- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 75 ชักธงรบข่มขวัญน่ะได้ แต่จะให้แบกธงรับหน้าย่อมขอปฏิเสธ
บทที่ 75 ชักธงรบข่มขวัญน่ะได้ แต่จะให้แบกธงรับหน้าย่อมขอปฏิเสธ
บทที่ 75 ชักธงรบข่มขวัญน่ะได้ แต่จะให้แบกธงรับหน้าย่อมขอปฏิเสธ
บทที่ 75 ชักธงรบข่มขวัญน่ะได้ แต่จะให้แบกธงรับหน้าย่อมขอปฏิเสธ
ฉินเย่าจู่ยืนเหม่อลอยไร้สติ มองดูฉินอู๋ซวงเดินจากไปพร้อมกับฉินอู๋เหวย
เดิมทีคิดว่าวันนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ตัวเขาและตระกูลฉินจะได้ยืดอกอย่างภาคภูมิ ทางฝั่งศาลบรรพชนของตระกูลก็ให้คนไปทำความสะอาดไว้ล่วงหน้าแล้ว และยังรวบรวมคนในตระกูลทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน เพื่อเตรียมจัดพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษอย่างยิ่งใหญ่
ใครจะคาดคิดว่า ฉินอู๋ซวงกลับมาก็จริง แต่ท่าทีอันเย็นชาเช่นนี้กลับเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง ทำเอาสับสนงงงวยไปหมด
"ฉินเย่าจู่ ดูเหมือนว่าฉินอู๋ซวงจะไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับตระกูลฉินของพวกเจ้ามากนักเลยนะ!"
"ต้องขอกล่าวเลยว่า ผู้นำตระกูลอย่างเจ้านี่ช่างล้มเหลวเสียจริง!"
"หากข้าเป็นเจ้าละก็ คงลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบไปนานแล้ว!"
หวังรุ่ยและคนอื่นๆ แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา พากันเอ่ยปากเยาะเย้ยถากถาง
เมื่อสิบปีก่อน เจ้าเฒ่าผู้นี้เล่นลูกไม้ปิดฟ้าข้ามทะเล หลอกลวงพวกเขาทุกคน
มาถึงวันนี้ ยิ่งขุดหลุมพรางขนาดใหญ่ไว้รอพวกเขาทั้งหมดอีก
นี่ขนาดฉินอู๋ซวงไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอันใดกับตระกูลฉินนักนะ มิเช่นนั้นแล้ว ด้วยความหวาดเกรงที่มีต่อสำนักว่านเฉา พวกเขาก็คงทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับไปเท่านั้น
"พวกเจ้าเลิกสุมไฟตรงนี้ได้แล้ว!"
"ไม่ว่าอย่างไร ฉินอู๋ซวงก็คือคนของตระกูลฉินข้า ภายในกายมีสายเลือดของตระกูลฉินไหลเวียนอยู่ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันสั่นคลอนได้!"
ฉินเย่าจู่ดึงสติกลับมาได้ ใบหน้าแดงก่ำ ตอบโต้กลับไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ทว่าพอกล่าวไปได้เพียงครึ่งเดียว เมื่อเผชิญกับสายตาเย้ยหยันของหวังรุ่ยและคนอื่นๆ เขาก็พลันตระหนักขึ้นมาได้ และเริ่มรู้สึกพูดไม่ออก
เมื่อมีตัวอย่างของฉินอู๋เหวยอยู่ทนโท่ คำพูดเหล่านี้ของเขาจึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินเย่าจู่ก็ไม่สนที่จะต่อปากต่อคำกับหวังรุ่ยและคนอื่นๆ รีบเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
เพราะเขานึกถึงเรื่องสำคัญยิ่งยวดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งต้องรีบไปจัดการโดยด่วน นั่นก็คือการปลอบโยนและรั้งบิดามารดาของฉินอู๋ซวงเอาไว้ให้มั่น
สวะอย่างฉินอู๋เหวย ออกจากตระกูลไปก็ช่างปะไร
แต่ฉินอู๋ซวงนั้นคือยอดอัจฉริยะแห่งสำนักว่านเฉา และเป็นความหวังในการผงาดขึ้นมาของตระกูลฉินพวกเขา ต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อผูกมัดเขาไว้กับตระกูลให้แน่นหนา
"ดูเหมือนว่านอกจากเรื่องลุ่มหลงในสุรานารีแล้ว เจ้าเมืองหนุ่มของพวกเราก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ไปเสียหมด!"
"นอกจากการดื่มสุราหาความสำราญแล้ว ก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง"
"บางทีพวกเราอาจจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ดีทีเดียว!"
หลังจากถากถางฉินเย่าจู่ไปยกหนึ่งแล้ว หวังรุ่ยและคนอื่นๆ ก็สบตากันอย่างมีเลศนัย เริ่มคิดคำนวณวางแผนกันอย่างรวดเร็ว
หากฉินอู๋ซวงเห็นแก่ตระกูลฉินเป็นสำคัญ ประกอบกับมีเฒ่าจิ้งจอกอย่างฉินเย่าจู่อยู่ด้วย พวกเขาย่อมเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาในใจ
ทว่าเมื่อดูจากตอนนี้แล้ว ฉินอู๋ซวงไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอันใดกับตระกูลฉินเลย กลับสนิทสนมใกล้ชิดกับเจ้าเมืองหนุ่มเสียมากกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็สามารถใช้โอกาสนี้ตีไข่ใส่สี นำจุดนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
เหมือนกับเมืองเฉียนหลงในปัจจุบัน ภายนอกดูเหมือนว่าฉินอู๋เหวยจะเป็นผู้กุมอำนาจ แต่แท้จริงแล้วธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลล้วนตกอยู่ในกำมือของพวกเขาอย่างแน่นหนา
ในภายภาคหน้า พวกเขาสามารถผลักดันฉินอู๋เหวยให้ออกรับหน้า ส่วนพวกตนก็แค่หลบอยู่เบื้องหลังรอรับผลประโยชน์อย่างสบายใจ
เพียงแต่ว่าแผนการที่หวังรุ่ยและคนอื่นๆ วางไว้อย่างดิบดีนั้น กลับคาดไม่ถึงเลยว่า เจ้าเมืองหนุ่มในสายตาของพวกเขานั้น แท้จริงแล้วซ่อนเร้นกายได้เก่งกาจกว่าผู้ใดเสียอีก
เรื่องชักธงรบข่มขวัญนั้น นานๆ ทีทำสักหนก็ยังพอไหว
ส่วนเรื่องจะให้แบกธงรับหน้านั้น ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด!
......
จวนเจ้าเมือง ภายในห้องหนังสือ
หลังจากที่ทุกคนรวมถึงสาวใช้คนสนิทอย่างหนานกงเหมี่ยวออกไปหมดแล้ว ฉินอู๋ซวงก็มีสีหน้าเคร่งขรึม ค้อมกายลงทำความเคารพฉินอู๋เหวย "คารวะนายท่าน!"
เมื่อเห็นดังนั้น ฉินอู๋เหวยก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ เอ่ยหยอกล้อว่า "ไม่ต้องมากพิธีขนาดนั้นหรอก ต้องรู้ไว้ว่าเจ้าคือยอดอัจฉริยะแห่งสำนักว่านเฉาเชียวนะ!"
"หากไม่มีนายท่าน ข้าคงยากที่จะโดดเด่นท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะ"
"ทุกสิ่งทุกอย่างของข้าล้วนเป็นนายท่านที่มอบให้"
"อีกอย่าง สำนักว่านเฉามียอดอัจฉริยะมากมายเหลือคณา เรื่องนี้ไม่นับเป็นอันใดได้หรอก"
ฉินอู๋ซวงตอบกลับอย่างจริงจัง
แม้นการกลับมาเยือนในครั้งนี้ของเขาจะดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ภายในประตูสำนักว่านเฉานั้น สิ่งที่ขาดแคลนน้อยที่สุดก็คืออัจฉริยะ หรือแม้แต่ผู้ที่คนทั่วไปขนานนามว่าเป็นยอดอัจฉริยะ
การก้าวจากศิษย์สายนอกเข้าสู่ศิษย์สายในเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น การแข่งขันมีแต่จะทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น
มีเพียงการได้เป็นศิษย์สืบทอดของสำนักว่านเฉาเท่านั้น จึงจะถือว่ายืนหยัดได้อย่างแท้จริง และมีคุณสมบัติพอที่จะก้าวเข้าสู่วงในของสำนักว่านเฉา
ส่วนตัวเขาในยามนี้ ยังห่างไกลจากการเป็นศิษย์สืบทอดของสำนักว่านเฉาอยู่อีกมาก
"สภาพจิตใจไม่เลว!"
เมื่อเห็นว่าฉินอู๋ซวงมิได้เหลิงหลงไปกับคำเยินยอ ฉินอู๋เหวยก็อดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มบางๆ พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็สั่งการว่า "ทางฝั่งฉินเย่าจู่ เจ้าไม่ต้องไปสนใจ ช่วงนี้ก็พักอยู่ที่จวนเจ้าเมืองไปก่อน"
"หากมีตระกูลผู้ฝึกตนอื่นส่งเทียบเชิญมาขอพบ ก็จงปฏิเสธไปโดยตรง"
ฉินอู๋ซวงมิใช่ทั้งยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลฉิน และมิใช่ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักว่านเฉา แต่เป็นเพียงร่างแยกของฉินอู๋เหวยอย่างเขา
หากต้องการจะชักธงรบ เกาะขาใหญ่จริงๆ ก็มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่มีคุณสมบัตินั้น
"ขอรับคำสั่ง!"
ฉินอู๋ซวงพยักหน้า โดยไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ
แม้นเขาจะอยากกลับบ้านไปเยี่ยมเยียน แต่หากปราศจากคำสั่งของนายท่าน เขาก็จะไม่ก้าวเท้าออกจากจวนเจ้าเมืองเด็ดขาด
"ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น"
"ข้าเพียงแค่ให้เจ้าพักอยู่ที่จวนเจ้าเมือง มิได้มีความหมายจะจำกัดอิสรภาพของเจ้าเสียหน่อย"
"ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงงานเลี้ยงช่วงค่ำ เจ้าแวะกลับบ้านไปเสียก่อนเถิด"
ฉินอู๋เหวยส่ายหน้าพลางยิ้มขำ โบกมือเบาๆ
เดิมทีเขาเตรียมจะส่งคนไปรับบิดามารดาของฉินอู๋ซวง ทว่าเมื่อครุ่นคิดดูแล้วก็เปลี่ยนใจ
จงใจเกินไป รังแต่จะดูมีพิรุธ
ในฐานะยอดอัจฉริยะแห่งสำนักว่านเฉา สมควรจะมีท่าทีสูงส่ง หากเอาแต่ขลุกอยู่ในจวนเจ้าเมืองทุกวัน ไม่ก้าวออกไปไหนเลย กลับจะทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยได้
ปล่อยให้ฉินอู๋ซวงกลับไปตระกูลฉินสักรอบก็แล้วกัน อย่างไรเสียก็มีเมล็ดพันธุ์เต๋าอยู่ ต่อให้เจ้าเฒ่าจิ้งจอกฉินเย่าจู่นั่นจะงัดเล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทางออกมาใช้ ก็สูญเปล่าอยู่ดี
หลังจากที่ฉินอู๋ซวงจากไป หนานกงเหมี่ยวก็ก้าวเข้ามา นัยน์ตาหงส์ทอประกายระยิบระยับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใส กล่าวว่า "นายท่าน ท่านช่างร้ายกาจเสียจริง ถึงกับสามารถไปผูกมิตรกับยอดอัจฉริยะแห่งสำนักว่านเฉาได้!"
"จะประจบก็ประจบเถอะ แต่อย่าประจบผิดจุดสิ"
"ที่ว่าถึงกับคืออันใด? คำพูดนี้ของเจ้าทำให้ข้าฟังแล้วระคายหูเล็กน้อยนะ"
"แล้วก็อย่าคิดว่าข้ามองความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าไม่ออกล่ะ คงกำลังคิดแผนการเจ้าเล่ห์ หมายจะฉวยโอกาสนี้ขยายกิจการครั้งใหญ่อยู่ล่ะสิ!"
ฉินอู๋เหวยกลอกตาบน บ่นอุบอิบ
"พูดเช่นนี้ แสดงว่านายท่านอนุญาตแล้วใช่หรือไม่? ประเสริฐยิ่งนัก!"
หนานกงเหมี่ยวยิ้มเบิกบานราวดอกไม้ผลิบาน มีความสุขยิ่งนัก
โอสถ ของวิเศษ ยันต์วิญญาณ ค่ายกลเวท สี่อาชีพหลักในโลกแห่งการฝึกตน
ลำพังแค่ร้านขายโอสถเพียงร้านเดียว ไม่อาจเติมเต็มความปรารถนาของนางได้
นางต้องการเปิดร้านเพิ่มอีกอย่างน้อยสามแห่ง ครอบคลุมทั้งโอสถ ของวิเศษ ยันต์วิญญาณ และค่ายกลเวท มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถสร้างโครงร่างของหอการค้าขึ้นมาได้
"ลงมือทำไปได้เลยเต็มที่!"
"หากมีปัญหาอันใด ก็ไปหาฉินอู๋ซวง ให้เขาออกหน้าจัดการ!"
ฉินอู๋เหวยโบกมือ ท่าทีห้าวหาญดุดัน
เรื่องชักธงรบข่มขวัญน่ะ เขาถนัดนักล่ะ
อาศัยช่วงที่ฉินอู๋ซวงพำนักอยู่ในเมืองเฉียนหลงนี้ ต้องใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าเสียหน่อย
หากมีเรื่องวุ่นวายอันใด ก็ให้ฉินอู๋ซวงผู้เป็นร่างแยกแบกรับไป
อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางแบกธงรับหน้าเด็ดขาด ยิ่งไม่มีทางเอาตัวเองไปยืนอยู่แถวหน้า
เพราะในสายตาของคนภายนอก เขาเป็นเพียงเจ้าเมืองเสเพลที่ไร้ซึ่งความก้าวหน้า วันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสุรานารี ฟังเพลงตามหอนางโลมไปวันๆ
......