- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 17 สองขั้วน้ำแข็งอัคคี
บทที่ 17 สองขั้วน้ำแข็งอัคคี
บทที่ 17 สองขั้วน้ำแข็งอัคคี
บทที่ 17 สองขั้วน้ำแข็งอัคคี
"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าคือสาวใช้คนสนิทของข้า"
"ต่อไปคอยช่วยข้าดูแลกิจการของหอเซียวเหยา ไม่ต้องออกไปเสนอหน้าต้อนรับแขก"
หลังจากผ่านบทอัศจรรย์ มองดูหยดเลือดพรหมจรรย์บนเตียง แววตาของฉินอู๋เหวยก็สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น
ไม่นึกเลยว่าหนานกงเหมี่ยวที่มาจากสำนักคณิกาหลวงจะยังเป็นสาวบริสุทธิ์
แต่เมื่อคิดดูดีๆ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฝีดาษและกลิ่นตัวของหนานกงเหมี่ยว คนทั่วไปก็คงลงมือไม่ลงจริงๆ
ก็คงมีแต่ 'คนรสนิยมหนัก' อย่างนายน้อยผู้นี้เท่านั้นที่ทำได้
"นายน้อย ความจริงแล้วข้า..."
หนานกงเหมี่ยวกัดริมฝีปากสีชาด ในที่สุดก็ตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดออกมา
นางที่เติบโตมากับกองเงินกองทอง ไม่เคยคาดคิดเลยว่า เพียงชั่วข้ามคืน ชายฉกรรจ์ในตระกูลหนานกงจะถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งหมด สตรีทุกคนถูกส่งเข้าสำนักคณิกาหลวง สตรีที่แก่ชราถูกทรมานจนตาย สตรีที่ยังสาวถูกลดขั้นให้เป็นทาส
ยังดีที่นางฉลาดพอ อาศัยจังหวะชุลมุนปลอมตัวเป็นหญิงอัปลักษณ์หน้าปรุ ผนวกกับการนำทรัพย์สินส่วนตัวก้อนใหญ่ไปติดสินบน จึงโชคดีรอดพ้นจากขุมนรกสำนักคณิกาหลวงมาได้
ถึงแม้ตอนนี้นางจะยังมีสถานะเป็นทาส และยังต้องอยู่ในหอนางโลม แต่มันก็ดีกว่าสำนักคณิกาหลวงมากนัก
ในสถานที่อย่างสำนักคณิกาหลวง ยิ่งหน้าตาดี จุดจบก็ยิ่งน่าเวทนา
ริมฝีปากเดียวถูกลิ้มลองนับหมื่นคน แค่คิดก็ชวนให้หนาวสั่นแล้ว
เมื่อพูดถึงช่วงท้าย ดวงตาคู่สวยของหนานกงเหมี่ยวก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูก
เพราะตัวการสำคัญของหายนะการถูกริบทรัพย์ประหารล้างตระกูลในครั้งนี้ ก็คือหลี่โย่ว เสนาบดีกรมโยธา เพียงเพราะละโมบในทรัพย์สินมหาศาลของสมาคมการค้าตระกูลหนานกง จึงได้ยัดเยียดข้อหาและสั่งริบทรัพย์ เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของนางไปตลอดกาล
"เสนาบดีกรมโยธา หลี่โย่ว?"
หลังจากฟังจบ ฉินอู๋เหวยก็จดจำชื่อนี้ไว้ เขามองหนานกงเหมี่ยวด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง "เจ้าต้องการให้ข้าช่วยแก้แค้นให้เจ้าอย่างนั้นหรือ?"
ที่เขาดูแลนางเป็นพิเศษ ให้นางเป็นสาวใช้คนสนิท ไม่ต้องออกไปรับแขก ก็เพราะหนานกงเหมี่ยวยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องช่วยนางแก้แค้น
ต้องรู้ไว้ว่าเสนาบดีกรมโยธาไม่ใช่ขุนนางธรรมดา ถือเป็นขุนนางคนสำคัญของแคว้นเซี่ย
ที่สำคัญคือ ในโลกแห่งผู้ฝึกตนที่กว้างใหญ่นี้ แคว้นเซี่ยไม่ใช่แคว้นของคนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นแคว้นบริวารของสำนักว่านเฉา
เมืองหลายแห่งในแคว้นเซี่ยมีผู้ฝึกตน ขุนนางหลายคนก็เป็นผู้ฝึกตน ซึ่งในจำนวนนั้นก็ไม่ขาดแคลนผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง
ยกตัวอย่างเช่นหลี่โย่วผู้นั้น การที่สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเสนาบดีกรมโยธาได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน หรืออาจจะเป็นถึงสัตว์ประหลาดเฒ่าขั้นจินตันเลยด้วยซ้ำ
ด้วยระดับพลังเพียงหยิบมือของเขา ต่อให้รวมกับร่างแยกอัจฉริยะอย่างฉินอู๋ซวง ก็ยังไม่พออุดซอกฟันของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
จริงอยู่ที่หนานกงเหมี่ยวเป็นสาวงามระดับล่มบ้านล่มเมือง
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าวิถีแห่งความเป็นอมตะ ต่อให้เป็นนางฟ้าแล้วจะอย่างไร?
ภายใต้การชะล้างของสายธารแห่งกาลเวลา ท้ายที่สุดก็เป็นได้เพียงโครงกระดูกสีชมพูเท่านั้น
ฉินอู๋เหวยมีความคิดที่แจ่มแจ้ง เขาไม่มีทางหน้ามืดตามัวเพราะความลุ่มหลงในสตรีเป็นอันขาด
หากหนานกงเหมี่ยวคิดว่าเพียงแค่การพลีกาย ก็จะทำให้เขายอมช่วยแก้แค้นให้ล่ะก็ คงจะเพ้อฝันเกินไปหน่อยแล้ว
"นายน้อย ข้าไม่ได้หวังสูงปานนั้น ข้าเพียงต้องการคำสัญญาจากท่านประโยคเดียว"
"หากในวันข้างหน้า มีสักวันที่ท่านมีอำนาจมากพอจะโค่นล้มเสนาบดีกรมโยธาหลี่โย่วได้ ขอท่านโปรดทวงหนี้เลือดนี้คืนให้ตระกูลหนานกงของข้าด้วยเถิด!"
"เพื่อการนี้ ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้า คอยปรนนิบัติรับใช้ท่านไปตลอดชีวิต!"
หนานกงเหมี่ยวคุกเข่าลงตรงหน้าฉินอู๋เหวย สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ในฐานะไข่มุกเม็ดงามของตระกูลหนานกง แม้นางจะไม่มีรากวิญญาณ ไม่อาจฝึกตนได้ แต่วิสัยทัศน์ของนางย่อมไม่ธรรมดา
อันที่จริงตอนที่เอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา ในใจนางก็รู้ดีว่านี่คงเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
นายน้อยตรงหน้ายังเด็กเกินไป แถมยังถูกส่งมาอยู่ในสถานที่ห่างไกลและทุรกันดารอย่างเมืองสือโถว ฐานะทางบ้านก็คงไม่ดีนัก และคงไม่ค่อยได้รับความสำคัญจากตระกูลเท่าไร
อีกอย่าง แม่เล้าก็เผลอหลุดปากออกมาว่า นายน้อยไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกตน และไม่ได้มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ใดๆ
เมื่อรวมหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน การฝากความหวังไว้กับนายน้อยที่ลุ่มหลงอยู่กับหอนางโลมให้ไปโค่นล้มเสนาบดีกรมโยธาหลี่โย่ว มันก็ยากพอๆ กับการปีนขึ้นสวรรค์
ท้ายที่สุดแล้ว หนานกงเหมี่ยวก็แค่พยายามหาข้ออ้างปลอบใจตัวเองเท่านั้น
"เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้!"
เมื่อมองดูหนานกงเหมี่ยวที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ฉินอู๋เหวยก็พอจะเดาความคิดที่แท้จริงในใจของนางออก เขาจึงส่ายหน้ายิ้มๆ พร้อมกับใช้มือเชยคางหนานกงเหมี่ยวขึ้นมา
ในใจของหนานกงเหมี่ยวยิ่งสิ้นหวังหนักกว่าเดิม พฤติกรรมที่เบาปัญญาเช่นนี้ ช่างดูไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย
"เวลาเป็นสิ่งที่ดี คอยดูต่อไปในภายภาคหน้าก็แล้วกัน!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
เขาเป็นคนรักษาคำพูด ในเมื่อเขารับปากแล้ว ในอนาคตเขาก็จะช่วยหนานกงเหมี่ยวแก้แค้นแน่นอน
เพียงแต่เรื่องเวลาที่แน่ชัดนั้น บอกยาก
อาจจะสิบปี อาจจะร้อยปี หรืออาจจะห้าร้อยปี...
อย่างไรเสีย เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถทนอยู่จนเสนาบดีกรมโยธาหลี่โย่วแก่ตายไปเองได้อย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้น เขาก็ย่อมจะให้คำตอบแก่หนานกงเหมี่ยวได้เอง
ส่วนตอนนี้ แน่นอนว่าต้องพูดถึงแต่เรื่องของความรักและความโรแมนติกเท่านั้น!
สายลมแห่งวสันตฤดูพัดผ่านอีกครา
บรรเลงเพลงรักดอกเหมยสามครา
หลังจากนั้น ฉินอู๋เหวยถึงได้เดินลงไปชั้นล่างอย่างสบายอารมณ์
"คารวะนายน้อยเจ้าค่ะ!"
หญิงสาวจากสำนักคณิกาหลวงพากันโค้งคำนับ บางคนที่ใจกล้าหน่อย ก็ถึงกับส่งสายตายั่วยวนให้ฉินอู๋เหวย
เมื่อผ่านประสบการณ์อันโหดร้ายในสำนักคณิกาหลวงมา พวกนางที่เป็นบุตรหลานขุนนางต่างก็ทำใจได้แล้ว หรือจะเรียกว่ายอมรับชะตากรรมแล้วก็ได้
ถึงแม้หอเซียวเหยานี้จะเป็นเพียงหอนางโลม แต่มันก็ดีกว่าสำนักคณิกาหลวงมากนัก อย่างน้อยก็ไม่ต้องตกเป็นทาสไปชั่วลูกชั่วหลาน
เมื่อเห็นนายน้อยยังหนุ่มยังแน่น ขอเพียงปรนนิบัติให้ดี คอยเป่าหูอยู่บ่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะหลอกให้นายน้อยยอมมอบสัญญาขายตัวให้ เพื่อที่พวกนางจะได้กลับมาเป็นอิสระอีกครั้งก็เป็นได้
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้พวกนางผิดหวังก็คือ นายน้อยเพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อย สีหน้าดูเย็นชาเป็นอย่างมาก
หารู้ไม่ นายน้อยที่เพิ่งผ่านการบรรเลงเพลงรักดอกเหมยสามครา ได้เข้าสู่โหมดนักปราชญ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อีกอย่าง หากไม่มีการเปรียบเทียบก็จะไม่มีการทำร้าย เมื่อมี 'หญิงอัปลักษณ์' อย่างหนานกงเหมี่ยวเป็นตัวเปรียบเทียบ พวกนางในสายตาของฉินอู๋เหวยก็กลายเป็นเพียงสตรีดาดๆ ทั่วไปไปเสียแล้ว
......
"เฒ่าเว่ย ทางนี้!"
"เรื่องที่ข้าไหว้วานไปก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง? ได้เรื่องหรือไม่?"
หลังจากออกมาจากหอเซียวเหยา ฉินอู๋เหวยก็ไปหาเฒ่าเว่ยแล้วเอ่ยถาม
หอเซียวเหยาสร้างเสร็จแล้ว หญิงสาวนางโลมก็มาถึงแล้ว ขอเพียงฝึกอบรมอีกนิดหน่อย ก็สามารถเปิดประตูต้อนรับแขกได้เลย
ที่จริงแทบไม่ต้องอบรมด้วยซ้ำ ต้องรู้ไว้ว่าหญิงสาวที่มาจากสำนักคณิกาหลวงล้วนผ่านการฝึกฝนอย่างมืออาชีพมาแล้ว ทั้งเรื่องขับร้อง ฟ้อนรำ ดีดพิณ เดินหมาก เขียนพู่กัน วาดภาพ เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่าง
ประกอบกับหญิงสาวจากสำนักคณิกาหลวงส่วนใหญ่มักจะมีพื้นเพที่ไม่ธรรมดา ก่อนจะตกอับ แต่ละคนล้วนมีสถานะที่สูงส่ง กิริยาท่าทางและการพูดจาย่อมเหนือกว่าหญิงสาวนางโลมทั่วไปอยู่แล้ว
ตอนนี้ขอเพียงจ้างผู้ฝึกตนหญิงที่มีรากวิญญาณวารีและอัคคีอีกสองคน ก็จะทำให้ภาพที่เขาวาดฝันไว้ในใจเป็นจริงได้แล้ว
ลองจินตนาการดูว่า หลังจากเปิดร้าน ผู้ฝึกตนหญิงธาตุน้ำคนหนึ่งร่ายเคล็ดวิชาเมฆาพิรุณ ทำให้มีละอองฝนเย็นสดชื่นโปรยปรายลงมาเป็นระยะ ในขณะที่ผู้ฝึกตนหญิงธาตุไฟอีกคนร่ายเคล็ดวิชาเปลวเพลิง เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของการอาบน้ำซาวน่าอย่างต่อเนื่อง
ครึ่งหนึ่งเป็นสายฝนโปรยปราย ครึ่งหนึ่งเป็นเปลวเพลิง
ครึ่งหนึ่งเย็นสบาย ครึ่งหนึ่งร้อนระอุ
นี่มันไม่ใช่วิชาสองขั้วน้ำแข็งอัคคีในตำนานหรอกหรือ? นี่คือสุดยอดแห่งการพักผ่อนระดับชั้นเลิศชัดๆ