- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 62 องค์กรสังหารเทพ ความยึดติดของเฒ่ามารเว่ย
บทที่ 62 องค์กรสังหารเทพ ความยึดติดของเฒ่ามารเว่ย
บทที่ 62 องค์กรสังหารเทพ ความยึดติดของเฒ่ามารเว่ย
บทที่ 62 องค์กรสังหารเทพ ความยึดติดของเฒ่ามารเว่ย
"องค์กรนักฆ่าหรือ?!"
เว่ยปาฮวงตื่นตะลึงในตอนแรก จากนั้นจึงรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนัก
เพิ่งจะแย่งชิงโครงกระดูกมารเทวะมาได้สำเร็จ ประกอบกับได้อายุขัยเพิ่มมาเปล่าๆ ถึงหนึ่งพันปี แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดในตอนนี้ก็คือการล่าสังหาร ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตน หรือสัตว์อสูร ขอเพียงสามารถมอบแก่นแท้แห่งเลือดเนื้อที่ทรงพลังเพียงพอให้แก่เขาก็พอแล้ว
ขอเพียงสามารถดึงศักยภาพของโครงกระดูกมารเทวะออกมาได้ เขาก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับขั้นหยวนอิงอย่างเต็มที่
ในเวลาเช่นนี้ เขาไม่อยากเสียสมาธิ ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับการสร้างองค์กรนักฆ่าอะไรนั่น
"นี่ไม่ใช่การขอความเห็นจากเจ้า แต่เป็นคำสั่ง!"
"และอีกอย่าง ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการเลือดเนื้อที่สดใหม่ แต่ไม่อนุญาตให้สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างพร่ำเพรื่อ"
"นี่ก็เป็นคำสั่งเช่นกัน!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มเย็นชา เอ่ยเตือน
เมื่อมีเมล็ดพันธุ์เต๋าอยู่ หากเว่ยปาฮวงกล้าขัดคำสั่งของเขา จุดจบก็มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือความตาย
"ขอรับ นายท่าน!"
เว่ยปาฮวงก้มหน้าต่ำ แม้ในใจจะไม่ยินยอมและต่อต้าน ทว่าต่อหน้าร่างต้น เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตจำนงอันแข็งแกร่งดุจผู้สยบใต้หล้า เขาก็มีเพียงต้องสยบยอม และปฏิบัติตามคำสั่ง
ต่อให้ครอบครองโครงกระดูกมารเทวะ เขาก็ไม่อาจต่อกรกับสิ่งนี้ได้
เว่ยปาฮวงมีความรู้สึกรุนแรงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ว่า หากเขาแสร้งทำเป็นเชื่อฟังแต่ลับหลังฝ่าฝืน นั่นก็คือเส้นทางสู่ความตาย จะไม่มีความโชคดีใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
"แท้จริงแล้ว บนโลกใบนี้มีคนเลวอยู่มากมาย และยังมีประกาศจับอีกนับไม่ถ้วน"
"ในฐานะองค์กรนักฆ่า สิ่งที่ทำก็คือการรับงานฆ่าคน ขอเพียงเจ้าตั้งใจบริหาร ภายหน้าย่อมไม่ขาดแคลนเลือดเนื้อสดใหม่อย่างแน่นอน"
"ยังมีอีกจุดหนึ่ง ที่สำคัญมากเช่นกัน องค์กรนักฆ่าหาเงินได้เร็วมาก บางทีอาจใช้เวลาไม่นาน เจ้าก็สามารถใช้หนี้หินวิญญาณขั้นสูงหนึ่งพันก้อนคืนได้แล้ว"
มุมปากของฉินอู๋เหวยยกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยปลอบประโลมอย่างเรียบเฉย
เขายังไม่คร่ำครึถึงเพียงนั้น และยิ่งไม่คิดจะเป็นพ่อพระ
หากมีคนดีถูกประกาศจับหรือกระทั่งถูกกำจัด นั่นก็โทษได้เพียงคนผู้นั้นไปล่วงเกินศัตรูที่ไม่ควรล่วงเกิน จะไปโทษผู้อื่นได้อย่างไร
เขาเพียงแค่ไม่ให้เว่ยปาฮวงสังหารผู้บริสุทธิ์อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช่ไม่ให้ฆ่าคน
มิเช่นนั้นแล้ว หากปล่อยเว่ยปาฮวงไว้ไม่สนใจ เมื่อใดที่ความคลุ้มคลั่งกระหายเลือดของเจ้านี่กำเริบขึ้นมา ใครจะรู้ว่าเมื่อใดจะเกิดการฆ่าล้างเมืองขึ้นอีก ช่างน่าสยดสยอง และไร้มนุษยธรรมเกินไป
"เช่นนั้นก็ยังดี!"
เมื่อได้ฟังคำของร่างต้น เว่ยปาฮวงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอเพียงอนุญาตให้เขาสังหารคนเพื่อกลืนกินเลือดเนื้อได้ก็พอ
"นายท่าน ข้ามีคำถามข้อหนึ่ง"
"ต้นกล้าชั้นดีนั้นคัดกรองได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ โดยเฉพาะนักฆ่าที่ได้มาตรฐาน ยิ่งต้องผ่านการฝึกฝนที่โหดร้ายอย่างหาที่สุดไม่ได้ จึงจะมีโอกาสโดดเด่นขึ้นมาได้"
"หากพึ่งพาแค่เมืองเฉียนหลงเพียงอย่างเดียว คงยากที่ข้าจะสร้างองค์กรนักฆ่าที่แท้จริงขึ้นมาได้"
ในระหว่างทางกลับ เว่ยปาฮวงจู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้น
อย่ามองเพียงว่าเมืองเฉียนหลงมีประชากรนับล้านคน ทว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนธรรมดา ผู้ที่มีรากวิญญาณนั้นมีน้อยจนแทบนับคนได้ และต้นกล้าชั้นดีที่มีพรสวรรค์โดดเด่นก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก
ในจำนวนนี้ ต้นกล้าชั้นดีส่วนมากมักมาจากตระกูลผู้ฝึกตนใหญ่ๆ การจะดึงตัวมานั้นมีความยากลำบากอย่างยิ่ง
ต่อให้เขาจะอาศัยระดับการฝึกตนขั้นจินตันอันแข็งแกร่ง ลักพาตัวมาด้วยกำลัง แต่ความจงรักภักดีก็เป็นปัญหาใหญ่ ไม่คู่ควรแก่การไว้วางใจ
"มีเหตุผล!"
"เรื่องนี้รับมือได้ยากอยู่บ้างจริงๆ"
มุมปากของฉินอู๋เหวยยกขึ้นเล็กน้อย การที่เว่ยปาฮวงสามารถคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ แสดงว่าเขาได้โน้มน้าวตนเอง และเริ่มลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว
ส่วนปัญหาที่เว่ยปาฮวงเสนอมานั้น ในเมื่อเขาเป็นคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมา ย่อมต้องคิดหาวิธีแก้ไขไว้แล้ว
"นี่คือโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุด สามารถทำให้คนธรรมดามีรากวิญญาณได้"
"ส่วนนี่คือข้าววิญญาณขั้นสูงสุด สามารถยกระดับพรสวรรค์ในการฝึกตนของคนผู้หนึ่งได้อย่างมาก"
"มีของวิเศษขั้นสูงสุดสองสิ่งนี้ช่วยเหลือ เจ้าจงอย่าทำให้ข้าผิดหวังเป็นอันขาด!"
ฉินอู๋เหวยหยิบโอสถวิญญาณขั้นสูงสุดหนึ่งร้อยเม็ดจากถุงเก็บสมบัติ พร้อมกับข้าววิญญาณขั้นสูงสุดอีกหนึ่งร้อยชั่ง ส่งให้เว่ยปาฮวง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้คำสั่งในฐานะตัวตนจำแลงของปราชญ์โอสถ ทางฝั่งถัวป๋าฉุนได้หลอมโอสถเบิกวิญญาณออกมาเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็ถูกเขานำมาหลอมวิญญาณจนกลายเป็นโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุดที่แท้จริงทั้งหมด
ข้าววิญญาณก็เช่นกัน หนานกงเหมี่ยวมักจะใช้ชื่อของจวนเจ้าเมือง กว้านซื้อจากร้านค้าใหญ่ๆ ในเมืองเฉียนหลง ไปจนถึงจากมือของผู้ฝึกตนอิสระอยู่เป็นระยะ แล้วก็นำมาให้เขาหลอมวิญญาณจนเป็นข้าววิญญาณขั้นสูงสุดเช่นกัน
ใช้เวลาไปประมาณสิบปี ในมือของฉินอู๋เหวยก็ได้สะสมโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุดไว้เป็นจำนวนมาก และปริมาณข้าววิญญาณขั้นสูงสุดก็มีมากเช่นกัน
"ข้าววิญญาณขั้นสูงสุด?"
"ยังมีโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุดด้วย?!"
เว่ยปาฮวงตกตะลึงอย่างหนัก อย่างแรกยังพอทน เป็นเพียงของหายาก ยังพอหาได้ตามสำนักผู้ฝึกตนใหญ่ๆ
ทว่าโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุดนี้ เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
สามารถทำให้คนธรรมดามีรากวิญญาณจนสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนได้ เพียงแค่จุดนี้ ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดคลื่นพายุลูกใหญ่ ไปจนถึงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศแล้ว
หรือว่าร่างต้นจะเป็นปรมาจารย์แห่งการหลอมโอสถด้วย?
แต่ต่อให้เป็นบรรดาปรมาจารย์หลอมโอสถเหล่านั้น ก็คาดว่าคงไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ได้กระมัง?!
เมื่อพิจารณาถึงอายุจริงของร่างต้นที่เพิ่งจะยี่สิบต้นๆ เว่ยปาฮวงก็ยิ่งตื่นตะลึง จนเกิดความยำเกรงในใจ
ผู้มีอายุยืนยาว ซ้ำยังมีวิธีการที่ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้ นี่มันสวะที่ไหนกัน ชัดเจนว่าเป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานในยุคสมัย!
ที่สำคัญก็คือ การมีอายุยืนยาวหมายถึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด
จู่ๆ เว่ยปาฮวงก็ค้นพบว่า การได้เป็นร่างแยกของร่างต้น ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร สำหรับเขาแล้ว บางทีอาจจะเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ระดับพลิกฟ้าเลยก็ว่าได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ภายในใจของเว่ยปาฮวงก็เร่าร้อนขึ้นมา ปัดเป่าความไม่ยินยอมและหดหู่ก่อนหน้านี้ทิ้งไปจนหมดสิ้น อดรนทนไม่ไหวที่จะสร้างองค์กรนักฆ่านี้ให้สำเร็จลุล่วง
ผู้ที่มีความลึกล้ำทางความคิดอย่างเขาย่อมรู้ดีว่า ในฐานะร่างแยก มีเพียงต้องแสดงคุณค่าของตนเองออกมาให้ได้มากที่สุด จึงจะได้รับการยอมรับจากร่างต้น และได้รับผลตอบแทนอย่างงดงาม
เดิมทีเขาไม่มีความมั่นใจใดๆ กับองค์กรนักฆ่านี้เลย มักจะรู้สึกว่าเป็นการสิ้นเปลืองเวลาอันมีค่าในการฝึกตน
แต่ตอนนี้เมื่อมีข้าววิญญาณขั้นสูงสุดและโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุด ทุกอย่างกลับพลิกผันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
"ตั้งชื่อสักชื่อสิ"
"ภายหน้าองค์กรนักฆ่านี้ก็คือกองกำลังของเจ้า ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจสามารถสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแดนจงโจวเลยก็เป็นได้?!"
ฉินอู๋เหวยหัวเราะ เสนอแนะขึ้น
เมื่อมีพลังวิญญาณขั้นสูงสุดและโอสถเบิกวิญญาณขั้นสูงสุด ต้นกล้าชั้นดีก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ประกอบกับตัวเว่ยปาฮวงเองก็เป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นจินตัน การจะทำให้เรื่องนี้สำเร็จย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อพิจารณาว่าเว่ยปาฮวงผู้นี้เดิมทีก็เป็นมารร้ายอยู่แล้ว ซ้ำยังมีเคล็ดวิชาสายมารอยู่เต็มร่าง นักฆ่าที่จะถูกบ่มเพาะขึ้นมาในอนาคต ก็ชวนให้ตั้งตารอคอยเป็นอย่างยิ่ง
"ชื่อหรือ?"
หลังจากครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยปาฮวงก็หัวเราะเสียงประหลาดออกมา "นายท่าน ข้าคิดออกแล้ว ให้ชื่อว่าสังหารเทพ!"
ก่อนหน้านี้การสังหารเทพประสบความล้มเหลว แต่ในใจของเขายังคงมีความยึดติดอยู่เสมอ นั่นก็คือการสังหารเทพให้จงได้
หากมีวันนั้นจริง เขาก็น่าจะสามารถกลับคืนสู่บ้านเกิดได้แล้ว
เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะก่อให้เกิดการเข่นฆ่าสังหารที่แท้จริง
"สังหารเทพหรือ? ช่างดื้อรั้นเสียจริง!"
ฉินอู๋เหวยส่ายหน้า หัวเราะเบาๆ ออกมา
เขาไม่รู้ว่าเว่ยปาฮวงเอาความยึดติดนี้มาจากไหน แต่ช่างเถอะ การมีเป้าหมายก็ถือเป็นเรื่องดี
แม้ว่าเป้าหมายในการสังหารเทพนี้ จะดูเลื่อนลอยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่บ้างก็ตาม...
"เอาไว้แค่นี้เถอะ!"
"นับจากนี้ไป เจ้ากับข้าจะติดต่อกันผ่านเมล็ดพันธุ์เต๋า หากไม่มีความจำเป็น ไม่ต้องมาพบหน้ากันอีก!"
เมื่อมาถึงนอกเมืองเฉียนหลง ฉินอู๋เหวยก็กระโดดลงจากเรือเหาะกระดูกขาว เอ่ยสั่งการอย่างเรียบง่าย
ส่วนเรื่องที่ว่าจะสร้างองค์กรสังหารเทพอย่างไร ไปจนถึงโครงสร้างองค์กรที่แน่ชัดและอื่นๆ นั่นล้วนเป็นสิ่งที่เว่ยปาฮวงต้องพิจารณาเอง
ในฐานะร่างต้น เขาคร้านที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมมากเกินไป เพียงรอดูผลลัพธ์สุดท้ายก็พอแล้ว
สิบปี องค์กรสังหารเทพ ถือเสียว่าเป็นหมากที่ซ่อนไว้ในมุมมืดก็แล้วกัน