เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 ดีดลูกคิดรางแก้วได้เสียงดังฟังชัดยิ่ง

บทที่ 76 ดีดลูกคิดรางแก้วได้เสียงดังฟังชัดยิ่ง

บทที่ 76 ดีดลูกคิดรางแก้วได้เสียงดังฟังชัดยิ่ง


บทที่ 76 ดีดลูกคิดรางแก้วได้เสียงดังฟังชัดยิ่ง

ตระกูลฉิน บ้านบรรพบุรุษ

"ฉินอู๋ซวงกลับมาแล้ว!"

"ในที่สุดยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลฉินของพวกเราก็กลับมาจนได้!"

"ยอดเยี่ยมไปเลย! รีบไปแจ้งท่านผู้นำตระกูลเฒ่าเร็วเข้า!"

เมื่อเห็นฉินอู๋ซวงปรากฏตัว ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็ฮือฮา ตื่นเต้นดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้

ทว่าด้วยบทเรียนจากฉากอันน่ากระอักกระอ่วนเมื่อช่วงเช้า แม้พวกเขาจะตื่นเต้นเพียงใด ทว่าก็มิกล้าส่งเสียงเอะอะโวยวาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวิ่งป่าวประกาศบอกกล่าวกัน

"ต่อให้เส้นทางเซียนของเจ้าจะยาวไกลเพียงใด สายเลือดแห่งตระกูลก็เป็นความผูกพันที่มิอาจตัดขาดได้อยู่ดี!"

ฉินเย่าจู่ลูบเครา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี

แม้ว่าเมื่อช่วงเช้าฉินอู๋ซวงจะไม่ไว้หน้าเขา ทำให้เขารู้สึกขัดใจและแอบอับอายขายหน้า ทว่าเขาก็จะไม่แสดงออกมา

แตกต่างจากการปฏิบัติอย่างสิ้นเชิงกับสวะอย่างฉินอู๋เหวย ต่อให้ฉินอู๋ซวงจะทำผิดพลาด เขาก็จะอดกลั้นและผ่อนปรนให้

ฉินเย่าจู่ตระหนักดีว่า ภายภาคหน้าตระกูลฉินจะเชิดหน้าชูตาได้หรือไม่ ล้วนต้องพึ่งพาฉินอู๋ซวงแต่เพียงผู้เดียว

ขอเพียงจับตัวฉินอู๋ซวงไว้ให้แน่น เกาะติดสำนักว่านเฉาไว้ให้มั่น ตระกูลฉินของพวกเขาจะต้องสามารถก้าวกระโดดขึ้นเป็นตระกูลผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งของเมืองเฉียนหลงได้อย่างแน่นอน

ถึงเวลานั้น หน้าตาที่สูญเสียไปย่อมได้กลับคืนมาเอง

"อู๋ซวง ประเดี๋ยวเราจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษก่อน จากนั้นก็เป็นงานเลี้ยงภายในตระกูล ล้วนเป็นญาติสนิทมิตรสหายที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้า มีหลายคนที่เติบโตมาพร้อมกับเจ้าด้วยซ้ำ"

"ห่างหายกันไปสิบปี ทุกคนต่างก็ห่วงหาและคิดถึงเจ้ามาก"

ฉินเย่าจู่ก้าวเข้าไปต้อนรับ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอันเมตตาอารี

เป็นดั่งที่เขากล่าว สายสัมพันธ์ฉันทญาติมิตรคือความผูกพันที่ตัดขาดได้ยากยิ่งที่สุด

เมื่อพิจารณาว่าฉินอู๋ซวงเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ ยังเยาว์วัยนัก ซ้ำยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ ย่อมถูกหลอกล่อได้ง่าย

ดวงตาของฉินเย่าจู่ทอประกายความเจ้าเล่ห์ ขอเพียงรั้งตัวฉินอู๋ซวงไว้ได้ก่อน เขามั่นใจว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อม และทำให้เขายอมทำงานเพื่อตระกูลได้สำเร็จ

ส่วนฉินอู๋เหวยนั่น ก็แค่อาศัยว่าตอนเด็กๆ เคยเป็นเพื่อนเล่นกัน จึงดูสนิทสนมกันอยู่บ้าง

แต่หากนำไปเทียบกับบิดามารดาแท้ๆ ของฉินอู๋ซวง รวมไปถึงตระกูลฉินอันยิ่งใหญ่ทั้งตระกูลแล้ว ฉินอู๋เหวยจะนับเป็นตัวอันใดได้?!

ในขณะที่ฉินเย่าจู่กำลังคิดเช่นนั้นอยู่นั้น เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้ยินฉินอู๋ซวงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เซ่นไหว้บรรพบุรุษน่ะได้ แต่งานเลี้ยงในตระกูลคงต้องขอตัว ประเดี๋ยวข้ายังต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนเจ้าเมืองอีก"

เมื่อกล่าวจบ โดยไม่รอให้ฉินเย่าจู่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ฉินอู๋ซวงก็เดินจากไปในทันที

"ท่านผู้นำตระกูล ฉินอู๋ซวงคงไม่ทำเหมือนฉินอู๋เหวย แล้วตีจากตระกูลฉินของเราไปหรอกนะ?!"

ผู้อาวุโสในตระกูลผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างมีสีหน้าเคร่งเครียด เต็มไปด้วยความวิตกกังวล

"ผายลม!"

"ฉินอู๋เหวยมันก็แค่สวะ จะนำมาเปรียบเทียบกับฉินอู๋ซวงได้อย่างไร?"

"ต่อให้ตอนนี้จะถูกฉินอู๋เหวยล่อลวงไปชั่วครู่แล้วจะทำไม? อีกร้อยปีให้หลัง สวะอย่างฉินอู๋เหวยก็กลายเป็นผุยผงไปนานแล้ว ทว่าตระกูลฉินของพวกเรายังคงหยัดยืนอยู่"

"สักวันหนึ่ง ฉินอู๋ซวงจะเข้าใจเองว่าตระกูลต่างหากคือที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา!"

ฉินเย่าจู่เดือดดาลจนแทบคลั่ง สบถด่าทอออกมาอย่างหยาบคาย ไม่หลงเหลือเค้าความเมตตาอารีดังเช่นเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

เขายังไม่เชื่อหรอกว่า ตระกูลฉินอันยิ่งใหญ่จะสู้สวะเพียงคนเดียวไม่ได้?

เมื่อคำนึงถึงว่าอายุขัยของฉินอู๋เหวยนั้นก็มิได้ต่างอันใดกับชาวบ้านธรรมดาสามัญ ตระกูลฉินของพวกเขาเรียกได้ว่ายืนหยัดอยู่ในจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้เลยทีเดียว

ปล่อยผ่านฉินเย่าจู่ที่กำลังเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟไป ฉินอู๋ซวงได้เดินมาถึงเรือนหลังน้อยของตนเองแล้ว

"อู๋ซวง เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่? ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไม่ไว้หน้าท่านผู้นำตระกูลเฒ่าเลยหรือ?!"

"ท่านผู้นำตระกูลคอยดูแลช่วยเหลือสายเลือดของเรามาไม่น้อย เกิดเป็นคนต้องรู้จักทดแทนคุณ"

"ฟังคำของท่านพ่อเถอะ ตัดขาดความสัมพันธ์กับฉินอู๋เหวยผู้นั้นเสีย อย่าได้ไปคบค้าสมาคมอันใดด้วยอีก อย่างไรเสียฉินอู๋เหวยผู้นั้นก็ออกจากตระกูลฉินของเราไปแล้ว"

ฉินหมิงเช่อ ผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของฉินอู๋ซวง เอ่ยปากตำหนิด้วยน้ำเสียงขึงขัง

"ใช่แล้ว อู๋ซวง ฟังคำของท่านพ่อเจ้าเถอะ สายเลือดของเราแตกต่างจากสายเลือดของฉินอู๋เหวย อย่าได้ผิดใจกับท่านผู้นำตระกูลจนทำให้คนในตระกูลต้องผิดหวังเลย"

สตรีวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้างก็ช่วยกล่าวสมทบ

"ท่านพ่อท่านแม่ ข้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีความคิดเป็นของตนเอง"

"ข้ารู้ว่าพวกท่านมีอคติต่อฉินอู๋เหวย แต่หากพูดกันตามความเป็นจริง สายเลือดของพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด และไม่ได้ทำเรื่องอันใดให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียเลย ในทางกลับกัน การกระทำของท่านผู้นำตระกูลต่างหากที่น่ารังเกียจ"

"ส่วนเรื่องการดูแลช่วยเหลือของท่านผู้นำตระกูล พูดกันตามตรง ก็เป็นเพียงแค่เห็นแก่พรสวรรค์ในการฝึกตนของข้า หวังจะกอบโกยผลประโยชน์กลับคืนจากตัวข้าให้มากยิ่งขึ้นก็เท่านั้น"

"ท่านพ่อท่านแม่ ข้ารู้ว่าพวกท่านไม่อาจตัดขาดจากตระกูลได้ แต่พวกท่านคงไม่อยากเห็นบุตรชายของตนถูกฉินเย่าจู่ใช้ศีลธรรมมาตีกรอบ จนเสียการฝึกตน และต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งวุ่นเพื่อตระกูลฉินกระมัง?!"

ฉินอู๋ซวงฝืนยิ้มส่ายหน้า อธิบายอย่างใจเย็น ท่าทีเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

เมื่อพูดถึงช่วงท้าย ยิ่งเรียกขานชื่อของท่านผู้นำตระกูลออกมาตรงๆ โดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย

บัดนี้ตัวเขากับนายท่านถือเป็นผู้ที่ผลประโยชน์ร่วมกัน ศัตรูของนายท่านก็คือศัตรูของเขา

ฉินเย่าจู่ขับไล่สายเลือดของฉินอู๋เหวยออกจากตระกูล ในฐานะร่างแยก แม้จะไม่มีคำสั่งจากนายท่าน เขาก็จะขอตัดขาดกับฉินเย่าจู่อย่างเด็ดขาดเช่นกัน

หากมิใช่เพราะคำนึงถึงความรู้สึกของบิดามารดาแท้ๆ ฉินอู๋ซวงถึงขั้นอยากจะเอาอย่างนายท่าน ขอตัดขาดกับตระกูลฉินไปเลยด้วยซ้ำ

"อู๋ซวง ท่านผู้นำตระกูลเคยกล่าวไว้ เพื่อจะบ่มเพาะเจ้า ตระกูลได้ทุ่มเททรัพยากรการฝึกตนไปมากมายก่ายกอง"

ฉินหมิงเช่อมีสีหน้าลังเลใจ เลิกกล่าวตำหนิ น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงมาก

แม้ว่าเขาจะเอนเอียงไปทางฝั่งตระกูล แต่ฉินอู๋ซวงก็คือบุตรชายแท้ๆ ของเขา

และคนเราย่อมมีความเห็นแก่ตัว เขาย่อมต้องใคร่ครวญเพื่อบุตรชายของตนเองให้มากขึ้นสักหน่อย

"ทั้งหมดรวมแล้วสามสิบก้อนหินวิญญาณขั้นสูง"

"ท่านพ่อ ประเดี๋ยวรบกวนท่านนำหินวิญญาณเหล่านี้ไปมอบให้ฉินเย่าจู่ที"

"เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ติดค้างอันใดตระกูลอีกแล้ว"

ฉินอู๋ซวงหยิบหินวิญญาณขั้นสูงสามสิบก้อนออกมาจากถุงเก็บสมบัติ วางเรียงลงบนโต๊ะ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภายในใจของฉินอู๋ซวงก็อดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชม

ยังคงเป็นนายท่านที่มีสายตายาวไกล ในตอนที่เขาออกจากจวน ก็ได้มอบหินวิญญาณขั้นสูงให้เขาร้อยก้อนรวด

มิเช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่สามารถนำหินวิญญาณออกมาได้มากเพียงนี้เป็นแน่ เพราะการแข่งขันที่สำนักว่านเฉานั้นดุเดือดนัก ทรัพยากรการฝึกตนที่มีอยู่ในมือล้วนถูกเขานำไปใช้ฝึกตนจนหมด ในยามปกติไม่ได้เก็บสะสมไว้เลย

ทว่าเมื่อนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ มุมปากของฉินอู๋ซวงก็กระตุกเล็กน้อย

เพราะนายท่านกล่าวไว้ว่า เงินก้อนนี้ถือเป็นการยืม ไม่ได้ให้เปล่า

ซึ่งก็หมายความว่า หินวิญญาณขั้นสูงทั้งร้อยก้อนนี้ ภายภาคหน้าเขาจะต้องนำมาคืนทั้งหมด...

"เอาเถอะ อู๋ซวง ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ข้าก็ไม่อาจบังคับฝืนใจ"

"หวังว่าการตัดสินใจของเจ้าจะถูกต้องนะ!"

ฉินหมิงเช่อทอดถอนใจยาว ไม่กล่าวสิ่งใดให้มากความอีก

อันที่จริงแล้ว เขาค่อนข้างประหลาดใจนัก ตอนเด็กๆ บุตรชายของตนกับฉินอู๋เหวยผู้นั้นเป็นเพื่อนเล่นกันก็จริง แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้ ความผูกพันของคนทั้งสองกลับยังคงแน่นแฟ้น ช่างเหนือความคาดหมายของเขายิ่งนัก

เมื่อลองคิดดูให้ดี การกระทำของบุตรชายตนก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด ในทางกลับกัน การกระทำบางอย่างของท่านผู้นำตระกูลต่างหากที่มักถูกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้คนในตระกูลจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจมานานแล้ว

"ท่านพ่อ เช่นนั้นข้าไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษก่อน ประเดี๋ยวพวกเราค่อยไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนเจ้าเมืองด้วยกัน!"

เมื่อเห็นว่าบิดาของตนยอมอ่อนข้อลงในที่สุด ฉินอู๋ซวงก็เผยรอยยิ้มออกมา

ด้วยถูกควบคุมโดยเมล็ดพันธุ์เต๋า เขาจึงไม่อาจชี้แนะบิดามารดาได้ และยิ่งไม่อาจแพร่งพรายข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับนายท่านได้แม้แต่นิดเดียว

ทว่าเขาก็สามารถใช้วิธีการนี้ เพื่อให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกับสายเลือดของฉินอู๋เหวยให้มากขึ้น ถือเป็นการผูกมิตรไว้ก่อน

จุดสำคัญก็คือ ในฐานะร่างแยก เขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่า นายท่านหาใช่สวะไม่

ที่ถูกเรียกว่าสวะ ก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่แสร้งทำขึ้นมาเท่านั้น

จบบทที่ บทที่ 76 ดีดลูกคิดรางแก้วได้เสียงดังฟังชัดยิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว