- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 9 พูดคุยเรื่องอายุยืนยาวต่อหน้าผู้เป็นอมตะหรือ?
บทที่ 9 พูดคุยเรื่องอายุยืนยาวต่อหน้าผู้เป็นอมตะหรือ?
บทที่ 9 พูดคุยเรื่องอายุยืนยาวต่อหน้าผู้เป็นอมตะหรือ?
บทที่ 9 พูดคุยเรื่องอายุยืนยาวต่อหน้าผู้เป็นอมตะหรือ?
ออกเดินทางในยามวิกาล
ณ อาณาเขตของตระกูลฉิน ฉินเย่าจู่พาฉินอู๋ซวงหลบหนีออกไปอย่างเงียบเชียบ ทั้งยังปลอมแปลงโฉมหน้าอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด
เจ็บแล้วจำคือคน
ฉินเย่าจู่ไม่อยากให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน หรืออุบัติเหตุใดๆ ขึ้นอีก สิ่งที่เขาคิดมีเพียงการปิดกั้นข่าวสาร แล้วส่งฉินอู๋ซวงไปยังสำนักว่านเฉาเสียก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อออกจากเมืองแล้ว ฉินเย่าจู่ถึงจะหยิบของวิเศษประเภทบินออกมา ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าไป มันก็ขยายขนาดขึ้นตามแรงลม กลายเป็นเรือเหาะลำหนึ่งที่มีความยาวราวหนึ่งจั้ง
"อู๋ซวง ไปกันเถอะ!"
"สำนักว่านเฉาอยู่ห่างจากพวกเรามาก ต่อให้ต้องเร่งเดินทางทั้งคืน ก็ยังต้องใช้เวลาถึงห้าหรือหกวัน"
"ระหว่างทาง เจ้าจงเอาแต่ฝึกฝนก็พอ ต้องรู้ไว้ว่าสิ่งที่สำนักว่านเฉาไม่ขาดแคลนที่สุดก็คืออัจฉริยะ ต่อให้เจ้าจะเป็นผู้มีรากวิญญาณสวรรค์ เมื่อไปถึงที่นั่นก็จะเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือด ห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด"
เรือเหาะลอยทะยานขึ้นสู่ห้วงนภา ในขณะที่ฉินเย่าจู่ควบคุมการบิน เขาก็ไม่ลืมที่จะกำชับ
ฉินอู๋ซวงพยักหน้ารับ ก่อนจะลังเลเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่าหล่อเหลาก็พลันขึ้นสีระเรื่อ เอ่ยเสียงอู้อี้ว่า "ท่านผู้นำตระกูล เพื่อให้โดดเด่นในสำนักว่านเฉา ข้าต้องการทรัพยากรการฝึกตนเพิ่มอีกขอรับ"
"หินวิญญาณขั้นสูง 10 ก้อน บวกรวมกับหินวิญญาณขั้นกลาง 100 ก้อน ยังไม่พออีกหรือ?"
ฉินเย่าจู่ตื่นตะลึง ต้องรู้ไว้ว่านี่ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เลย ทางครอบครัวได้แสดงความจริงใจอย่างเต็มที่เพื่อที่จะสนับสนุนและบ่มเพาะฉินอู๋ซวง
เมื่อพิจารณาถึงจำนวนสมาชิกอันมากมายของตระกูลฉิน ลำพังแค่ผู้ฝึกตนก็มีมากถึง 130 คน ผลประโยชน์ทุกด้านล้วนต้องจัดสรรให้สมดุล การที่ยอมควักหินวิญญาณออกมามากถึงเพียงนี้ในคราวเดียว ย่อมแสดงถึงความจริงใจที่เปี่ยมล้น
และอีกประการหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉินอู๋ซวงบาดเจ็บสาหัสปางตาย ตระกูลฉินก็ต้องสูญเสียเส้นสายและทรัพยากรไปมากมายเพื่อช่วยเหลือเขา
กล่าวได้ไม่อายปากเลยว่า สำหรับฉินอู๋ซวงแล้ว ตระกูลฉินได้ทุ่มทุนสร้างไปจนหมดหน้าตัก
"ไม่พอขอรับ!"
"หลังจากเข้าร่วมสำนักว่านเฉา ข้าต้องการใช้เวลาให้สั้นที่สุดเพื่อเข้าสู่สำนักสายใน หรือแม้กระทั่งขึ้นเป็นศิษย์สืบทอด"
"ข้าได้ยินมาว่าในสำนักว่านเฉา ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์เพียงใด มีแค่ผู้ที่บรรลุขั้นสร้างรากฐานสำเร็จเท่านั้น ถึงจะเข้าสู่สำนักสายในได้ ทว่าตอนนี้ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ ยังห่างไกลจากขั้นสร้างรากฐานอีกมาก หากล้าหลังไปก้าวหนึ่ง ก็เท่ากับล้าหลังไปทุกก้าว"
ใบหน้าของฉินอู๋ซวงยิ่งแดงก่ำ แต่ยังคงยืนกรานที่จะร้องขอ
นั่นเป็นเพราะตอนนี้ในถุงเก็บสมบัติของเขา หินวิญญาณที่ตระกูลมอบให้ ล้วนถูกนายท่านยึดไปจนหมดเกลี้ยง เรียกว่ายากจนข้นแค้นสุดๆ
"ดี! มีความมุ่งมั่น!"
"อู๋ซวง ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว ในฐานะผู้นำตระกูล ข้าย่อมต้องสนับสนุนอย่างแน่นอน"
"อู๋ซวง รอจนเจ้าประสบความสำเร็จในภายภาคหน้าแล้ว ต้องไม่ลืมตระกูลฉินของพวกเรานะ!"
มุมปากของฉินเย่าจู่กระตุกเล็กน้อย พยายามฝืนทนต่อความเจ็บปวดในใจ แล้วหยิบหินวิญญาณขั้นสูงออกมาอีก 10 ก้อน
มากกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจริงๆ...
ท้ายที่สุดแล้ว ตระกูลฉินก็เป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตนธรรมดาๆ ในเมืองเฉียนหลง แม้จะมีทรัพย์สินอยู่บ้าง แต่น้ำซึมบ่อทรายก็ไม่ได้มีมากมายอะไร แถมในบรรดาทรัพย์สินเหล่านั้น ยังมีทรัพย์สินในพื้นที่ห่างไกลอย่างเมืองสือโถวรวมอยู่ด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำกำไรได้สักเท่าไร
นี่เป็นการเดิมพันด้วยพรสวรรค์ของฉินอู๋ซวงโดยแท้ หากเปลี่ยนเป็นสวะอย่างฉินอู๋เหวยล่ะก็ อย่าว่าแต่หินวิญญาณขั้นสูงเลย ต่อให้เป็นหินวิญญาณขั้นต่ำสักก้อน เขาก็คร้านจะให้เพิ่ม
ทว่าฉินเย่าจู่คงคาดไม่ถึงเลยว่า การหลั่งเลือดคำโตของตระกูลฉิน ที่อุตส่าห์ยอมควักทรัพยากรการฝึกตนออกมามากมายถึงเพียงนี้ ส่วนใหญ่กลับไปตกอยู่ในมือของฉินอู๋เหวย คนที่เขาแสนจะดูแคลน
......
รุ่งสาง ฉินอู๋เหวยตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เตรียมตัวออกเดินทางเช่นกัน
แตกต่างจากฉินอู๋ซวงที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ทางฝั่งของเขาสามารถเดินกร่างออกจากเมืองเฉียนหลงได้อย่างสง่าผ่าเผย
สวะในสายตาของคนในตระกูล คุณชายเสเพลที่ชาวเมืองเฉียนหลงต่างยอมรับ ประกอบกับนิสัยที่ดีพอสมควร ในสายตาของทุกคนจึงนับว่าไร้ซึ่งพิษสงใดๆ
ดูจากการที่เขาถูกเนรเทศไปเมืองสือโถว ปฏิกิริยาของเมืองเฉียนหลงก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว นอกเหนือจากบรรดาหญิงคณิกาในหอเยียนฮวาที่เศร้าโศกเสียใจแล้ว ขุมกำลังต่างๆ ในเมืองล้วนไร้ซึ่งระลอกคลื่น ไม่ได้สนใจไยดีอะไรเลยแม้แต่น้อย
ทว่าการที่ฉินอู๋ซวงถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส กลับดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังทุกฝ่าย คลื่นใต้น้ำก็พลอยก่อตัวขึ้นตามไปด้วย
"อู๋เหวย ระวังตัวระหว่างทางให้มาก เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว อย่าลืมส่งข่าวกลับมาบอกที่บ้านด้วยล่ะว่าปลอดภัยดี"
ณ ประตูทิศเหนือของเมืองเฉียนหลง ฉินหมิงเซวียนและหลี่ม่านเหยาต่างมีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ เอ่ยปากกำชับอีกครั้ง
"ขอรับ!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ ก้าวเท้าเดินไปที่รถม้าด้านข้าง
หนทางยาวไกล ทว่าเขามีระดับการฝึกตนเพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมของวิเศษประเภทบินได้ จึงทำได้เพียงโดยสารรถม้า
คนขับรถม้าหนึ่งคน และสาวใช้หนึ่งคน ทั้งคู่ล้วนเป็นคนของตระกูลฉิน แม้จะไม่มีรากวิญญาณ แต่ข้อดีคือพึ่งพาได้ และจงรักภักดีเป็นที่สุด
"ช้าก่อน!"
"ฉินหมิงเซวียน เอาแต่หลบหน้าตระกูลหลิ่วของพวกเราทุกวี่ทุกวัน เจ้าคิดจะถ่วงเวลาไปถึงเมื่อไรกันแน่?"
"ภายในวันนี้ เรื่องการแต่งงานนี้จะต้องถูกยกเลิก ไม่เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ออกจากเมือง!"
ขณะที่ฉินอู๋เหวยกำลังเตรียมตัวขึ้นรถม้า บุรุษชุดเขียวผู้หนึ่งก็เหยียบกระบี่บิน ร่อนลงมาจากฟากฟ้า
ด้านหลังของเขายังมีสตรีร่างสูงโปร่งในชุดสีม่วงติดตามมาด้วย รูปร่างหน้าตาสะสวยทีเดียว เพียงแต่ริมฝีปากบางไปสักหน่อย สีหน้าเย็นชาและดูเย่อหยิ่งยิ่งนัก
"หลิ่วจงฮั่น?!"
"ถึงขั้นพาหลิ่วหรูเยียนมาด้วยเลยหรือ?!"
"อะไรคือถ่วงเวลา? ลองนึกย้อนกลับไปดูสิ เป็นตระกูลหลิ่วของพวกเจ้าเองต่างหากที่ร้อนรนอยากจะหมั้นหมายกับอู๋เหวยของพวกเราตั้งแต่ยังแบเบาะ พร่ำพรรณนาคำหวานสารพัด หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้า พวกข้าก็คงไม่ตอบตกลงหรอก!"
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของฉินหมิงเซวียนก็ดูไม่ได้เอาเสียเลย แถมยังเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลี่ม่านเหยาก็แค่นเสียงเย็น รังเกียจการกระทำของตระกูลหลิ่วยิ่งนัก
"ฉินหมิงเซวียน เรื่องเก่าเก็บตั้งแต่ปางไหนแล้วก็อย่าขุดคุ้ยขึ้นมาเลย"
"สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ใครใช้ให้ฉินเหวินกว่างร่วงหล่นไปเล่า? หากบิดาของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าย่อมต้องเห็นดีเห็นงามกับการแต่งงานในครั้งนี้อยู่แล้ว"
"นี่คือหนังสือสัญญาหมั้นหมายในคราวนั้น และนี่คือหนังสือถอนหมั้นที่ข้าร่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าเพียงแค่ลงนามในนั้นก็พอ"
หลิ่วจงฮั่นส่ายหน้า พร้อมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
นึกย้อนกลับไป สาเหตุที่ตระกูลหลิ่วของพวกเขาตกลงหมั้นหมายตั้งแต่เด็ก ก็เพื่อหวังผลประโยชน์จากพรสวรรค์อันโดดเด่นของฉินเหวินกว่าง ต้องการจะตีสนิทกับสายเลือดของฉินเหวินกว่างให้มากที่สุด
ข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่า ฉินเหวินกว่างนั้นร้ายกาจมากพอ ไม่เพียงทะลวงผ่านขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ แต่ครั้งหนึ่งยังเคยบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานระดับเก้าขั้นสูงสุด ห่างจากขั้นจินตันเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ในตอนนั้น ตระกูลหลิ่วของพวกเขากล่าวเสนอครั้งแล้วครั้งเล่า แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะให้หลิ่วหรูเยียนแต่งงานเข้าไป
ใครจะคาดคิดว่า ฉินเหวินกว่างกลับมาจบชีวิตลงอย่างกะทันหันในระหว่างปฏิบัติภารกิจของตระกูล
เมื่อเป็นเช่นนี้ สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว ตระกูลหลิ่วของพวกเขาจึงไม่อยากสานต่อเรื่องการแต่งงานนี้อีกต่อไป
"ฉินอู๋เหวย เจ้ากับข้าไม่เหมาะสมกัน"
"ข้ามีพรสวรรค์รากวิญญาณแท้ธาตุน้ำและไฟ ภายภาคหน้าไม่เพียงแต่จะบรรลุขั้นสร้างรากฐานได้เท่านั้น แต่ยังมีโอกาสก้าวหน้าไปได้ไกลกว่านี้ มีอายุยืนยาว"
"ส่วนเจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง ทั้งยังเป็นผู้มีรากวิญญาณเทียม ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต ไร้โรคภัยไข้เจ็บ อายุขัยก็คงไม่เกินหนึ่งร้อยปีหรอก"
"พูดตามตรง เจ้าก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าคนธรรมดาสามัญสักเท่าไรเลย!"
"พวกเราสองคน แม้จะฝืนทนอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีวันมีความสุข"
หลิ่วหรูเยียนเปิดปากพูดออกมาเช่นกัน โดยไม่ปิดบังความรังเกียจของตนเองเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างต่อ ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นฉินอู๋เหวยคว้าหนังสือถอนหมั้นฉบับนั้นไป แล้วตวัดพู่กันลงนามชื่อของตนเองอย่างรวดเร็ว ทำราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจอย่างไรอย่างนั้น
อายุยืนยาวหรือ?
มุมปากของฉินอู๋เหวยกระตุกเล็กน้อย จู่ๆ ก็รู้สึกขบขันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หากไม่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเป็นมืออาชีพ ป่านนี้เขาคงกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
มาพูดจาเรื่องอายุยืนยาวต่อหน้าผู้เป็นอมตะอย่างเขางั้นหรือ? ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?!