- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 60 ร่างแยกที่สอง เฒ่ามารเว่ย!
บทที่ 60 ร่างแยกที่สอง เฒ่ามารเว่ย!
บทที่ 60 ร่างแยกที่สอง เฒ่ามารเว่ย!
บทที่ 60 ร่างแยกที่สอง เฒ่ามารเว่ย!
"นี่มันสิ่งใดกัน?"
เฒ่าเว่ยไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ ทว่าสัญชาตญาณกลับรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
หรือว่าแผนการกลืนกินของเขา เพิ่งจะคิดอ่านขึ้นมาก็ต้องตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์เสียแล้ว?
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ!
"เมล็ดพันธุ์เต๋า!"
"นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือร่างแยกของข้า"
"เจ้าสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ทั้งยังมีสติสัมปชัญญะของตัวเอง ทว่าอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าล่วงหน้า ขอเพียงเจ้ามีความคิดทรยศแม้แต่เพียงนิดเดียว จิตวิญญาณของเจ้าก็จะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที"
"แล้วก็ เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับข้า ไม่อนุญาตให้เจ้าเปิดเผยต่อผู้ใด อย่าว่าแต่จะลงมือกระทำเลย เพียงแค่เจ้ามีความคิดเช่นนี้ในหัว ก็ต้องตายเช่นกัน!"
"หากไม่เชื่อ เจ้าสามารถลองดูได้"
ฉินอู๋เหวยตอบกลับพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
คนประเภทเฒ่าเว่ยผู้นี้นั้นมีกระดูกกบฏมาแต่กำเนิด ทั้งยังบ้าคลั่งอย่างหาที่เปรียบมิได้ คิดถึงตอนที่ยอมสยบต่อมารเทวะจิ่วโยว ทว่าสุดท้ายกลับคิดจะสังหารเทพ นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
ก็มีเพียงเมล็ดพันธุ์เต๋าอันลึกลับซับซ้อนอย่างหาที่เปรียบมิได้เท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็คงไม่กล้ารับหัวหน้ามารผู้นี้มาไว้ข้างกายจริงๆ
เมื่อมีเมล็ดพันธุ์เต๋าอยู่ อย่าว่าแต่ลอบกัดเลย ขอเพียงเฒ่าเว่ยกล้าเอ่ยถึงความลับเรื่องที่เขาเป็นผู้เป็นอมตะให้คนนอกฟัง ในตอนที่ยังไม่ทันได้อ้าปาก เพียงแค่มีความคิดนี้ผุดขึ้นมา เมล็ดพันธุ์เต๋าก็จะทำลายล้างจิตวิญญาณของเขาทิ้งในทันที
สิ้นคำ ฉินอู๋เหวยก็เริ่มลงมือปลดผนึกคำสาปมรณะที่มารเทวะจิ่วโยวเคยร่ายเอาไว้ในกาลก่อน
เพียงเห็นว่าเมื่อลวดลายมารสีดำบนพื้นผิวโครงกระดูกมารเทวะสายแล้วสายเล่า ถูกเขาดูดซับเอาไว้จนหมดสิ้น ผนึกกักขังแต่เดิมก็คลายตัวลงตามไปด้วย จนกระทั่งถูกลบเลือนไปอย่างสมบูรณ์
"เว่ยปาฮวงคารวะนายท่าน!"
เฒ่าเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว เขาก็หยัดกายลุกขึ้น แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าฉินอู๋เหวยในทันที ก่อนจะโขกศีรษะให้อย่างนอบน้อมที่สุด
ในคราแรก เขาไม่ค่อยเชื่อนัก คิดว่าฉินอู๋เหวยเพียงแค่ข่มขู่เท่านั้น
ทว่าหลังจากสัมผัสดูอย่างละเอียด เฒ่าเว่ยก็ค้นพบด้วยความหวาดกลัวว่า สิ่งที่ฉินอู๋เหวยพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริง
ที่สำคัญก็คือ เมื่อเมล็ดพันธุ์เต๋าหลอมรวมเข้าด้วยกัน เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าฉินอู๋เหวยคือผู้ปกครองที่แท้จริง
ต่อหน้าฉินอู๋เหวย ผู้ที่เมื่อครู่ยังคิดจะกลืนกินเลือดเนื้อ กลับไม่สามารถก่อเกิดความคิดต่อต้านได้แม้แต่เพียงครึ่งสาย
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังมีความรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่า หากเขากล้ามีความคิดเช่นเมื่อครู่อีกครั้ง เขาจะต้องถูกสังหารจนสิ้นซากในทันที
"ไม่ต้องมาทำเรื่องพวกนี้ ข้าเป็นคนไม่ถือสาเรื่องจุกจิกเหล่านี้"
"ข้าคือร่างต้น เจ้าคือร่างแยก ความสัมพันธ์ของพวกเราความจริงแล้วเรียบง่ายยิ่งนัก"
"เอาล่ะ นำป้ายคำสั่งหมื่นบรรพกาลกับโอสถหวนกำเนิดออกมา ให้ข้าดูหน่อย"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อเฒ่าเว่ย นี่ล้วนเป็นการสร้างภาพภายนอก ไม่มีความเคารพอย่างแท้จริงอยู่เลย
หากต้องการปราบพยศเฒ่าเว่ยให้ราบคาบ และยอมติดตามอย่างถวายหัว ยังคงต้องอาศัยกระบวนการอีกยาวนาน
ทว่านี่ก็ไม่สำคัญนัก เพราะเมื่อมีเมล็ดพันธุ์เต๋าอยู่ เฒ่าเว่ยก็ถูกกำหนดให้เป็นเพียงร่างแยกร่างหนึ่งของเขาเท่านั้น หากคิดจะลอบกัดสังหารเทพเหมือนก่อนหน้านี้อีก ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
"ขอรับ นายท่าน!"
เฒ่าเว่ยไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าหลังจากหลอมรวมกับเมล็ดพันธุ์เต๋าอย่างสมบูรณ์ เขาก็ไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของฉินอู๋เหวยได้เลย
สิ่งนี้ยังทำให้เขาตื่นตระหนกตกใจอย่างยิ่ง และมีความเข้าใจต่อเมล็ดพันธุ์เต๋าลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น
เพียงเห็นเขายื่นมือออกไป หยิบป้ายเหล็กสีดำสนิทแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ บนนั้นสลักตัวอักษรคำว่า 'หมื่นบรรพกาล' เอาไว้สองตัวอักษร มองดูเรียบง่าย ทว่ากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายความน่าเกรงขามที่ยากจะอธิบายออกมา
ส่วนโอสถหวนกำเนิดเม็ดนั้นกลับส่องแสงสีเขียวมรกตระยิบระยับ แผ่ระลอกคลื่นแก่นแท้แห่งชีวิตอันทรงพลังออกมา บนพื้นผิวยังมีลวดลายเมฆาที่ดูมีชีวิตชีวาสายแล้วสายเล่าอีกด้วย
นี่คือโอสถวิญญาณขั้นสูงสุดเม็ดหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย!
"ป้ายคำสั่งหมื่นบรรพกาลนี้น่าสนใจไม่เลว!"
ฉินอู๋เหวยลูบคลำพิจารณาอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บมันลงถุงเก็บสมบัติอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อมองปราดเดียวก็รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะมาจากนอกโลก
แม้ว่าจะอยากรวบรวมป้ายคำสั่งหมื่นบรรพกาลทั้งห้าแผ่นให้ครบ ทว่าความยากนั้นสูงลิบลิ่ว หรืออาจถึงขั้นไม่เป็นความจริง ท้ายที่สุดแล้วพิภพชางหลานก็กว้างใหญ่ไพศาลเกินไป ไม่มีผู้ใดรู้ว่าป้ายคำสั่งหมื่นบรรพกาลอีกสี่แผ่นที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ที่ใดกันแน่
แต่โชคดีที่เขามีเวลามากมายเหลือเฟือ ปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามวาสนา ค่อยๆ ค้นหาไปก็แล้วกัน
ส่วนโอสถหวนกำเนิดเม็ดนั้น ฉินอู๋เหวยเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะโยนให้เฒ่าเว่ยอย่างไม่ใส่ใจ
สามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงหนึ่งพันปี นับว่าเป็นของดีจริงๆ ทว่าสำหรับเขากลับไร้ประโยชน์ เป็นดั่งซี่โครงไก่ไร้รสชาติ ทว่าทิ้งไปก็แสนเสียดาย
"ขอบพระคุณนายท่าน!"
เมื่อได้รับโอสถหวนกำเนิด เฒ่าเว่ยก็ปีติยินดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ รีบกล่าวขอบคุณอย่างเร่งรีบ
ก่อนหน้านี้ที่เขาอดกลั้นมานานหลายปี วางแผนคิดอ่านอย่างรัดกุม หนึ่งในเป้าหมายใหญ่ที่สุดก็คือโอสถหวนกำเนิดเม็ดนี้นี่เอง
เดิมทีคิดว่าฉินอู๋เหวยจะยึดเอาไว้เป็นของตนเอง หากเป็นเช่นนั้น เขาก็ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น
"อย่าเพิ่งรีบร้อนขอบคุณไป"
"โอสถหวนกำเนิดเม็ดนี้ข้าไม่ได้ให้เจ้าเปล่าๆ นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าติดค้างหินวิญญาณขั้นสูงข้าหนึ่งพันก้อน"
"วันหน้าต้องค่อยๆ ชดใช้หนี้มา!"
มุมปากของฉินอู๋เหวยยกขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ
แตกต่างจากการปฏิบัติต่อร่างแยกฉินอู๋ซวง สำหรับเฒ่าเว่ย เขาเข้มงวดกว่ามาก
หากต้องการได้รับสิ่งใดจากเขาไป เงื่อนไขเบื้องต้นคือต้องแสดงคุณค่าให้เห็นมากพอ
เป็นเพราะว่าเจ้าเฒ่าเว่ยผู้นี้มีกระดูกกบฏมาแต่กำเนิด มีนิสัยกระหายเลือด ทั้งยังซ่อนเร้นความคิดลึกซึ้ง หากแสดงท่าทีที่อ่อนโยนจนเกินไป กลับจะกลายเป็นการยากที่จะควบคุม
ตัวเขาผู้นี้นั้นไม่ได้ถือตัวอะไรมากมายนัก แต่ก็แบ่งแยกตามแต่บุคคล
"หินวิญญาณขั้นสูงหนึ่งพันก้อน?!"
เฒ่าเว่ยชะงักงันไปครู่หนึ่ง รู้สึกเจ็บปวดใจอยู่บ้าง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นจินตัน ทว่าการจะให้หยิบหินวิญญาณขั้นสูงมากมายถึงเพียงนี้ออกมาในคราวเดียวก็ไม่อาจทำได้ ทำได้เพียงติดหนี้เอาไว้ก่อนเท่านั้น หนี้สินก้อนนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย
ทว่าเมื่อพิจารณาถึงมูลค่าของโอสถหวนกำเนิด เขาก็ยังคงกัดฟันรับมันมา
เฒ่าเว่ยตระหนักดีว่า หากนำโอสถหวนกำเนิดเม็ดนี้ไปประมูลในตลาด ราคาประมูลสุดท้ายย่อมพุ่งทะยานเกินกว่าหินวิญญาณขั้นสูงหนึ่งพันก้อนอย่างแน่นอน
บรรดาตระกูลผู้ฝึกตนใหญ่ๆ และขุมกำลังต่างๆ ละไว้ก่อนเป็นพอ กล่าวเพียงตาเฒ่าขั้นจินตันช่วงปลายเหล่านั้น ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอายุขัยที่เหลือไม่มาก ย่อมต้องแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้ต้องเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มีก็ไม่เสียดาย
ท้ายที่สุดแล้ว การได้อายุขัยเพิ่มขึ้นมาฟรีๆ ถึงหนึ่งพันปี ความหวังที่จะทะลวงผ่านไปสู่ขั้นหยวนอิงได้สำเร็จ ย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลตามไปด้วย
และพลังรบของขั้นหยวนอิงนั้น หมายความว่าอย่างไรกันแน่? เชื่อว่าแม้แต่จักรพรรดิเซี่ยเองก็ยังต้องหวั่นไหวอย่างมิอาจห้ามใจ
ดังนั้น เมื่อรวบรวมเหตุผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน แม้จะต้องติดหนี้ก้อนโตเป็นหินวิญญาณขั้นสูงถึงหนึ่งพันก้อน ทว่าเขาก็ยังถือว่าได้กำไรอยู่ดี
ต่อหน้าฉินอู๋เหวย เฒ่าเว่ยก็โยนโอสถหวนกำเนิดเข้าปากกลืนลงไปในคราวเดียว
หากกล่าวให้ถูกต้องสมควรเป็นการหลอมละลายและดูดซับมันเข้าไป
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขาในยามนี้ ก็เป็นเพียงโครงกระดูกร่างหนึ่งเท่านั้น
เพียงเห็นว่าเมื่อแก่นแท้แห่งชีวิตอันทรงพลังที่อัดแน่นอยู่ในโอสถหวนกำเนิดถูกสูบซับไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเฒ่าเว่ยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงตามไปด้วย
เริ่มจากเส้นเลือดและเส้นลมปราณ จากนั้นก็เป็นเลือดเนื้อ และสุดท้ายก็คือผิวหนังและเส้นผม
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เฒ่าเว่ยที่หลอมละลายโอสถหวนกำเนิดจนเสร็จสมบูรณ์ ก็กลายเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ ดูแล้วมีอายุเพียงสามสิบกว่าปี หน้าตาก็นับว่าหล่อเหลาเอาการ เพียงแต่ดวงตาสีเลือดคู่นั้นกลับทำลายความงดงามไปจนสิ้น ดูชั่วร้ายและแปลกประหลาดยิ่งนัก
อีกทั้งเส้นผมยาวสยายประบ่าสีเขียวเข้ม ยิ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของมาร
"อย่างที่คิดไว้ นี่ต่างหากคือโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้า!"
ฉินอู๋เหวยพิจารณาดูอย่างละเอียด ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ
อันที่จริง ตั้งแต่อยู่ที่เมืองสือโถว เขาก็รู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าอายุที่แท้จริงของเฒ่าเว่ยนั้นยังหนุ่มแน่นมาก และยังรู้ด้วยว่าบนตัวของเขาจะต้องมีความลับซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เพียงแต่ ในตอนนั้นเขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเฒ่าเว่ยจะบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ ถึงขั้นคิดเพ้อฝันที่จะสังหารเทพ...