- หน้าแรก
- ปฐมบทจอมคนเหนือบัลลังก์
- บทที่ 89 โขกศีรษะพร้อมเพรียง
บทที่ 89 โขกศีรษะพร้อมเพรียง
บทที่ 89 โขกศีรษะพร้อมเพรียง
“คุณชายจ้าว!”
“คุณชายจ้าว โปรดรั้งรอก่อน!”
บ่าวรับใช้เร่งฝีเท้าไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว หอบหายใจจนแทบไม่ทัน พลางกล่าวว่า “คุณชายจ้าว นายท่านของข้าบอกว่า... แฮ่ก... บอกว่าจะยกหาดหินริมแม่น้ำให้ท่านทั้งหมด ขอเพียงเพิ่มเงินอีกห้าร้อยตำลึง ก็จะจัดการปรับหน้าดินบริเวณหาดหินให้ราบเรียบทั้งหมดเลยขอรับ!”
จ้าวฮั่นค่อยๆ หันกายกลับมา จ้องมองบ่าวรับใช้ด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น “นายท่านสกุลหวงของเจ้า คิดว่าข้าเป็นคนโง่งมกระมัง?”
“หา?” บ่าวรับใช้อ้าปากค้าง มิรู้ว่าจะต่อบทสนทนาเช่นไรดี
จ้าวฮั่นชี้มือไปยังริมแม่น้ำ “หาดหินรกร้างพวกนั้นทอดยาวตั้งสองสามลี้ ตรงกลางยังขาดเป็นห้วงๆ มีพื้นที่เพาะปลูกคั่นอยู่ตั้งหลายแปลง จะปรับหน้าดินให้ราบเรียบทั้งหมดไปเพื่อการใด?”
นั่นสิ จะปรับหน้าดินทั้งหมดไปเพื่ออันใดเล่า คงมิใช่จะให้คลังสินค้าของคุณชายจ้าวตั้งอยู่ทิศตะวันออกหลังหนึ่ง ทิศตะวันตกหลังหนึ่ง ลากยาวไปสองสามลี้ เวลาปลูกสร้างและใช้งานยังต้องคอยเดินอ้อมแปลงเพาะปลูกอีกกระมัง
บ่าวรับใช้ถึงกับไร้คำจะเอื้อนเอ่ย รู้สึกว่านายท่านของตนชักจะเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้น... เช่นนั้นข้าน้อยจะกลับไปเรียนนายท่าน ว่าคุณชายจ้าวมิต้องการพื้นที่มากมายถึงเพียงนั้นดีหรือไม่ขอรับ?”
จู่ๆ จ้าวฮั่นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส เอ่ยถามขึ้นว่า “รู้จักกันมาหลายวันแล้ว ข้ายังมิรู้เลยว่าเจ้ามีนามว่ากระไร”
‘คุณชายจ้าวถามชื่อของข้าหรือ? คุณชายจ้าวให้ความสำคัญกับข้าแล้วใช่หรือไม่?’
บ่าวรับใช้ข่มความปีติยินดีในใจ โค้งกายประสานมือกล่าว “เรียนคุณชายจ้าว ข้าน้อยแซ่หวง นามอันต่ำต้อยคือซานสุ่ยขอรับ”
“หวงซานสุ่ยสินะ” จ้าวฮั่นตบไหล่ของคนผู้นั้นเบาๆ
เพียงถูกตบไหล่อย่างลวกๆ หวงซานสุ่ยกลับรู้สึกราวกับร่างกายเบาหวิว ภายในใจเอ่อล้นไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้รับความโปรดปรานจากบุคคลสำคัญ เขายิ่งค้อมเอวลงต่ำกว่าเดิม เอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “คุณชายจ้าวมีสิ่งใด โปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ”
จ้าวฮั่นหัวเราะร่วน “กลับไปบอกนายท่านของเจ้าเถิด ว่าเปิ่นเส้าเหยียแม้จะผลาญสมบัติเก่ง แต่ก็มิใช่คนโง่เขลา เขาคิดอ่านประการใด ข้าย่อมกระจ่างแก่ใจดี มิพ้นแค่อยากได้เงินเพิ่มอีกสักหน่อยเท่านั้น จงไปบอกเขาว่า เงินห้าร้อยตำลึงข้าเพิ่มให้ได้ แต่ต้องรับปากเงื่อนไขของข้าสักสองสามข้อ”
“คุณชายจ้าวโปรดชี้แนะ” หวงซานสุ่ยรีบกล่าว
จ้าวฮั่นสะบัดพัดจีบ กางออกดังพรึ่บ พัดวีรับลมพลางเอ่ย “ข้อแรก พื้นที่เพาะปลูกที่คั่นอยู่ตรงกลางนั่น ต้องขายให้ข้าทั้งหมด ข้อสอง หาดหินริมแม่น้ำมันแคบเกินไป ต้องขยายให้กว้างขึ้นอีก แน่นอนว่าย่อมต้องกินพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปด้วย ค่าซื้อที่ดินส่วนนั้นข้าจะคิดแยกต่างหาก รับรองว่ามิทำให้นายท่านของเจ้าต้องเสียเปรียบ หากเรื่องนี้สำเร็จลุล่วง ข้ามีรางวัลให้เจ้าแน่!”
มีรางวัลให้ด้วยหรือ? หวงซานสุ่ยพลันฮึกเหิมเต็มประดา ถึงกับเอ่ยปากสาบาน “คุณชายจ้าววางใจได้เลยขอรับ ข้าน้อยรับรองว่าจะจัดการให้สำเร็จจงได้!”
เจ้าหมอนี่วิ่งหน้าตั้งกลับไปรายงานอย่างเริงร่า ทว่าสาวใช้เสี่ยวหงกลับมีสีหน้าอมทุกข์ จ้าวฮั่นเดินพลางเอ่ยถาม “เจ้าเป็นอันใดไป?”
เสี่ยวหงทรุดตัวลงคุกเข่ากะทันหัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “ขอร้องคุณชายโปรดอย่าได้ยึดครองที่ดินไปมากมายถึงเพียงนั้นเลยเจ้าค่ะ โปรดเหลือทางรอดให้พวกเราบ้างเถิด”
“ตรงนั้นมีที่ดินของบ้านเจ้าด้วยหรือ?” จ้าวฮั่นเอ่ยถาม
เสี่ยวหงดูเฉลียวฉลาดกว่าเสี่ยวชุ่ยอย่างเห็นได้ชัด วาจาที่เอื้อนเอ่ยก็ฉะฉานกว่า “คุณชายเจ้าคะ ที่ดินหลายแปลงที่คั่นอยู่กลางหาดหิน ล้วนเป็นของนายท่านหวงทั้งสิ้น ฤดูร้อนมักถูกน้ำท่วมได้ง่าย ทำนาไม่ได้ ทำได้เพียงปลูกผักและธัญพืชเล็กๆ น้อยๆ ตรงนั้นมีที่ดินอยู่สองแปลง เป็น... เป็นบิดามารดาและพี่ชายพี่สะใภ้ของข้าที่เช่าทำกินอยู่ ขอคุณชายโปรดเมตตาประทานทางรอดให้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
“นายท่านหวงมอบสัญญาขายตัวของเจ้าให้ข้าแล้ว เช่นนั้นยามนี้เจ้าก็คือสาวใช้ของข้า” จ้าวฮั่นแย้มยิ้ม “ลุกขึ้นเถิด ข้ามิมีทางปล่อยให้คนของตัวเองต้องตกระกำลำบากหรอก”
“ขอบพระคุณคุณชายจ้าว ขอบพระคุณคุณชายจ้าวเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหงรีบโขกศีรษะอย่างรวดเร็ว เกรงว่าจ้าวฮั่นจะกลับคำ
เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม เขาก็พาเสี่ยวหงเข้าไปในห้อง เสี่ยวชุ่ยกำลังฝึกคัดลายมืออยู่ นางใช้พู่กันจุ่มน้ำเปล่า เขียนตัวเลขหนึ่ง สอง สาม ลงบนแผ่นไม้
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เสี่ยวชุ่ยก็หันขวับกลับมาด้วยความดีใจ “คุณชายกลับมาแล้ว... เอ๊ะ เสี่ยวหง!”
“เสี่ยวชุ่ย” เสี่ยวหงฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย
เสี่ยวชุ่ยเดินเข้าไปจับมือเสี่ยวหงพลางกล่าว “เจ้ามิต้องหวาดกลัวไปหรอก คุณชายดีต่อพวกเรามาก สองวันนี้คุณชายยังสอนข้าอ่านเขียนด้วยนะ เจ้าลองมาดูสิ ข้าเขียนถึงเลขสิบได้แล้ว”
เสี่ยวหงเดินตามไปอย่างเหม่อลอย มองดูเสี่ยวชุ่ยจับพู่กันเขียนหนังสือ บนใบหน้าของเสี่ยวชุ่ยประดับด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ นางเขียนไปพลางเอ่ยไปพลาง “วาจาที่เอ่ยอยู่ข้างนอกนั่น คุณชายล้วนแสร้งทำทั้งสิ้น ท่านคือเจ้านายที่ประเสริฐที่สุดในใต้หล้าเลยเชียว”
เสี่ยวหงมิเชื่อแม้แต่น้อย จ้าวฮั่นทำเอานางหวาดกลัวแทบแย่
จ้าวฮั่นหยิบสัญญาขายตัวของทั้งสองคนออกมา ยื่นส่งให้พลางกล่าว “สัญญาขายตัวของพวกเจ้า พวกเจ้าฉีกมันทิ้งเองเถิด”
เสี่ยวชุ่ยที่เดิมทีกำลังเบิกบานใจ จู่ๆ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุบพลางกล่าว “ขอคุณชายโปรดอย่าได้รังเกียจ ข้า... ภายภาคหน้าข้าจะตั้งใจทำงานให้ดีเจ้าค่ะ”
เสี่ยวหงเองก็รีบคุกเข่าลงตาม คิดว่าจ้าวฮั่นจงใจหยั่งเชิงพวกนาง
“เฮ้อ!”
จ้าวฮั่นทอดถอนใจ หยิบสัญญาขายตัวขึ้นมาอีกครั้ง แล้วฉีกทิ้งจนแหลกละเอียดในทันที
เสี่ยวหงดีใจจนแทบคลั่ง ขาดก็เพียงแค่หัวเราะร่วนออกมาเท่านั้น ทว่าเสี่ยวชุ่ยกลับจิตใจหลุดลอย ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น นางคิดว่าตนเองถูกจ้าวฮั่นทอดทิ้งเสียแล้ว ภายภาคหน้าคงทำได้เพียงกลับบ้านไปทำนา จากนั้นก็หาชาวนาสักคนแต่งงานด้วย
“รีบลุกขึ้นเถิด” จ้าวฮั่นประคองทั้งสองคนขึ้นมาด้วยตนเอง “อยู่ที่นี่ ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน มิมีเจ้านาย มิมีบ่าวไพร่ หากพวกเจ้าอยากกลับบ้าน ก็จงกลับไปเองเถิด หากพวกเจ้าอยากรั้งอยู่ ก็จงติดตามข้าต่อไป รับรองว่ามิทำให้พวกเจ้าต้องเสียเปรียบแน่”
เสี่ยวหงที่เดิมทีกำลังดีใจ ยามนี้กลับมีสีหน้างุนงงอีกครา นางมิเข้าใจเลยว่าจ้าวฮั่นต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่ จะทุบตีบ่าวไพร่ให้ตายก็ยังได้ จำเป็นต้องมาเสแสร้งแกล้งทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ทว่าเสี่ยวชุ่ยกลับโขกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ข้าจะติดตามคุณชาย จะให้เป็นวัวเป็นม้าก็ยอมเจ้าค่ะ” กล่าวกระนั้น นางก็กระตุกชายเสื้อของเสี่ยวหง เร่งเร้าว่า “เจ้ารีบคุกเข่าสิ คุณชายมิทุบตีคนหรอกนะ แถมยังได้กินอิ่มทุกมื้อด้วย”
มิทุบตีคน? ได้กินอิ่มทุกมื้อ?
จู่ๆ เสี่ยวหงก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ รีบโขกศีรษะตามพลางกล่าว “ข้าก็ยินดีเป็นวัวเป็นม้าให้คุณชายเจ้าค่ะ”
เสี่ยวชุ่ยรู้ธรรมเนียมดีกว่า จึงเอ่ยสอนว่า “อยู่ที่นี่ ห้ามเรียกตัวเองว่าบ่าว ต้องเรียกว่า ‘ข้า’ ห้ามลืมเด็ดขาดเชียวนะ”
“ข้า... ข้า...” เสี่ยวหงชักจะมึนงงอีกแล้ว นางมิเข้าใจสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย
จ้าวฮั่นประคองทั้งสองคนขึ้นมาอีกครั้ง “ห้ามเรียกตัวเองว่าบ่าว และห้ามเอะอะก็คุกเข่า พวกเราอยู่ด้วยกัน ล้วนเป็นพี่เป็นน้องกันทั้งสิ้น เถี่ยหนิว!”
จางเถี่ยหนิวที่เดิมทีกำลังยืนดูเรื่องสนุก จู่ๆ ก็ถูกจ้าวฮั่นเรียกชื่อ ทำเอาตกใจจนรีบเอ่ยว่า “วันนี้ข้าฝึกคัดลายมือแล้วนะ!”
“เมื่อก่อนเจ้าทำงานอันใด?” จ้าวฮั่นเอ่ยถาม
จางเถี่ยหนิวตอบว่า “แบกหามอยู่ที่ท่าเรือ”
จ้าวฮั่นชี้ไปทางจางเถี่ยหนิว เอ่ยกับหญิงสาวทั้งสองว่า “ได้ยินหรือไม่ เมื่อก่อนเขาก็เป็นแค่กรรมกร หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างแบกหาม ทว่ายามนี้เขาคือพี่น้องของข้า”
จางเถี่ยหนิวหัวเราะร่วน “ใช่ ล้วนเป็นพี่น้องกัน”
จ้าวฮั่นชี้ไปทางเฉินเม่าเซิงอีกคน “เมื่อก่อนเขาเป็นงิ้ว เป็นนักดนตรี เป็นชนชั้นต่ำต้อย ทว่ายามนี้ก็เป็นพี่น้องของข้าเช่นกัน”
เฉินเม่าเซิงฉีกยิ้มกว้าง ดูเบิกบานใจเป็นพิเศษ
จ้าวฮั่นกล่าวสืบไป “อยู่ที่นี่ มิมีการแบ่งแยกสูงต่ำดำขาว มีเพียงพี่น้องสหาย ภายภาคหน้า พวกเจ้าก็คือพี่เสี่ยวหง พี่เสี่ยวชุ่ยของข้า”
เสี่ยวชุ่ยแคะเล็บมือตัวเอง เอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก “แต่ข้าอยากเป็นสาวใช้ของคุณชายนี่นา ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งสองวันแล้ว คุณชายก็ยังมิยอมให้ปรนนิบัติยามหลับนอน คงจะรังเกียจว่าเนื้อตัวข้าสกปรกเป็นแน่”
จ้าวฮั่นทำได้เพียงทอดถอนลมหายใจ นี่มันถูกล้างสมองมาอย่างหนักหน่วงจริงๆ ในหัวมีแต่ความคิดเยี่ยงทาสฝังรากลึก เช่นนั้นก็ต้องจัดอะไรที่มันกระตุ้นความรู้สึกเสียหน่อย!
จู่ๆ จ้าวฮั่นก็จัดระเบียบร่างกาย ประสานมือคารวะ แถมยังโค้งคำนับจนสุดตัว ขาดก็เพียงแค่คุกเข่าลงไปเท่านั้น
“น้องชายขอคารวะพี่สาวทั้งสอง!”
“ว้าย!”
“คุณชายรีบลุกขึ้นเถิด!”
“มิได้นะเจ้าคะ อายุขัยพวกเราจะสั้นลงเอาได้!”
“...”
หญิงสาวทั้งสองรีบเข้าไปประคอง ทว่ากลับประคองมิขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตกใจจนรีบคุกเข่าลง โขกศีรษะให้จ้าวฮั่นทันที ทั้งสามคนกราบไหว้กันไปมา ทำเอาราวกับกำลังเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินหมู่ก็มิปาน
จางเถี่ยหนิวและเฉินเม่าเซิงสบตากัน บนใบหน้าล้วนเผยแววตื่นตะลึง จางเถี่ยหนิวดูแคลนงิ้วอย่างเฉินเม่าเซิง เฉินเม่าเซิงเองก็ดูแคลนสาวใช้อย่างเสี่ยวชุ่ย ภายในใจของพวกเขาย่อมมีการแบ่งแยกชนชั้น ทว่าจ้าวฮั่นกลับทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการแก่สาวใช้ทั้งสอง ในชั่วพริบตาก็ทำลายค่านิยมทั้งสามของพวกเขาจนแหลกสลาย
จู่ๆ น้ำตาของเฉินเม่าเซิงก็รินไหล ในที่สุดเขาก็เชื่ออย่างหมดใจ ว่าจ้าวฮั่นมิมีการแบ่งแยกชนชั้นสูงต่ำจริงๆ มนุษย์เกิดมาล้วนเท่าเทียม มิมีสูงต่ำดำขาว สองประโยคนี้ จ้าวฮั่นพร่ำพูดอยู่เสมอ เมื่อก่อนพวกเขายังครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
เฉินเม่าเซิงคุกเข่าลงเช่นกัน ทว่ามิได้โขกศีรษะให้ผู้ใด เพียงแต่พนมมือเข้าหากัน น้ำตานองหน้าพลางท่องบ่นในใจ ‘พระแม่กวนอิมเบื้องบน ท่านต้องคุ้มครองให้คุณชายได้เป็นฮ่องเต้นะขอรับ ท่านคือเทพสวรรค์จุติลงมา เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่คนอาภัพอย่างพวกเรา...’
จางเถี่ยหนิวมองดูคนทั้งสี่ภายในห้อง พึมพำกับตนเองว่า “บ้าไปแล้ว บ้ากันไปหมดแล้ว” จางเถี่ยหนิวหิ้วขวานเดินออกจากห้อง ยืนอยู่หน้าประตู มิรู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เป็นอันใดไป?” ผังชุนไหลเดินออกมาจากห้องข้างๆ
จางเถี่ยหนิวหัวเราะแหะๆ พลางกล่าว “สี่คนข้างในกำลังเล่นกราบไหว้ฟ้าดินกันอยู่น่ะ”
“เล่นกราบไหว้ฟ้าดิน?”
ผังชุนไหลผลักบานประตูเปิดออกครึ่งหนึ่ง เขามองเห็นมิสู้ชัดเจนนัก เห็นเพียงสามคนในนั้นกำลังกราบไหว้กันไปมา ส่วนอีกคนดูเหมือนกำลังพนมมือไหว้พระโพธิสัตว์อยู่
‘วิถีแห่งราชัน! กระหายใคร่ได้ปราชญ์ถึงเพียงนี้ กระทั่งสาวใช้บ้านนอก ก็ยังยอมลดตัวลงไปกราบไหว้ กลยุทธ์ซื้อใจคนช่างล้ำเลิศนัก’
ผังชุนไหลรู้สึกปลาบปลื้มใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องตักเตือนสักหน่อย การซื้อใจคนก็ควรเลือกเป้าหมายด้วย ทำเพื่อสาวใช้สองคนมันมิคุ้มค่าเอาเสียเลย
เสี่ยวชุ่ยโขกศีรษะอยู่นานสองนาน เห็นจ้าวฮั่นยังมิยอมหยุด จู่ๆ ก็โผเข้าไปกอดพลางร้องไห้โฮ “คุณชาย... ฮือๆๆ... ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย หากท่านยังกราบไหว้อีก ข้า... ข้าคงต้องขาดใจตายเป็นแน่”
จ้าวฮั่นยืดกายขึ้นยืนตรงพลางกล่าว “เช่นนั้นเจ้ายินยอมเป็นพี่สาวหรือไม่?”
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้าทั้งน้ำตา “ยินยอมเจ้าค่ะ ขอเพียงคุณชายเลิกกราบไหว้ จะให้ข้าทำสิ่งใดก็ยอมทั้งสิ้น”
จ้าวฮั่นเผยรอยยิ้ม หันไปถามเสี่ยวหงอีกคน “แล้วเจ้าล่ะ?”
“ยิน... ยินยอมเจ้าค่ะ” เสี่ยวหงรับคำอย่างมึนงง
“ฮ่าๆๆๆ!”
จ้าวฮั่นหัวเราะร่วนอย่างเบิกบานใจ “พี่สาวทั้งสอง รีบลุกขึ้นเถิด พวกเรามาคุยธุระปะปังกันดีกว่า”
เขาให้หญิงสาวทั้งสองนั่งลงบนขอบเตียง ส่วนจ้าวฮั่นก็ลากม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งลง
เสี่ยวหงและเสี่ยวชุ่ย แม้จะมิรู้ว่าเหตุใดจ้าวฮั่นจึงทำเช่นนั้น ทว่าก็รู้ดีว่าเขาคือคนดีอันดับหนึ่งในใต้หล้า เจ้านายที่มิทุบตีบ่าวไพร่พร่ำเพรื่อก็นับว่าเป็นเจ้านายที่ดีแล้ว เจ้านายที่ทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการแก่บ่าวไพร่ จะมิใช่คนดีอันดับหนึ่งได้อย่างไร? ได้ติดตามเจ้านายแสนประเสริฐเช่นนี้ ต่อให้ต้องตายก็คุ้มค่าแล้ว แม้จ้าวฮั่นจะฉีกสัญญาขายตัวทิ้ง พวกนางก็มิปรารถนาจะจากไป เจ้านายเช่นนี้ยังจะไปหาได้จากที่ใดอีก?
“พี่เสี่ยวหง ที่บ้านเจ้ามีคนอยู่กี่คนหรือ” จ้าวฮั่นเอ่ยถาม
เสี่ยวหงตอบว่า “เมื่อหลายปีก่อนเพาะปลูกมิได้ผลผลิต ท่านปู่ผูกคอตายไปแล้ว พี่รองเข้าไปในตัวอำเภอ จนป่านนี้ก็ยังมิกลับมา ที่บ้านยังมีบิดามารดา มีพี่ใหญ่และพี่สะใภ้เจ้าค่ะ”
จ้าวฮั่นถามสืบไป “ยามปกติยังพอประทังชีวิตไปได้หรือไม่”
เสี่ยวหงตอบอย่างมีเหตุมีผล “ข้าทำงานอยู่บ้านนายท่านหวง ประหยัดมัธยัสถ์ส่งเงินกลับไปให้ที่บ้าน บิดามารดาและพี่ชายพี่สะใภ้ก็เช่าที่ดินทำกินอยู่หลายหมู่ พอประทังชีวิตมิให้อดตายได้เจ้าค่ะ เพียงแต่บางคราก็อาจจะติดค้างค่าเช่าบ้าง”
จ้าวฮั่นเอ่ยถามอีกครา “หากข้าซื้อที่นาแห้งแล้งริมแม่น้ำนั่นไป ที่บ้านเจ้ายังจะประทังชีวิตต่อไปได้หรือไม่?”
“เกรงว่า... เกรงว่าคงต้องมีคนอดตายเป็นแน่” เสี่ยวหงอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม “คุณชายจิตใจเมตตา คงมิทำเช่นนั้นกระมังเจ้าคะ?”
จ้าวฮั่นยิ้มบางๆ มิได้ตอบคำถาม เพียงแต่เอ่ยถามว่า “นายท่านหวงมีบุตรชายสามคนใช่หรือไม่? บุตรชายคนเล็กของเขาเล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาประจำอำเภอ พวกเจ้ารู้เรื่องอันใดบ้าง?”
เสี่ยวชุ่ยกล่าวว่า “คุณชายสามจะกลับมาก็ต่อเมื่อถึงช่วงปีใหม่เท่านั้น เขามิเห็นตำบลสกุลหวงอยู่ในสายตา รับภรรยาและบุตรเข้าไปอยู่ในเมืองหมดแล้วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวหงกล่าวเสริม “ใครๆ ต่างก็บอกว่าคุณชายสามคือเทพเหวินฉวี่จุติลงมา มิเพียงสอบได้เป็นซิ่วไฉ แต่ยังเป็นหลิ่นเซิงของอำเภอด้วย ทว่าข้ารู้ดี คุณชายสามมิได้เป็นหลิ่นเซิงมาตั้งนานแล้ว เขายังไปดื่มสุราเคล้านารีในอำเภอ มิมีเงินจ่ายค่าสุรา จึงถูกคนจับตัวไว้ ฮูหยินน้อยสามต้องส่งบ่าวรับใช้กลับมาเอาเงินไปไถ่ตัวเลยเจ้าค่ะ”
(เทพเหวินฉวี่ - หวินชางตี้จวินหรือเทพดาวบุ่นเชียง เทพเจ้าแห่งการสอบ เทพดาวจอหงวน นักปราชญ์)
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
เสี่ยวหงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ข้าแอบฟังมาน่ะสิ ตอนนั้นนายท่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยล่ะ เจ้าลืมไปแล้วหรือ ปีที่แล้วเจ้าถูกทุบตีโดยไร้สาเหตุ ก็เพราะไปกระตุกหนวดเสือนายท่านเข้าพอดีนั่นแหละ”
“ครั้งนั้นเองหรือ ข้ายังมิเข้าใจเลยว่าตัวเองทำผิดอันใด” เสี่ยวชุ่ยพลันนึกขึ้นมาได้ในทันที
เห็นพวกนางชักจะพากันออกทะเลไปไกล จ้าวฮั่นจึงรีบดึงหัวข้อสนทนากลับมา “ทั้งในและนอกตำบลสกุลหวงแห่งนี้ นอกจากนายท่านหวงแล้ว ยังมีจวนใดที่มีที่ดินมากที่สุดอีก?”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ ข้ารู้” เสี่ยวหงรีบชิงตอบ “นายท่านรองหวงที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของตำบล ทวดของเขากับทวดของนายท่านหวงเป็นพี่น้องกัน ข้าฟังผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าว่า ตอนนั้นทะเลาะกันรุนแรงมาก พี่น้องสองคนพาคนมาเป็นร้อยเพื่อแบ่งสมบัติ ตีกันตายคาที่ไปตั้งสิบกว่าคนเชียวเจ้าค่ะ”
จ้าวฮั่นหัวเราะร่วน “เช่นนั้นพวกเรามาคุยเรื่องนายท่านรองหวงกันเถิด...”