- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 8 สร้างแรงกดดันให้ร่างแยกเสียหน่อย
บทที่ 8 สร้างแรงกดดันให้ร่างแยกเสียหน่อย
บทที่ 8 สร้างแรงกดดันให้ร่างแยกเสียหน่อย
บทที่ 8 สร้างแรงกดดันให้ร่างแยกเสียหน่อย
เมามายในหอนางโลม อิงแอบแนบชิดอิสตรี
ร่ายรำขับขานบทเพลง หญิงงามล่มเมือง
สุราเลิศรสกับชาดแต้มปาก แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่าง
พานพบล้วนเปรมปรีดิ์ เสื้อผ้าค่อยหลุดลุ่ย...
......
สถานที่อย่างหอนางโลม มีทั้งบัณฑิตผู้ทรงภูมิ ยอดฝีมือผู้หยาบกระด้าง และชาวบ้าน
บางคนชื่นชอบความสง่างาม บางคนหยาบโลน และบางคนก็แสร้งทำเป็นผู้ดี
แต่พูดไปพูดมา ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องใต้สะดือทั้งนั้น
และยังมีอีกหนึ่งสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตลอดกาล นั่นคือ ผู้ที่มีเงินคือพระเจ้า
หากไร้เงินทอง ต่อให้เจ้าเป็นลูกท่านหลานเธอ ก็ต้องชิดซ้ายไป
โลกมันก็เป็นเช่นนี้แหละ!
โชคดีที่ได้บารมีของบิดามารดา ฉินอู๋เหวยจึงมีเงินมาก
แม้ว่าเมื่อมองไปทั่วทั้งแคว้นเซี่ย เขาจะไม่นับว่าเป็นเศรษฐีตัวจริง แต่ในเมืองเฉียนหลง ในหอเยียนฮวาแห่งนี้ การจะเป็นคุณชายเสเพลที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญนั้น ย่อมเหลือเฟือเกินพอ
ณ เวลานี้ บนชั้นห้าของหอเยียนฮวา
ภายในห้องพักอันหรูหราทว่าเปี่ยมไปด้วยรสนิยม ฉินอู๋เหวยหันไปมองนอกหน้าต่าง นัยน์ตากระจ่างใส สีหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
"ไปล่ะ!"
ตัวเขาที่เข้าสู่สภาวะสงบดุจนักปราชญ์แล้วนั้น ไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์มากนัก ลุกขึ้นเดินลงบันได และจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
ละทิ้งสายตาอันโศกเศร้าของบรรดาสหายเก่าแก่ด้านหลังไปจนหมดสิ้น หากนำความรู้สึกที่ซื้อมาด้วยเงินทองมาเป็นจริงเป็นจัง นั่นคงเป็นเรื่องที่โง่เขลาเกินไปแล้ว
เดิมทีตั้งใจไว้ว่าจะไม่เมาไม่กลับ หรือถึงขั้นค้างคืน แต่เมื่อนึกถึงการเดินทางไกลในวันพรุ่งนี้ ฉินอู๋เหวยก็ตัดสินใจกลับจวน
ชาติก่อนเขาเป็นเด็กกำพร้า มาชาตินี้เขาจึงมีความสุขกับความรู้สึกของการมีครอบครัวเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าฉินหมิงเซวียนนั้นชอบสั่งสอน และมีนิสัยหัวแข็งอยู่บ้าง มักจะเลือดร้อนอยู่บ่อยครั้ง แต่ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมาจากความรักของบิดา
ส่วนหลี่ม่านเหยานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางรักใคร่ตามใจเขามาตั้งแต่เด็ก ขอเพียงเป็นสิ่งที่อยู่ในขอบเขตความสามารถ นางจะตอบสนองความต้องการของเขาเสมอ
ด้วยเหตุนี้ แม้ภายนอกฉินอู๋เหวยจะดูเหมือนไม่แยแสสิ่งใด แต่แท้จริงแล้วเขาหวงแหนครอบครัวนี้มาก
แน่นอนว่าบนเส้นทางแห่งความเป็นอมตะ ย่อมต้องพบพานกับความโดดเดี่ยว ต่อให้เป็นร่างแยกอัจฉริยะอย่างฉินอู๋ซวง ก็มิอาจร่วมทางกับเขาไปจนถึงจุดสิ้นสุดได้
ทว่าทิวทัศน์ระหว่างทางเหล่านี้ เขาจะเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
อย่างเช่นครอบครัวนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่จะไม่เปิดเผยความลับเรื่องความเป็นอมตะของตนเอง เขาจะตอบแทนพวกเขากลับไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ท่านแพ้แล้ว!"
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าอู๋เหวยของพวกเรานั้นมีมโนธรรม วันนี้ต้องไม่ค้างคืนนอกบ้านแน่นอน!"
หลี่ม่านเหยาที่เห็นฉินอู๋เหวยกลับมา ก็ยิ้มกว้างด้วยความเบิกบานใจ
ฉินหมิงเซวียนที่ไม่รู้ว่าไปพนันขันต่ออะไรพ่ายแพ้มา เบ้ปากเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ แต่รอยยิ้มที่มุมตากลับปิดบังไว้ไม่มิด
มื้อดึกหนึ่งมื้อ งานเลี้ยงครอบครัวหนึ่งครา แม้จะเรียบง่าย ทว่าความอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลเวียนอยู่ในใจของครอบครัวสามคน
"อู๋เหวย ท่านผู้นำตระกูลกล่าวไว้ถูกต้องแล้ว สถานที่อย่างเมืองสือโถวนั่น ขอเพียงไม่ออกไปนอกอาณาเขตเมือง ก็ยังถือว่าปลอดภัยอยู่"
"อู๋เหวย อย่าหาว่าพ่อของเจ้าบ่นเลยนะ การเดินทางอยู่ภายนอก ต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองให้มาก"
"และที่สำคัญคือต้องทนต่อความโดดเดี่ยวให้ได้ รอจนกว่าเรื่องราวทางฝั่งเมืองเฉียนหลงจะสงบลง เจ้าค่อยกลับมา"
ระหว่างมื้ออาหาร ฉินหมิงเซวียนและหลี่ม่านเหยากล่าวตักเตือนและพร่ำบ่นสารพัด ฉินอู๋เหวยเอาแต่ยิ้มรับ ไม่รู้สึกรำคาญใจเลยสักนิด
ความจริงแล้ว เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า ในเรื่องความปลอดภัยของตัวเขานั้น บิดามารดาไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เลย
เพราะเขาเตรียมตัวที่จะซ่อนเร้นเอาตัวรอดไปจนฟ้าดินสลายเลยทีเดียว...
"อู๋เหวย ดึกมากแล้ว พักผ่อนแต่หัวค่ำเถิด พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางอีก"
หลังทานอาหารเสร็จ ฉินหมิงเซวียนก็หยิบถุงเก็บสมบัติใบหนึ่งยื่นให้ฉินอู๋เหวย
ฉินอู๋เหวยรับมา เมื่อถ่ายเทพลังลมปราณเข้าไป ก็เห็นว่าภายในพื้นที่จัดเก็บนั้น มีหินวิญญาณขั้นต่ำ 100 ก้อน หินวิญญาณขั้นกลาง 10 ก้อน และหินวิญญาณขั้นสูงที่เปล่งประกายพลังลมปราณอีก 1 ก้อน
นอกจากนี้ ยังมีเสื้อผ้าต่างๆ รวมไปถึงอาหารที่เขาชอบกินเป็นประจำ
"ท่านพ่อ มากเกินไปแล้ว!"
"มีคำกล่าวว่า อย่าให้ใครเห็นทรัพย์สิน พกหินวิญญาณติดตัวมากมายปานนี้ ย่อมเป็นเหตุชักนำภัยพิบัติมาสู่ตัว"
"อีกอย่าง ในสถานที่กันดารนกยังไม่ยอมมาขี้อย่างเมืองสือโถว ก็ไม่มีที่ให้ใช้จ่ายเงินหรอก"
ฉินอู๋เหวยรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ จากนั้นก็นำหินวิญญาณขั้นกลาง 10 ก้อน และหินวิญญาณขั้นสูง 1 ก้อนนั้นออกมา เหลือไว้เพียงหินวิญญาณขั้นต่ำ 100 ก้อน
แม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะมีฐานะมั่งคั่งพอสมควร แต่หลังจากการร่วงหล่นของฉินเหวินกว่างผู้เป็นปู่ สายเลือดของพวกเขาก็เริ่มตกต่ำลง ภาระความกดดันบนบ่าของบิดามารดาก็จะยิ่งหนักอึ้งขึ้น
คาดเดาได้เลยว่า ในวันข้างหน้าครอบครัวของพวกเขาจะมีเรื่องให้ต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ การมอบหินวิญญาณให้เขามากมายเช่นนี้ในคราวเดียว เท่ากับเป็นการขูดรีดทรัพย์สินของครอบครัวไปกว่าครึ่ง
"ตกลง! เช่นนั้นพวกเราจะเก็บไว้ให้เจ้า รอจนถึงเวลาที่เจ้าแต่งภรรยาในวันข้างหน้าค่อยนำออกมาใช้!"
ฉินหมิงเซวียนและหลี่ม่านเหยามองหน้ากันแล้วยิ้ม จู่ๆ ก็พบว่าบุตรชายของตนเริ่มรู้จักความแล้ว
แต่หากพวกเขารู้ว่าฉินอู๋เหวยตั้งใจจะไปสร้างหอนางโลมที่เมืองสือโถว คาดว่าคงไม่คิดเช่นนี้แน่...
และอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากการช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว สาเหตุที่ฉินอู๋เหวยไม่รับไว้ ก็เพราะเขายังมีวิธีหาเงินทางอื่นอยู่อีก
"อู๋ซวง เจ้าแก่ฉินเย่าจู่นั่นกำลังเร่งเร้าให้เจ้าออกเดินทางคืนนี้เลยใช่หรือไม่?"
เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเอง ฉินอู๋เหวยก็กระตุ้นจิตนึกคิด เปิดการทำงานของเมล็ดพันธุ์เต๋า เพื่อติดต่อกับร่างแยกฉินอู๋ซวง
เมื่อมีเมล็ดพันธุ์เต๋าอยู่ ต่อให้เขาและฉินอู๋ซวงจะอยู่ห่างไกลกันนับหมื่นลี้ ก็สามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา สะดวกและรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
"นายท่าน ท่านเดาได้หมดเลยหรือ?!"
ฉินอู๋ซวงที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมา
ตามคำสั่งของนายท่าน เขาโกหกไปว่าตนเองได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือลึกลับ ส่วนเรื่องของยอดฝีมือลึกลับนั้น เขาก็ตอบไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ในเรื่องนี้ แม้ฉินเย่าจู่จะมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่สิ่งที่มากกว่าคือความยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง
เดิมทีคิดว่าโอกาสอันดีงามในการผงาดขึ้นของตระกูลฉินจะต้องดับสูญไปแล้ว ใครจะคาดคิดว่าวิญญาณบรรพบุรุษจะคุ้มครอง ทำให้ฉินอู๋ซวงฟื้นคืนชีพ และหายเป็นปกติในพริบตา
นี่มันสวรรค์คุ้มครองตระกูลฉินของพวกเขาชัดๆ
ฉินเย่าจู่ไม่มีเวลาไปสืบหาตัวตนของยอดฝีมือลึกลับผู้นั้น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว นั่นคือออกเดินทางในคืนนี้ และรีบส่งฉินอู๋ซวงไปยังสำนักว่านเฉาโดยเร็วที่สุด
ไม่เพียงเท่านั้น เคยเจ็บปวดย่อมฝังใจ ครั้งนี้เขาได้รับบทเรียนอย่างถ่องแท้ จึงปิดผนึกข่าวการหายดีของฉินอู๋ซวงอย่างมิดชิด และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะคุ้มกันเขาไปส่งด้วยตนเอง
"รีดไถเจ้าแก่ฉินเย่าจู่นั่นให้หนักๆ หน่อย!"
"ทางฝั่งข้ากำลังร้อนเงิน!"
ฉินอู๋เหวยกระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะออกคำสั่ง
ฉินอู๋ซวงคือความหวังในการผงาดขึ้นของตระกูลฉิน เกี่ยวพันถึงอนาคตและชะตากรรมของตระกูล
เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียว ฉินเย่าจู่ก็จำเป็นต้องหลั่งเลือดคำโตแล้ว
"ขอรับ นายท่าน"
"แต่ข้ามีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง ทางท่านผู้นำตระกูลเร่งรัดมาก ข้าไม่มีโอกาสนำของไปมอบให้ท่านเลย"
ฉินอู๋ซวงที่อยู่อีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น
"เจ้ามีหน้าที่แค่เรียกร้องให้หนัก รีดไถให้เต็มที่ก็พอ"
"ส่วนสิ่งของ ข้าจัดการเอามาเองได้!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ เมล็ดพันธุ์เต๋าที่เขาอุตส่าห์อดทนหลอมวิญญาณมาถึงสิบปีนั้น ลึกล้ำและมหัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่ใช่สิ่งที่ร่างแยกทั่วไปจะเทียบเคียงได้เลย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉินอู๋เหวยก็อาศัยเมล็ดพันธุ์เต๋า เปิดพื้นที่จัดเก็บของฉินอู๋ซวงโดยตรง แล้วหยิบเอาหินวิญญาณขั้นสูง 10 ก้อน หินวิญญาณขั้นกลาง 100 ก้อน พร้อมด้วยยันต์วิญญาณอัคคีหนึ่งแผ่น และยันต์เร้นกายอีกหนึ่งแผ่นออกมา
ถึงอย่างไร ทุกสิ่งของร่างแยก ก็ล้วนเป็นของเขา
ในฐานะนายท่าน ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจฉินอู๋ซวง
ส่วนเรื่องที่ยึดเอาทรัพยากรไปมากมายขนาดนี้ แล้วฉินอู๋ซวงจะขัดสนหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ในข้อพิจารณาของฉินอู๋เหวยเลยสักนิด
ในฐานะนายท่าน บางครั้งก็ต้องสร้างแรงกดดันให้ร่างแยกเสียบ้าง
นี่แหละที่เรียกว่าวิถีแห่งการปกครองคนใต้บังคับบัญชา!