับเคลื่อนเกวียนหมาป่ามุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ การเดินทางราบรื่นไร้อุปสรรค และมาถึงที่หมายก่อนฟ้ามืด
แสงสุดท้ายของดวงตะวันสาดทับป่าดำ ไม่ไกลจากชายป่ามีกระท่อมหลังเล็กตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเนินเขา
เมื่อมาถึง หมาป่าอสูรดำที่เหนื่อยหอบราวกับสุนัขก็ได้รับการปลดพันธนาการ พวกมันยืนขาสั่นพั่บๆ เกวียนที่ทำขึ้นอย่างลวกๆ นั้นไม่มีล้อ แต่ใช้ลักษณะเป็นเลื่อนลากแทน
ถัดมาพวกเขาได้ถางพื้นที่โล่งและใช้ข่ายอาคมอักขระอย่างง่ายล้อมรอบเกวียนและพวกหมาป่าไว้ ทั้งสามเตรียมตัวชำระล้างร่างกายก่อนพักผ่อน แม้จะไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้นโดยตรง แต่กลิ่นสาบก็ยังคงติดตัวอยู่
ธาตุน้ำถูกควบแน่นจนกลายเป็นน้ำบริสุทธิ์ จากนั้นจึงใช้ธาตุไฟห่อหุ้มเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ พวกเขาควบคุมมวลน้ำให้โอบล้อมทั่วร่างกาย กระแสน้ำเคลื่อนไหวชำระล้างพื้นผิวโดยอัตโนมัติ การทำความสะอาดจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสลัดมวลน้ำทิ้งก็ใช้ธาตุไฟเป่าเสื้อผ้าให้แห้งสนิท เป็นอันเสร็จสิ้น หากใครต้องการเพิ่มกลิ่นหอมของกลีบดอกไม้ก็เพียงแค่โยนใส่ลงไปในมวลน้ำ สะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย
ไม่นานนัก อีกสองคนที่เหลือก็กลับมาถึงจุดพักแรมท่ามกลางท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด เตาไฟในกระท่อมไม้หลังเล็กถูกจุดขึ้นอีกครั้งเพื่อต้อนรับค่ำคืนที่กำลังมาถึง