- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 18 ว่าด้วยความตระหนักรู้ของแกะอ้วน
บทที่ 18 ว่าด้วยความตระหนักรู้ของแกะอ้วน
บทที่ 18 ว่าด้วยความตระหนักรู้ของแกะอ้วน
บทที่ 18 ว่าด้วยความตระหนักรู้ของแกะอ้วน
"คนน่ะหามาได้แล้ว"
"ค่าจ้างเดือนละห้าก้อนหินวิญญาณขั้นต่ำ"
"แต่ท่านเจ้าเมือง ท่านเอาจริงหรือเนี่ย?!"
เฒ่าเว่ยมีท่าทีอึกอัก เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงความคะนองของเด็กหนุ่มที่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น
ใครจะไปคิดว่า ฉินอู๋เหวยไม่เพียงแต่ดึงเอาหญิงสาวนางโลมมาได้เป็นกลุ่มใหญ่ แต่ยังตั้งใจจะจ้างผู้ฝึกตนหญิงจริงๆ อีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาระที่ต้องแบกรับก็ใหญ่โตเกินไปแล้ว
จริงอยู่ที่นี่คือธุรกิจที่ทำกำไรได้ แต่ถ้าต้องตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นล่ะก็ มันจะน่าเวทนาเกินไปแล้ว
"ตาเฒ่าเว่ย เจ้านี่มันพูดมากเสียจริง ไสหัวไปให้พ้นหน้าบิดาผู้นี้เดี๋ยวนี้!"
"ไปพาคนมา บอกไปว่าข้า จ้าวซือชง เป็นคนสั่ง!"
ยังไม่ทันที่ฉินอู๋เหวยจะได้ตอบ จ้าวซือชงก็โผล่พรวดพราดเข้ามา ตบฉาดเข้าที่หลังหัวของเฒ่าเว่ย พร้อมกับตะคอกด่าทอ
หยุดไปครู่หนึ่ง จ้าวซือชงหันหน้ากลับมา เปลี่ยนสีหน้าทันที เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม "น้องฉิน สองคนพอมั้ย? ถ้าไม่พอ บอกมาได้เลย พี่ชายจะช่วยหาให้เอง!"
ในสายตาของเขา ฉินอู๋เหวยกลายเป็นแกะอ้วนที่รอให้เขาเชือดทิ้งตามอำเภอใจไปแล้ว
ช่วยฉินอู๋เหวยก็เหมือนช่วยตัวเอง จ้าวซือชงยินดีช่วยอย่างเต็มใจ
เมื่อมองเห็นหอเซียวเหยาที่ถูกสร้างขึ้นมา จ้าวซือชงก็ถือว่ามันเป็นทรัพย์สินของตัวเองไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงใส่ใจเป็นพิเศษ
ฉินอู๋เหวยที่ถูกมองว่าเป็นแกะอ้วนมีความตระหนักรู้ตัวเป็นอย่างดี เขายิ้มและขอคำปรึกษา "พี่จ้าว คนน่ะพอแล้วล่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะขอคำชี้แนะสักหน่อย นั่นคือเรื่องการกำหนดราคา ควรจะคิดราคาอย่างไรดี?"
หอนางโลมทั่วไป หรือหอนางโลมที่คนธรรมดาเปิด อย่างหอเยียนฮวาในเมืองเฉียนหลง โดยพื้นฐานแล้วจะมุ่งเป้าไปที่คนธรรมดา และรับชำระเป็นเงินทองหรือของมีค่า
แต่หอเซียวเหยาของเขามุ่งเป้าไปที่ผู้ฝึกตน การจะรับชำระเป็นเงินทองหรือของมีค่าก็คงจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก
อีกอย่าง การที่ฉินอู๋เหวยเปิดหอเซียวเหยา นอกจากการหาความสำราญใส่ตัวแล้ว เขาก็หวังจะหาเงินด้วย
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะหาเงินได้เท่าไหร่ อย่างน้อยก็ต้องไม่ขาดทุน
มิฉะนั้นแล้ว เขาไม่กลายเป็นไอ้งั่งไปหรอกหรือ?
"ก็ต้องเก็บเป็นหินวิญญาณสิ อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งก้อนหินวิญญาณขั้นต่ำ!"
"สำหรับผู้ฝึกตนอย่างพวกเรา เงินทองของมีค่าก็เหมือนมูลสัตว์ ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย"
"น้องฉิน เจ้ากำหนดราคามาได้เลย พี่ชายคนนี้จะคอยหนุนหลังเจ้าเอง!"
จ้าวซือชงกลอกตาไปมา ตบหน้าอกตัวเองดังป้าบๆ พร้อมกับเอ่ยรับปากเสียงดัง
อย่างไรเสีย เขาก็ต้องยึดหอเซียวเหยามาเป็นของตัวเองให้ได้อยู่ดี แค่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
ถึงแม้การเก็บค่าบริการเป็นหินวิญญาณราคาจะค่อนข้างแพง แต่ใครใช้ให้ที่นี่คือเมืองสือโถวกันล่ะ?
ในสถานที่กันดารแห่งนี้ สามารถกินดื่มเที่ยวเล่น แถมยังได้หลับนอนกับหญิงสาว การจะเก็บเงินสักหนึ่งก้อนหินวิญญาณขั้นต่ำมันจะแปลกตรงไหน?
จ้าวซือชงคิดจากมุมมองของธุรกิจตัวเองไปแล้ว และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะคอยหนุนหลังฉินอู๋เหวย
"พี่จ้าว ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็เบาใจแล้ว!"
ฉินอู๋เหวยเผยรอยยิ้มกว้างที่ดูไร้เดียงสาออกมา เขาดีใจเป็นอย่างมาก
จ้าวซือชงอยู่ที่เมืองสือโถวมานาน บวกกับมีระดับพลังที่สูง คำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักมาก
ที่สำคัญคือ จ้าวซือชงมีเส้นสายกว้างขวาง รอจนถึงวันเปิดร้าน ขอเพียงจ้าวซือชงช่วยดึงคนมาให้ ทั้งความนิยมและรายได้ก็จะตามมาเอง
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างออกรสอยู่พักใหญ่ รอจนจ้าวซือชงเดินจากไป เฒ่าเว่ยจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพาผู้ฝึกตนหญิงสองคนเดินเข้ามา
"ท่านเจ้าเมือง ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จัก"
"นี่คือสหายเต๋าหวังกู่หลาน ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม ถนัดเคล็ดวิชาเมฆาพิรุณ"
"นี่คือสหายเต๋าหลี่ชุ่ยหลิ่ว ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสอง ถนัดเคล็ดวิชาเปลวเพลิง"
เฒ่าเว่ยเอ่ยแนะนำตัว
ผู้ฝึกตนหญิงในเมืองสือโถวนั้นมีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งคนที่มีรากวิญญาณวารีหรือรากวิญญาณอัคคี และยินดีจะทำงานแบบนี้ ก็ยิ่งหาได้ยากเข้าไปใหญ่
เพื่อจะหาคนสองคนนี้มา เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และเปลืองน้ำลายไปไม่น้อย
ก็เพราะสองคนนี้ระดับพลังต่ำต้อย ชั่วคราวไม่มีปัญญาจะออกไปนอกเมืองเพื่อล่าสัตว์อสูรหนอนโลหิต แถมยังขัดสนเงินทอง ไม่อย่างนั้นพวกนางก็คงไม่รับงานนี้หรอก
"ตกลงกันไว้ก่อนนะ ค่าจ้างเดือนละห้าก้อนหินวิญญาณขั้นต่ำเป็นอย่างน้อย!"
"และพวกเราแค่มาช่วยงานเท่านั้น ไม่ได้รับแขกแต่อย่างใด!"
หวังกู่หลานและหลี่ชุ่ยหลิ่วมีสีหน้าระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยเงื่อนไขของตัวเองออกมา
"ไม่มีปัญหา!"
"ตกลงตามนี้เลย!"
ฉินอู๋เหวยพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย จนอดไม่ได้ที่จะลอบกลอกตา
แม่นางสองท่านนี้หน้าตาค่อนข้างอัปลักษณ์ ดีกว่าหญิงอัปลักษณ์อันดับหนึ่งไปไม่เท่าไหร่ ต่อให้พวกนางอยากจะรับแขก เขาก็คงต้องขอปฏิเสธ
เพื่อจะสร้างป้ายทองคำให้ลือชื่อ ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ!
......
สามวันต่อมา ฉินอู๋เหวยง่วนอยู่กับการเตรียมการขั้นสุดท้ายก่อนเปิดร้าน วุ่นวายอยู่พักใหญ่
ในยามว่าง ฉินอู๋เหวยไม่ลืมที่จะไปฝึกอบรมพวกหญิงสาว โดยเน้นย้ำแนวคิดที่ว่า การบริการต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
ส่วนเรื่องทักษะความสามารถนั้น ไม่ต้องให้เขามานั่งกังวล หญิงสาวที่ออกมาจากสำนักคณิกาหลวง ล้วนเก่งกาจทั้งเรื่องขับร้อง ฟ้อนรำ ดีดพิณ เดินหมาก เขียนพู่กัน วาดภาพ เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่าง
เพียงแต่บางคนยังลืมสถานะอันสูงส่งในอดีตของตัวเองไม่ได้ ยังมีท่าทีขัดเขิน วางตัวไม่ลง ซึ่งจำเป็นต้องมีการชี้แนะสักหน่อย
หลังจากอบรมเสร็จ ฉินอู๋เหวยก็ยิ้มบางๆ แล้วให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังว่า "สิบปี!"
"ขอเพียงพวกเจ้าทำตัวให้ดี พอครบสิบปี ไม่ต้องเอาเงินมาไถ่ตัว ข้าจะเผาสัญญาขายตัวทิ้ง แล้วปล่อยพวกเจ้าให้เป็นอิสระเอง"
การขูดรีดจนถึงกระดูกไม่ใช่รูปแบบการทำงานของฉินอู๋เหวย
เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี หญิงสาวธรรมดาเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คงไม่สาวอีกต่อไป ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนชุดใหม่แล้ว
ถึงตอนนั้น หากพวกนางมีความสามารถพอที่จะหาคนซื่อๆ มารับช่วงต่อได้ ก็ถือว่าเป็นบุญวาสนาของพวกนางเอง
"ขอบพระคุณนายน้อย!"
พวกหญิงสาวพากันตะลึง ก่อนจะมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ และสุดท้ายก็โห่ร้องด้วยความยินดี
นายน้อยช่างมีเมตตาเหลือเกิน!
สิบปีอาจจะดูยาวนาน แต่สำหรับพวกนางที่มาจากสำนักคณิกาหลวง นี่ถือเป็นเงื่อนไขที่ดีมากแล้ว
แม้กระทั่งก่อนจะมาที่นี่ พวกนางยังไม่กล้าคาดหวังถึงเพียงนี้เลย
ต้องรู้ไว้ว่าพวกนางล้วนเป็นนักโทษ และถูกลดสถานะลงเป็นทาส ไม่ใช่แค่พวกนางเอง แต่ตามกฎหมายของแคว้นเซี่ย ลูกหลานในภายภาคหน้าก็ต้องตกเป็นทาสด้วย จุดจบช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ตอนนี้มีโอกาสเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะหลุดพ้นจากการเป็นทาส แต่ยังได้อิสรภาพกลับคืนมา พวกนางจะดีใจขนาดไหนคงไม่ต้องบรรยาย
เดิมทีในหมู่พวกนางยังมีคนที่วางตัวไม่ลงและมีความต่อต้านอยู่ในใจ แต่เมื่อได้ยินฉินอู๋เหวยพูดเช่นนี้ พวกนางก็เปลี่ยนความคิดทันที ตั้งใจจะทำผลงานให้ดี เพื่อให้นายน้อยพึงพอใจ
"ถ้าอย่างนั้น ขอให้ร้านเราเปิดกิจการรุ่งเรือง!"
มุมปากของฉินอู๋เหวยยกขึ้น ประดับด้วยรอยยิ้มที่รู้กัน
"น้องฉิน ในที่สุดเจ้าก็เปิดร้านสักที พี่ชายคนนี้แทบจะรอไม่ไหวอยู่แล้ว!"
"คนพวกนี้ข้าเป็นคนลากมาเอง เส้นสายของพี่ชายคนนี้ถือว่าใช้ได้ใช่มั้ยล่ะ?!"
"น้องฉิน เดี๋ยวพวกเราต้องขอใช้บริการกินดื่มเที่ยวเล่นแบบครบวงจรของหอเซียวเหยาสักหน่อยแล้ว!"
เมื่อรู้ข่าวว่าหอเซียวเหยาเปิดทำการ จ้าวซือชงก็โบกมือเรียกพรรคพวก พาคนมานับร้อยเดินเรียงแถวเข้ามา
บวกกับผู้ฝึกตนในเมืองหลายคนที่ชอบดูเรื่องสนุก ก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ จึงพากันเดินตามเข้ามาด้วย
เพียงไม่นาน โถงใหญ่ชั้นหนึ่งก็เต็มไปด้วยผู้คน เสียงคุยจอแจดังอื้ออึง บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
เมืองสือโถวก็มีอยู่แค่นี้ ประกอบกับทุกคนล้วนมีจุดมุ่งหมายมาเพื่อล่าสัตว์อสูรหนอนโลหิต ปกติก็มักจะจับกลุ่มกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จึงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
ในตอนนี้ ทุกคนต่างขยิบตาให้กันและหัวเราะอย่างมีเลศนัย
เพราะจ้าวซือชงได้ปล่อยข่าวออกไปแล้วว่า มาช่วยอุดหนุนก็ส่วนมาช่วยอุดหนุน แต่เงินน่ะไม่ต้องจ่ายแม้แต่แดงเดียว
พูดอีกอย่างก็คือ พวกเขามากินอาหารมื้อนี้ฟรีๆ นั่นเอง!
......