- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 16 นายน้อยรสนิยมพิลึกพิลั่น
บทที่ 16 นายน้อยรสนิยมพิลึกพิลั่น
บทที่ 16 นายน้อยรสนิยมพิลึกพิลั่น
บทที่ 16 นายน้อยรสนิยมพิลึกพิลั่น
‘นายท่าน ข้าทะลวงระดับได้อีกแล้ว’
‘ตอนนี้อยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหกแล้ว!’
‘นายท่าน ไม่พูดมากแล้ว ข้าต้องไปเก็บตัวฝึกตนอย่างขมขื่นต่อแล้ว!’
ในวันที่หอเซียวเหยาสร้างเสร็จนั้นเอง ฉินอู๋ซวงก็ส่งข้อความผ่านเมล็ดพันธุ์เต๋ามาหาฉินอู๋เหวย
ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความดีใจที่ยากจะปิดบัง
ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกตนอย่างสำนักว่านเฉา ความเร็วในการฝึกตนนั้นช่างรวดเร็วเหลือเกิน
และด้วยเหตุนี้เอง ฉินอู๋ซวงจึงลอบสาบานในใจ ว่าจะต้องพยายามให้มากกว่านี้
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินอู๋เหวยก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตก นี่มันจะขยันเกินไปแล้ว
เมื่อเห็นร่างแยกพยายามขนาดนี้ ในฐานะร่างต้นอย่างเขาก็ขอนอนทอดหุ่ยไปเลยก็แล้วกัน
ยังมีข่าวดีอีกเรื่อง นั่นก็คือพวกหญิงสาวจากสำนักคณิกาหลวงเดินทางมาถึงแล้ว!
แม่เล้าของหอเยียนฮวา หรือจะพูดให้ถูกก็คือเถ้าแก่ที่อยู่เบื้องหลัง ช่างพึ่งพาได้จริงๆ ถึงกับส่งหญิงสาวมาให้รวดเดียวห้าสิบคน นอกจากพวกหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่สักหนึ่งหรือสองคนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีรูปร่างหน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว
แน่นอนว่าระดับความงามระดับล่มบ้านล่มเมืองนั้นย่อมไม่มีทางไปถึง หากมีสาวงามระดับนั้นอยู่ ก็คงถูกคนของหอเยียนฮวากักตัวไว้แต่แรก ไม่มีทางส่งมาถึงที่นี่แน่
เรื่องนี้ฉินอู๋เหวยไม่ได้มีความคิดเห็นใดๆ เขารู้สึกพึงพอใจมากด้วยซ้ำ
สาวงามระดับนางโลมอันดับหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยาก ยิ่งไม่อาจแสวงหาได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
ขอเพียงหญิงสาวกลุ่มนี้หน้าตาดีพอที่จะเรียกลูกค้าได้ก็เพียงพอแล้ว
จุดเริ่มต้นย่อมยากลำบากเสมอ เปิดหอเซียวเหยาให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
"พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดี ตามข้าขึ้นไปข้างบน ข้าจะอบรมส่วนตัวให้พวกเจ้าสักหน่อย!"
ฉินอู๋เหวยโบกมือใหญ่ๆ เรียกให้พวกหญิงสาวขึ้นไปชั้นบนทันที
รวดเดียวขึ้นมาถึงชั้นห้า ซึ่งก็คือสถานที่ที่ฉินอู๋เหวยใช้พักอาศัยและทำงานในยามปกติ
ฉินอู๋เหวยนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน กวาดสายตามองหญิงสาวทั้งห้าสิบคนที่อยู่ที่นั่น มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
จนกระทั่งพวกหญิงสาวถูกมองจนใจคอไม่ดี เขาถึงได้เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "พวกเจ้าล้วนมาจากสำนักคณิกาหลวง ข้าไม่สนว่าสถานะก่อนหน้านี้ของพวกเจ้าจะสูงส่งเพียงใด ตอนนี้พวกเจ้าล้วนเป็นนักโทษ จะเรียกว่าทาสก็ไม่ผิด หวังว่าพวกเจ้าจะตระหนักถึงจุดนี้ได้"
"ขอเพียงไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย ข้าก็ยินดีที่จะปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างดี หรือแม้กระทั่งคืนอิสรภาพให้พวกเจ้าในอนาคต"
"อย่าเพิ่งไม่เชื่อ ข้าเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ภายหน้าพวกเจ้าก็จะรู้เอง"
"แต่หากมีใครตระหนักไม่ได้ ยืนกรานที่จะก่อเรื่อง ก็อย่าหาว่าข้าลงมือทำลายบุปผาอย่างโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!"
ตอนนี้สัญญาขายตัวของทั้งห้าสิบคน ตกมาอยู่ในมือของเขาหมดแล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ เขาคือเจ้านายของหญิงสาวทั้งห้าสิบคนนี้ มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายอยู่ในมือ
ขอเพียงเขาต้องการ ต่อให้ทรมานหญิงสาวพวกนี้จนตาย ก็จะไม่มีใครมาหาเรื่องเขา
เพียงแต่เขาเป็นคนถนอมบุปผา ไม่อยากทำอะไรให้ดูน่าเกลียดเกินไปนัก
แน่นอนว่าหากมีใครไม่รู้ความ ดึงดันจะก่อเรื่อง เขาก็ทำได้เพียงลงมือทำลายบุปผาอย่างโหดเหี้ยมเท่านั้น
หากไม่มีกฎเกณฑ์ ก็ไม่อาจสร้างความเป็นระเบียบได้
สายตาอันเย็นชาของฉินอู๋เหวยกวาดมองไปรอบๆ สังเกตเห็นว่าพวกหญิงสาวล้วนตกใจจนหน้าซีดเผือด ต่างก้มหน้าลง ไม่มีใครกล้าสบตาเขาตรงๆ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มๆ
เมื่อครู่ก็แค่ทำเป็นพิธี พูดดักคอไว้ก่อนเท่านั้นเอง
อย่าเห็นว่าเขาเป็นเพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง เป็นแค่เศษสวะในสายตาคนอื่น แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คือผู้ฝึกตน
และสำหรับคนธรรมดาทั่วไป ผู้ฝึกตนคือตัวตนที่สูงส่งเหนือใคร
บวกกับสัญญาขายตัว และการที่ต้องมาอยู่ในทะเลทรายอันห่างไกล ต่อให้ปล่อยปละละเลย หญิงสาวพวกนี้ก็ยากที่จะหนีรอดจากเมืองสือโถวไปได้อยู่ดี
อีกอย่าง ต่อให้โชคดีหนีรอดไปได้แล้วจะอย่างไร?
หากไม่ได้สัญญาขายตัวคืน ไม่มีสถานะที่ถูกต้องเป็นทางการ ชีวิตในวันข้างหน้าก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องพบกับความน่าเวทนาอย่างถึงที่สุด
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สู้ยอมฝากชีวิตไว้กับหอนางโลม อย่างน้อยก็ยังมีที่ให้กินอยู่หลับนอน
เชื่อว่าหญิงสาวที่มาจากสำนักคณิกาหลวงเหล่านี้ หากไม่โง่จนเกินไป ก็น่าจะเลือกได้อย่างชาญฉลาด
"เอาล่ะ พวกเจ้าลงไปก่อนเถอะ!"
"เดินทางมาตั้งนาน คงจะเหนื่อยกันหมดแล้ว ไปพักผ่อนให้สบายเถอะ"
"ส่วนเจ้าอยู่ก่อน! ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว!"
ฉินอู๋เหวยโบกมือไล่พวกหญิงสาวให้แยกย้าย จากนั้นก็ยกมือชี้ไปยังหญิงอัปลักษณ์ที่มีรูปร่างอรชรทว่าใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากฝีดาษ
เมื่อเห็นดังนั้น พวกหญิงสาวหอนางโลมที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าแปลกประหลาด นายน้อยของพวกนางมีรสนิยมพิลึกพิลั่นยิ่งนัก!
ก่อนมา แม่เล้าของหอเยียนฮวาก็บอกตรงๆ แล้วว่า นายน้อยของพวกนางเป็นพวกยอดฝีมือในดงบุปผา เจ้าชู้เป็นที่สุด
ระหว่างการเดินทาง พวกนางว่างจนเบื่อหน่าย ก็พากันกระซิบกระซาบ คาดเดาเรื่องของนายน้อยไปต่างๆ นานา และเตรียมใจที่จะถูกนายน้อยเรียกตัวไปปรนนิบัติไว้แล้ว
เพียงแต่สิ่งที่พวกนางคาดไม่ถึงก็คือ หลังจากมาถึง หญิงสาวคนแรกที่นายน้อยเจาะจงเลือก กลับเป็นคนที่ขี้ริ้วขี้เหร่ที่สุดในหมู่พวกนาง
"นายน้อย ข้า..."
ร่างกายของหนานกงเหมี่ยวแข็งทื่อ แววตาตื่นตระหนกวาบผ่าน ทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็เงียบไป
เช่นเดียวกับหญิงสาวคนอื่นๆ ที่เดินลงไปชั้นล่าง ตัวนางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
"ชื่ออะไร?"
"หนานกงเหมี่ยว"
"ยืนห่างขนาดนั้นทำไม? ข้าไม่ได้กินคนเสียหน่อย เข้ามานั่งข้างๆ ข้านี่!"
"นายน้อย ใบหน้าข้าเต็มไปด้วยรอยฝีดาษ ดูอัปลักษณ์ยิ่งนัก อีกทั้งข้ายังมีกลิ่นตัว เกรงว่าจะทำให้ท่านสะอิดสะเอียน"
"ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนรสนิยมพิลึกพิลั่น!"
ยิ่งถามตอบ หนานกงเหมี่ยวก็ยิ่งลนลาน ในจังหวะที่นางกำลังคิดอย่างรวดเร็ว เค้นสมองหาข้ออ้างเพื่อปฏิเสธ นางก็ถูกกระชากตัวเข้าไปหาเสียแล้ว
หนานกงเหมี่ยวร้องอุทานเบาๆ กว่านางจะตั้งหลักได้ ก็พบว่าตัวเองล้มลงไปอยู่ในอ้อมกอดของนายน้อยแล้ว ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำด้วยความขวยเขิน
มีใจคิดจะดิ้นรนให้หลุดพ้น แต่กลับสลัดไม่หลุด
หนานกงเหมี่ยวไม่กล้าดิ้นแรงนัก เกรงว่าจะทำให้นายน้อยขัดเคือง นางรู้สถานะของตัวเองดี ว่านางไม่มีสิทธิ์ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
"เป็นกลิ่นตัวจริงๆ ด้วย!"
"รอยฝีดาษบนหน้านี่ก็ดูสมจริงดี"
"ต้องยอมรับเลยว่า ปลอมตัวได้ไม่เลว!"
ฉินอู๋เหวยก้มลงดมเบาๆ แล้วเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม
อย่างที่เขาบอก วิชาแปลงโฉมนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก คนทั่วไปคงถูกหลอกเข้าจริงๆ
น่าเสียดายที่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์อย่างเขา ช่องโหว่ก็ยังใหญ่เกินไปอยู่ดี
"นายน้อย ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังพูดเรื่องอันใด!"
ร่างกายของหนานกงเหมี่ยวยิ่งแข็งทื่อกว่าเดิม ใบหน้าที่เคยแดงก่ำเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
"ไม่ต้องตื่นเต้น ข้าแค่สนใจใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าเท่านั้น!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ ยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของหนานกงเหมี่ยว นิ้วทั้งห้าประหนึ่งกำลังเล่นกล ค่อยๆ ปลดเปลื้องการแปลงโฉมบนใบหน้าของนางออกทีละนิ้ว
ทุกคนล้วนมีความลับเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง เหมือนกับเฒ่าเว่ย ขอเพียงไม่เกี่ยวกับเขา ไม่ไปชักนำความเดือดร้อนมา เขาก็คร้านที่จะสืบสาวราวเรื่อง
"ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าถึงต้องปลอมตัว!"
ฉินอู๋เหวยลบการแปลงโฉมของหนานกงเหมี่ยวออก เมื่อมองดูโฉมหน้างดงามระดับล่มบ้านล่มเมืองที่อยู่ตรงหน้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยชื่นชมจากใจจริง
เหลียวมองหนึ่งคราล่มเมือง เหลียวมองอีกคราล่มแคว้น คงจะเป็นเช่นนี้กระมัง
ผ่านการเกิดใหม่มาสองชาติภพ ทั้งยังเป็นยอดฝีมือในดงบุปผา ฉินอู๋เหวยคิดว่าตัวเองเคยเห็นสาวงามมามากจนปลงตกได้แล้ว
แต่เมื่อมองดูหนานกงเหมี่ยว เขาก็ยังถูกความงามนั้นสะกดจนตะลึงงัน ถึงขั้นเก็บอาการไม่อยู่
"นี่คือผ้าคาดเอวหรือ? รัดแน่นขนาดนี้เชียว?!"
ฉินอู๋เหวยใช้มือคลำไปเจอผ้าคาดเอวเส้นหนึ่ง เมื่อสัมผัสดูอย่างละเอียด ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ผ้าคาดเอวรัดแน่นขนาดนี้ ทว่าสัดส่วนยังดูอรชรอ้อนแอ่นปานนี้ แล้วถ้าหากปลดผ้าคาดเอวออกเล่า?
ลมหายใจของฉินอู๋เหวยเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
มีคำกล่าวไว้ว่า นั่งนิ่งไม่หวั่นไหวเมื่อมีหญิงงามในอ้อมกอด ถึงจะเรียกว่าสุภาพชนที่แท้จริงหรือ?
ให้หลิ่วเซี่ยฮุ่ยไปลงนรกเถอะ!
......