เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: มุ่งหน้าสู่เซียนโจวหลัวฝู

บทที่ 27: มุ่งหน้าสู่เซียนโจวหลัวฝู

บทที่ 27: มุ่งหน้าสู่เซียนโจวหลัวฝู


บทที่ 27: มุ่งหน้าสู่เซียนโจวหลัวฝู

มิติระบบ

ขณะที่สตรีม่านทมิฬกำลังรู้สึกบอบช้ำทางจิตใจจากการเต้นสุดพิลึกของอานาซา และตั้งใจจะสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่ลังเลเล็กน้อยก็ดังแว่วมาแต่ไกล

เธอหันไปมองและเห็นไป๋เหิงกำลังเดินเข้ามาอย่างระแวดระวัง ความลังเลฉายชัดในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น หูสุนัขจิ้งจอกสีขาวราวหิมะสั่นระริกด้วยความประหม่า ราวกับมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

"เธอเป็นยังไงบ้าง"

สตรีม่านทมิฬชิงถามก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงไซรีน

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน ไป๋เหิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและรีบตอบกลับ "ไซรีน... อารมณ์ของเธอเริ่มคงที่ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะค่ะ ฉันนั่งคุยเป็นเพื่อนเธอพักใหญ่... แต่ว่า..."

เธอหยุดชะงัก สายตาเหลือบมองไปทางประตูสีดำที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ใต้ดินอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะลดเสียงลง "...สภาพแวดล้อมที่นั่น อาจจะ... ไม่ค่อยเหมาะกับการฟื้นฟูจิตใจของเธอเท่าไหร่นะคะ"

น้ำเสียงของเธอแฝงความระมัดระวัง ไม่กล้าบ่นเรื่องสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายตรงๆ แต่ความกังวลในแววตานั้นปิดไม่มิด

สตรีม่านทมิฬเข้าใจความหมายที่สื่อออกมาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

มันไม่ใช่แค่ไม่ดี... แต่นั่นคือคุกที่พลังของสุสานเหล็กสร้างขึ้นจากบาดแผลในอดีตชัดๆ

เธอเองก็อยากจะปรับปรุงมันเดี๋ยวนี้เหมือนกัน แต่ความจริงก็คือ เธอต้องทำให้เป้าหมาย "ยอมจำนน" หรือได้รับการ "ยอมรับอย่างลึกซึ้ง" เพื่อปลดล็อกการอัญเชิญ หรือไม่ก็ต้องเพิ่มระดับความคืบหน้าในการซ่อมแซมให้ถึง 50% เพื่อรับสิทธิ์ในการดัดแปลงพื้นที่ ซึ่งทั้งสองทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น

"ฉันรู้แล้วล่ะ"

สตรีม่านทมิฬไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ตอบรับสั้นๆ

พูดอะไรไปตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์

เมื่อมองดูใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของสตรีม่านทมิฬ ไป๋เหิงก็เกิดความขัดแย้งในใจ แต่ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าและถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ "เอ่อ... ท่านสตรี... คือว่า..."

ดวงตาสีม่วงเข้มของสตรีม่านทมิฬกวาดมองเธออย่างเย็นชา

วินาทีที่สบตากัน ไป๋เหิงก็สะดุ้งเฮือกและรีบเปลี่ยนคำพูด "...เจ้านาย! ไม่ทราบว่า... มีอะไรให้ฉันรับใช้ไหมคะ"

ถ้าฉันมีโอกาสได้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง หาโอกาสหรือทำอะไรสักอย่างก็คงจะดี...

เห็นได้ชัดว่าไป๋เหิงมีแผนการแอบแฝงอยู่ในใจ

"เธออยากทำอะไรล่ะ" น้ำเสียงของสตรีม่านทมิฬไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกใดๆ

ไป๋เหิงหัวเราะกลบเกลื่อน พยายามทำให้เจตนาของตัวเองไม่ชัดเจนจนเกินไป "แล้วแต่เจ้านายจะสั่งเลยค่ะ! ฉันมีประโยชน์มากนะคะ! ขับยานรบก็ได้ แถมยัง... ซื้อของเก่งด้วย!"

สตรีม่านทมิฬมองเธออย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองจนไป๋เหิงเริ่มรู้สึกอึดอัด ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก "ถ้าอย่างนั้น... เธอไปที่เซียนโจวหลัวฝูก็แล้วกัน"

"ไปหลัวฝูเหรอคะ"

ดวงตาของไป๋เหิงเป็นประกายขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างไม่ปิดบัง

นั่นคือสถานที่ที่เธอคุ้นเคย มีถนนหนทางที่เธอรู้จัก และมีเพื่อนฝูงที่เธอคิดถึง...

"ใช่"

สตรีม่านทมิฬพยักหน้า น้ำเสียงยังคงราบเรียบ "ไปซื้อของใช้จำเป็นมาสักหน่อย..."

ถึงยังไงรถไฟแอสทรัลก็ยังขาดของใช้อยู่บ้าง

ไป๋เหิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ เธอแอบมองไปรอบๆ แล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "เข้าใจแล้วค่ะ... เราต้องเตรียมของไว้บ้างจริงๆ..."

จากนั้นเธอก็ยืดหลังตรง รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้า

การได้กลับไปที่หลัวฝู แม้จะเป็นแค่การไปทำภารกิจ ก็ทำให้เธอมีความสุขจากใจจริง

ภาพของจิ่งหลิว ตันเฟิง อิงซิง และจิ่งหยวน ผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาเป็นยังไงกันบ้างนะ

ทุกคนคงจะสบายดีใช่ไหม

ความรู้สึกคาดหวังอันอบอุ่นเอ่อล้นขึ้นมาในใจ

สตรีม่านทมิฬรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บซ่อนและความโหยหาในแววตาของไป๋เหิง เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวความจริงด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนเกือบจะโหดร้าย:

"เธอตายไปแล้วนะ"

รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เหิงแข็งค้างทันที "...เอ๊ะ?"

สตรีม่านทมิฬมองดูสีหน้าตกตะลึงของเธอ แล้วอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ "เธอตายไปแล้วในสงครามกับซูหูครั้งนั้น ฉันเป็นคนดึงเธอหลับมา เนื่องจากเวลาของมิติที่แตกต่างกันบนเซียนโจวหลัวฝูในตอนนี้ เวลาได้ล่วงเลยไปหลายร้อยปีแล้วนับตั้งแต่วินาทีที่เธอ 'เสียสละ' ตัวเอง"

เธอหยุดพูดไปเล็กน้อย เพื่อปล่อยให้ข้อมูลเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในหัวของไป๋เหิง

"ในทำนองเดียวกัน ชื่อของ 'ไป๋เหิง' ก็ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเซียนโจว ในฐานะวีรสตรีผู้กล้าหาญที่สละชีพตนเอง กลายเป็น... อดีตไปนานแล้วล่ะ"

ไป๋เหิงถึงกับอึ้งกิมกี่ สมองขาวโพลนไปหมด

หลายร้อยปี... วีรสตรี... อดีต...

คำพูดเหล่านี้กระแทกใจเธอราวกับค้อนปอนด์

เธอก้มมองมือของตัวเองตามสัญชาตญาณ ร่างกายที่สัมผัสได้จริงนี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร...

สตรีม่านทมิฬก้าวเข้ามาใกล้ จนแทบจะประจันหน้ากับไป๋เหิง ดวงตาสีม่วงเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าที่จู่ๆ ก็ว่างเปล่าของไป๋เหิง น้ำเสียงของเธอกดต่ำลง แฝงคำเตือนที่ไม่อาจโต้แย้งได้:

"ฉันไม่อยากให้เธอใช้ตัวตนของ 'ไป๋เหิง' ระหว่างที่อยู่ข้างนอก เพราะทันทีที่ผู้คนรู้ว่าคนที่ควรจะตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่อาจตามมา... เธอคงพอจะจินตนาการออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ 'เพื่อนๆ' ของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่และอาจจะดำรงตำแหน่งสำคัญไปแล้ว"

คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่ราดรดลงมา ดับความตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านของไป๋เหิงไปจนหมดสิ้น

เธอเข้าใจแล้ว การกลับมาของเธออาจไม่ได้นำมาซึ่งความประหลาดใจ แต่เป็นปัญหาที่ยากจะคาดเดาต่างหาก

ไทม์ไลน์กลับสู่ปัจจุบัน - เซียนโจวหลัวฝู

ไป๋เหิงยืนอยู่บนถนนอันคึกคักของเซียนโจวหลัวฝู รู้สึกราวกับเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

ถนนหนทางยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสาสีแดงและชายคาโค้งงอนที่คุ้นเคยยังคงมีให้เห็น แต่รูปแบบของสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งได้เปลี่ยนไปแล้ว ยานรบที่บินผ่านไปมามีรูปร่างที่แปลกใหม่และโฉบเฉี่ยวมากขึ้น การแต่งกายของผู้คนบนท้องถนนก็ผสมผสานเอาแฟชั่นใหม่ๆ ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเข้าไปด้วย

อากาศไม่ได้อบอวลไปด้วยกลิ่นที่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่กลับปะปนไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศแปลกๆ มากมาย

เธอรู้สึกเหมือนเป็นสุนัขจิ้งจอกบ้านนอกที่เพิ่งเข้าเมือง รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่ง แต่ก็แฝงไปด้วยความสับสนเล็กน้อย

เวลาหลายร้อยปีนั้นยาวนานพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรไปมากมาย

เธอแตะกระเป๋าเสื้อตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วสัมผัสกับบัตรที่มีลวดลายนูนและเย็นเฉียบ—มันคือ "แบล็กการ์ด" ที่หุ่นเชิดระบบมอบให้ และเห็นว่ากันว่ามีเครดิตอยู่ข้างในไม่จำกัด

ตอนที่ระบบยื่นบัตรใบนี้ให้เธอ มันได้กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงสังเคราะห์ว่า:

"คุณไป๋เหิง โปรดใช้มันอย่างเหมาะสม ตั้งแต่วินาทีที่ท่านหญิงช่วยชีวิตคุณไว้ ตัวตนของคุณก็ผูกมัดกับท่านหญิงแล้ว คุณคือสมบัติของท่านหญิง ฉันหวังว่าคุณจะจดจำเรื่องนี้ไว้เสมอ อย่าได้มีความคิดที่ไม่เข้าเรื่องเว้นเสียแต่ว่า..."

ระบบพูดไม่จบ แต่กระแสข้อมูลอันเย็นเยียบที่วิ่งผ่านดวงตารูปกางเขนกลับหัวนั้น รวมไปถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดที่ถูกละไว้ ทำให้ไป๋เหิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบในตอนนั้น

เธอตบแก้มตัวเองแรงๆ พยายามดึงสติกลับมา

อย่าคิดมากน่า! ทำภารกิจให้เสร็จก่อนดีกว่า! ซื้อของใช้จำเป็น... ใช่แล้ว ซื้อของใช้จำเป็น!

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกดความรู้สึกแปลกแยกและความสับสนในตัวตนของตัวเองเอาไว้ แล้วเริ่มมองหารายการสิ่งของที่อาจจะต้องซื้อบนถนนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา—แม้ว่าท่านสตรีม่านทมิฬจะไม่ได้ให้รายการที่เจาะจงมา บอกแค่ว่า "ของใช้จำเป็น" ซึ่งครอบคลุมกว้างมาก และเธอก็สงสัยว่าจะซื้ออะไรกลับไปฝากไซรีนได้บ้างไหม

มิติระบบ

สตรีม่านทมิฬยังคงอยู่ในมิติสีขาวโพลนนั้น ดูเหมือนจะไม่มีท่าทีว่าจะออกไปไหน

หุ่นเชิดระบบยืนเงียบๆ อยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง "ท่านหญิง ไม่จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวของคุณไป๋เหิงหรือ เซียนโจวหลัวฝูนั้นเต็มไปด้วยยอดฝีมือ ข้าเกรงว่าอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นได้"

สตรีม่านทมิฬโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ สายตาของเธอทอดมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า ราวกับสามารถมองทะลุมิติไปเห็นเหตุการณ์บนหลัวฝูได้

"ไม่เป็นไรหรอก" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ "ฉันทิ้ง 'ประตูหลัง' เอาไว้แล้ว"

"อีกอย่าง เรามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำนะ"

จบบทที่ บทที่ 27: มุ่งหน้าสู่เซียนโจวหลัวฝู

คัดลอกลิงก์แล้ว