- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 7 สร้างหอนางโลมสักแห่ง
บทที่ 7 สร้างหอนางโลมสักแห่ง
บทที่ 7 สร้างหอนางโลมสักแห่ง
บทที่ 7 สร้างหอนางโลมสักแห่ง
เคล็ดวิชาอัสนีสวรรค์!
เคล็ดวิชาที่ฉินอู๋ซวงฝึกฝน เมื่อผสานกับรากวิญญาณสวรรค์ธาตุอัสนี อานุภาพของวิชาอาคมย่อมเหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างมาก
กล่าวได้ไม่อายปากเลยว่า ฉินอู๋ซวงสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้สบายๆ แม้จะเป็นผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณระดับหก ก็ยังมิอาจเป็นคู่มือของเขาได้
และพลังรบอันแข็งแกร่งนี้ ก็ได้ตกเป็นของฉินอู๋เหวยไปแล้ว
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ สะบัดมือสลายประกายสายฟ้าในกำมือ แล้วหยัดกายลุกขึ้น
เขาเพียงแค่ทดลองสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของร่างแยกเมล็ดพันธุ์เต๋า ส่วนเรื่องงานหนักอย่างการฝึกฝนนั้น ปล่อยให้ฉินอู๋ซวงจัดการไปก็แล้วกัน
ถึงอย่างไร ของฉินอู๋ซวง ก็คือของฉินอู๋เหวย
ส่วนของฉินอู๋เหวย ก็ยังคงเป็นของตัวเขาเอง...
"นี่ฝึกเสร็จแล้วหรือ?!"
เมื่อเห็นฉินอู๋เหวยเดินออกจากห้องฝึกตนเร็วปานนี้ ฉินหมิงเซวียนและหลี่ม่านเหยาสองสามีภรรยาก็มองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นถึงความจนใจบนใบหน้าของอีกฝ่าย
ด้วยสมาธิเท่านี้ ด้วยสภาพจิตใจเยี่ยงนี้ ประกอบกับพรสวรรค์รากวิญญาณเทียม มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนเลย
คาดว่าสำหรับฉินอู๋เหวยแล้ว แค่บรรลุขั้นสร้างรากฐานก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ
ทว่าเมื่อนึกถึงสภาพร่อแร่ใกล้ตายของฉินอู๋ซวง พวกเขาก็ปลงตก ขอเพียงบุตรชายของตนแคล้วคลาดปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปตลอดรอดฝั่งก็ดีมากแล้ว
"ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย!"
ทำอะไรต้องรีบลงมือ เรื่องเผ่นหนีจะชักช้าไม่ได้เด็ดขาด ฉินอู๋เหวยตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองสือโถวเลย
ก่อนจากไป เขาตัดสินใจจะไปเยือนหอเยียนฮวาสักครา
ในฐานะแขกคนสำคัญของหอเยียนฮวา หรือจะเรียกว่าแขกพิเศษระดับสูงก็ย่อมได้ เขามีสหายเก่าแก่อยู่หลายคน และล้วนเป็นระดับนางโลมอันดับหนึ่งทั้งสิ้น
แม้จะเป็นความรู้สึกที่ซื้อมาด้วยเงินทอง แต่ผู้ที่กำลังจะเดินทางไกลเช่นเขา แวะไปกล่าวอำลาสักหน่อยจะเป็นไรไป ถือโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้สึกลึกซึ้งกันสักรอบด้วย
แน่นอน นอกจากการแลกเปลี่ยนแล้ว เขายังมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ด้วย
"ออกไปข้างนอก? หรือว่าจะไป..."
ฉินหมิงเซวียนอึกอัก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบุตรชายกำลังจะเดินทางไกล ท้ายที่สุดก็จำต้องกลืนคำตำหนิที่จ่ออยู่ริมฝีปากลงคอไป
แต่ในใจก็ยังอดบ่นอุบไม่ได้ เขาล่ะสงสัยจริงๆ เด็กหนุ่มอายุเพิ่งจะสิบสอง ไฉนถึงได้หลงใหลเรื่องพรรค์นี้นัก? วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่คิดจะไปเที่ยวเสเพลกินดื่ม
ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของเมืองเฉียนหลง บุตรชายของเขาเรียกได้ว่าเป็นเศษสวะ ไร้ชื่อเสียงเรียงนามใดๆ ให้จดจำ
แต่หากพูดถึงบรรดาคุณชายเสเพลว่าใครไม่เอาถ่านที่สุด บุตรชายของเขาต้องครองอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
"อิจฉามากใช่หรือไม่? ท่านก็อยากไปเที่ยวบ้างล่ะสิ?"
หลี่ม่านเหยาหรี่ตาแคบ เอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"ก็มีบ้าง... ถุย! มีแต่ความโกรธเกรี้ยว ทั้งยังรังเกียจและดูแคลนอย่างสุดซึ้งต่างหาก!"
"นี่เห็นว่าเป็นบุตรชายของพวกเราหรอกนะ หากเป็นผู้อื่น ข้าคงหักขามันไปนานแล้ว!"
"สถานที่มืดฟ้ามัวดินอย่างหอเยียนฮวา ชาตินี้ข้าไม่มีวันเหยียบเข้าไปเด็ดขาด!"
ฉินหมิงเซวียนเหม่อลอยไปชั่วขณะ เกือบจะหลุดปากพูดความในใจ แต่ด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอันแรงกล้า จึงรีบแก้ต่างให้ตัวเองได้ทันท่วงที
......
"ไอหยา! ดูสิว่าใครมา?!"
"คุณชายใหญ่ฉิน ไม่พบกันวันเดียวเหมือนห่างหายไปสามฤดูสารท พวกข้าคิดถึงท่านแทบแย่แล้ว!"
"ว่ามาเถิด วันนี้ต้องการเรียกหานางโลมอันดับหนึ่งคนใด? ข้าจะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้!"
เมื่อแม่เล้าเห็นฉินอู๋เหวย นัยน์ตาก็ทอประกายวาบ รีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น
นี่คือลูกค้าประจำของหอเยียนฮวา ขอเพียงปรนนิบัติคุณชายน้อยท่านนี้ให้ดี กิจการหอเยียนฮวาของพวกนางย่อมรุ่งเรือง
น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือ มีข่าวลือแว่วมาว่า ฉินอู๋เหวยกำลังจะถูกเนรเทศไปยังเมืองสือโถวแถบชายแดน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองเฉียนหลงมาก คาดว่าในภายภาคหน้าคงยากที่จะแวะเวียนมาที่หอเยียนฮวาของพวกนางได้อีก
ขาดคุณชายน้อยท่านนี้ไป กิจการหอเยียนฮวาคงต้องซบเซาไปสักพักเป็นแน่
"ยังไม่ต้องรีบร้อนจัดเตรียมห้อง ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า"
ฉินอู๋เหวยตอบ นัยน์ตาทอประกายเล็กน้อย
วันนี้เขาไม่ได้มาเพียงเพื่อหาความสำราญ แต่ก่อนจะหาความสำราญ ยังมีธุระปะปังที่ต้องจัดการเสียก่อน
"คุณชายใหญ่ฉิน ท่านคงไม่ได้คิดจะเปลี่ยนรสชาติหรอกนะ?"
"ขอเพียงท่านต้องการ ข้าย่อมงัดทุกกลเม็ดเด็ดพรายออกมา รับรองว่าจะทำให้ท่านพึงพอใจอย่างแน่นอน!"
แม่เล้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าปีติยินดี
"เหลวไหล! ใครจะเปลี่ยนรสชาติ!"
"สายตาของข้าสูงส่งมาแต่ไหนแต่ไร คิดว่าข้าจะหิวโซจนกินไม่เลือกหรืออย่างไร?!"
"เลิกทำท่าทางยั่วยวนอยู่ตรงนี้ได้แล้ว ข้ามาหาเจ้าเพราะมีธุระ!"
ฉินอู๋เหวยกรอกตาบน แม่เล้าผู้นี้แก่หง่อมจนความงามร่วงโรย รูปร่างก็อวบอั๋นบานเบอะ เขาทำใจกลืนไม่ลงจริงๆ
เมื่อเข้ามาในห้องและนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ฉินอู๋เหวยก็หยิบก้อนทองคำออกมาหนึ่งก้อน ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็เก็บทองคำกลับไป แล้วเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณขั้นต่ำหนึ่งก้อน
สำหรับคนธรรมดาสามัญ ทองคำคือสกุลเงินที่แข็งแกร่ง
ทว่าแคว้นเซี่ยคือแคว้นแห่งผู้ฝึกตน ภายในเมืองใหญ่ทั้งสามสิบหกแห่ง ล้วนเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนมากหน้าหลายตา
ยกตัวอย่างเช่นเมืองเฉียนหลง มีประชากรนับล้านคน ในจำนวนนี้ย่อมมีผู้ฝึกตนปะปนอยู่มากมาย ชาวบ้านร้านตลาดต่างเห็นจนชินตาเสียแล้ว
ส่วนสถานที่อย่างหอเยียนฮวา ล้วนเป็นแหล่งรวมผู้คนร้อยพ่อพันแม่ แหล่งข่าวสารจึงรวดเร็วฉับไวที่สุด
แม้แม่เล้าจะเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ก็มีประสบการณ์โชกโชน ลำพังทองคำเพียงก้อนเดียว คงยากจะทำให้นางยอมทุ่มเทช่วยทำงานให้
"คุณชายใหญ่ฉิน มีสิ่งใดโปรดสั่งมาได้เลย ข้าจะตั้งใจทำสุดความสามารถ เพื่อจัดการให้ท่านอย่างแน่นอน!"
เมื่อเห็นหินวิญญาณขั้นต่ำก้อนนั้น นัยน์ตาของแม่เล้าก็เบิกกว้าง รีบเอ่ยปากรับคำทันที
"นี่เจ้าพูดเองนะ!"
"รับเงินไปแล้วก็ต้องทำงาน หากทำไม่ได้ ก็จงอย่ารับไปจะดีกว่า!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ แล้วบอกกล่าวจุดประสงค์ของตนออกไป
"คุณชายใหญ่ฉิน ท่านต้องการสร้างหอนางโลมหรือเจ้าคะ?!"
"เรื่องสร้างน่ะง่ายดาย แต่สถานที่อย่างเมืองสือโถวมันห่างไกลความเจริญเกินไป พวกแม่นางทั้งหลายไม่มีใครยอมไปหรอกเจ้าค่ะ!"
แม่เล้าเผยสีหน้าลำบากใจ นางยินดีช่วยเหลือเต็มที่อยู่แล้ว ตราบใดที่หอนางโลมไม่ได้สร้างขึ้นในเมืองเฉียนหลง เพื่อมาแย่งลูกค้าหอเยียนฮวาของนาง
เพื่อหินวิญญาณขั้นต่ำก้อนนี้ นางถึงขนาดยอมส่งหญิงสาวไปช่วยสักสองสามคนด้วยซ้ำ
แต่ปัญหาคือ เมืองสือโถวมันกันดารเกินไป ไร้ผู้คนสัญจร แถมยังเป็นทะเลทราย ต่อให้เป็นหญิงคณิกา ก็ยังไม่อยากไปเลย
ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจหอนางโลมต้องพึ่งพารูปโฉมวัยสาว ในสถานที่อย่างเมืองสือโถว ไม่มีใครมาอุดหนุนหรอก ปล่อยให้เวลาวัยสาวผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ จะทำไปเพื่อสิ่งใด?
"ก็มีเหตุผล"
"หากมันจัดการง่ายดาย ข้าจะมาหาเจ้าทำไม?"
ฉินอู๋เหวยเลิกคิ้วขึ้น เรื่องนี้รับมือยากจริงๆ
แต่มีคำกล่าวไว้ว่า มีเงินย่อมจ้างผีโม่แป้งได้
เขาเชื่อว่าหินวิญญาณขั้นต่ำหนึ่งก้อน ย่อมมีแรงดึงดูดมากพอสำหรับคนธรรมดา
"คุณชายใหญ่ฉิน ข้าคิดออกแล้วเจ้าค่ะ!"
"พวกผู้หญิงจากสำนักคณิกาหลวง ล้วนเป็นนักโทษที่มีความผิดติดตัว เรียกได้ว่าเป็นทาสก็ไม่ปาน จะจับพวกนางไปวางไว้ที่ไหนก็ย่อมได้"
"พอดีเลยว่าเถ้าแก่เบื้องหลังหอเยียนฮวาของเรา มีเส้นสายทางด้านนี้อยู่ สามารถช่วยจัดการให้ท่านได้"
"แน่นอน เรื่องนี้จำเป็นต้องให้คุณชายใหญ่ฉินเสียเงินซื้อตัวพวกนางมาอีกทอดหนึ่ง"
เพื่อหวังจะกอบโกยหินวิญญาณขั้นต่ำก้อนนี้ แม่เล้าถึงกับเค้นสมองอย่างหนัก จนในที่สุดก็คิดหาวิธีออกมาได้จริงๆ
"เรื่องเงินคือเรื่องเล็ก!"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางๆ พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหยิบหินวิญญาณขั้นต่ำออกมาอีกก้อนวางลงบนโต๊ะ แล้วหยัดกายลุกขึ้น
ธุระปะปังจัดการเสร็จสิ้น ต่อไปก็ถึงเวลาดื่มด่ำความสำราญเสียที
เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้ว วันนี้เขาจึงต้องปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของบรรดาสหายเก่าแก่ทั้งหลายเสียหน่อย
......