- หน้าแรก
- เด็กสาวคนหนึ่งตายทุกวันในความฝันของเธอ
- บทที่ 9 ปราณต้นกำเนิดเต๋าและความลับที่ซ่อนเร้น
บทที่ 9 ปราณต้นกำเนิดเต๋าและความลับที่ซ่อนเร้น
บทที่ 9 ปราณต้นกำเนิดเต๋าและความลับที่ซ่อนเร้น
บทที่ 9 ปราณต้นกำเนิดเต๋าและความลับที่ซ่อนเร้น
นักพรตจื่อหยางพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุดและแทบจะคลุ้มคลั่ง
"ไม่ได้ ข้าทำไม่ได้... ไม่มีเวลาเหลือแล้ว ไม่มีเวลาเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว... ภายในหนึ่งเดือนจะถึงกำหนดเส้นตาย... เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น!"
"พวกสวะ! ไร้ประโยชน์กันไปหมด! ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทปราณต้นกำเนิดเต๋าเพื่อบ่มเพาะพวกมัน ข้าเสียสละไปมากมายเพื่อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้... แต่กลับแทบไม่มีใครก้าวเข้าสู่ขอบเขตกำเนิดพลังได้เลยสักคน!"
ปราณต้นกำเนิดเต๋าอย่างนั้นหรือ?
มันคือสิ่งที่ช่วยในการบำเพ็ญเพียรใช่หรือไม่?
ลั่วเสวี่ยตกตะลึง นางพลันนึกขึ้นได้ว่าซูอียาวคล้ายจะเคยพูดเรื่องประหลาดบางอย่างให้ฟัง เพราะคำสั่งของลั่วเสวี่ย การบำเพ็ญเพียรและทำสมาธิในแต่ละวันของซูอียาวจึงเป็นการนอนเสียส่วนใหญ่ ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ระดับพลังบำเพ็ญของนางกลับเติบโตขึ้นในอัตราที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยมีความเร็วประมาณหนึ่งในสามของผู้อื่น แต่ปัญหาคือ เด็กสาวคนอื่นๆ ต่างบำเพ็ญเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เช่นนั้น
"หรือจะเป็นผลมาจากปราณต้นกำเนิดเต๋า?"
เว้นแต่ว่าซูอียาวจะมีพรสวรรค์ที่สามารถเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญได้แม้ในยามหลับ
"จริงสิ แล้วยังมีอาโฉ่ว... เจ้าสัตว์ประหลาดน่าเกลียดนั่นอีก..."
หลังจากระเบิดอารมณ์ออกมา นักพรตจื่อหยางก็สงบลงอย่างกะทันหัน เขาพึมพำกับตนเองและยังเอ่ยถึงลั่วเสวี่ย
"เป็นเพียงสามัญชนแท้ๆ แต่กลับทนต่อพิษปราณหยินที่แม้แต่กายหยินบริสุทธิ์กำเนิดพลังยังไม่กล้าดูดซับเข้าไปทั้งหมดในคราวเดียว..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของลั่วเสวี่ยก็หล่นวูบ ที่แท้ยาเม็ดนั้นมีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ? หากเป็นหลี่จื่อหนิงและร่างกายของนาง ต่อให้เสถียรอยู่ในขอบเขตกำเนิดพลังแล้ว ก็ยังมิอาจทนทานได้กระนั้นหรือ?
บัดซบ! ข้าคิดไม่ถึงเลยว่านักพรตจื่อหยาง ตาแก่สารเลวผู้นี้ จะชั่วร้ายยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก!
"ไม่ ไม่ ไม่... มันไม่ถูกต้อง นางเป็นเพียงสามัญชนจริงๆ หรือ? หรือจะเป็นกายพิเศษบางอย่างที่อยู่เหนือความเข้าใจของข้า?"
ไม่หรอก ไม่ใช่แน่นอน... ข้าเป็นเพียงสามัญชนจริงๆ... เป็นสามัญชนที่มีค่าต้านทานพิษเต็มพิกัดเท่านั้น... ลั่วเสวี่ยลางสังหรณ์ใจว่าหากนักพรตจื่อหยางพุ่งเป้ามาที่นาง ชะตากรรมสุดท้ายของนางคงไม่ต่างจากสถานการณ์ของหลี่จื่อหนิงในตอนนี้
"แต่นางกลับบำเพ็ญเพียรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย..."
ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าบำเพ็ญเพียรไม่ได้เลย!
ลั่วเสวี่ยแทบอยากจะยกนิ้วให้ความคิดของนักพรตจื่อหยางในตอนนี้ คนไร้ค่าที่บำเพ็ญไม่ได้ก็คือข้านี่แหละ!
"บางทีอาจเป็นเพราะวิธีบำเพ็ญเพียรนั้นไม่ถูกต้อง... แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธะเคยรับศิษย์ผู้หนึ่งที่เข้าสู่ทางธรรมได้โดยผ่านพุทธศาสนาเท่านั้น วิธีการทางเต๋าอื่นๆ เขากลับไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย"
นักพรตจื่อหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อด้วยเสียงต่ำ "หากเป็นเช่นนั้น... นางจะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งซึ่งอยู่ในระดับที่แม้แต่ข้าก็ยังเอื้อมไม่ถึงอย่างนั้นหรือ?"
ลั่วเสวี่ยเกือบจะเชื่อคำพูดเหล่านี้เสียเอง หากนางไม่รู้ว่าแผงสถานะของตนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "แทบไม่มี"
"...แล้วยังมีซูอียาวอีกคน"
เสี่ยวยาว?
เมื่อได้ยินชื่อนี้ รูม่านตาของลั่วเสวี่ยหดตัวลงเล็กน้อย และหัวใจของนางถึงกับเต้นผิดจังหวะ ทำไมจู่ๆ นักพรตจื่อหยางถึงเอ่ยชื่อเสี่ยวยาวขึ้นมาในเวลานี้? หรือว่า... เขาจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเสี่ยวยาวแล้ว? หรือเขาอาจจะพบว่าช่วงนี้เสี่ยวยาวไม่กระตือรือร้นในการบำเพ็ญเพียร... หรือแม้กระทั่ง เป็นไปได้ไหมที่เขารู้แล้วว่าเสี่ยวยาวตื่นขึ้นมาบนรถม้า?
เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวยาว ลั่วเสวี่ยก็พลันรู้สึกลนลานขึ้นมา ซูอียาวพึ่งพาลั่วเสวี่ยเป็นอย่างมาก และมีหรือที่ลั่วเสวี่ยจะไม่ห่วงกังวลในตัวนาง? การใช้ชีวิตร่วมกันนานหลายเดือนในสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดและอันตรายได้สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน
ในขณะนั้นเอง นักพรตจื่อหยางที่เดินไปมาอยู่เพียงลำพังดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งและเงยหน้าขึ้นทันที ในเวลาเดียวกัน ดวงตาสีเหลืองทองดุจงูคู่หนึ่งพลันปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของลั่วเสวี่ย พร้อมกับเสียงตวาดต่ำที่ระเบิดขึ้นข้างหูของนาง
"ใครกัน?!"
บทที่ 14 นักพรตจื่อหยางตัวจริง
"ใคร!"
ด้วยเสียงคำรามดุจสายฟ้านั้น ลั่วเสวี่ยรู้สึกเหมือนศีรษะของนางสั่นสะเทือน มันเหมือนกับถูกจับใส่ไว้ในระฆังทองเหลืองแล้วถูกตีอย่างแรงหลายๆ ครั้ง รสคาวอุ่นไหลซึมออกมาจากระหว่างริมฝีปากและฟัน หากลั่วเสวี่ยสามารถมองเห็นตนเองได้ นางจะพบว่าในขณะนี้มีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของนาง นี่เป็นเพียงเสียงตวาดต่ำอย่างเข้มงวดจากนักพรตจื่อหยาง ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นการโจมตีด้วยซ้ำ แต่มันกลับทำให้ลั่วเสวี่ยบาดเจ็บสาหัสเสียแล้ว
"ถูกพบตัวแล้วหรือ?"
ลั่วเสวี่ยไม่ได้สนใจสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ของตน แม้ว่าศีรษะจะอื้ออึงและไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง แต่นางก็ยังพยายามประคองสติให้มั่นคงในทันที
ไม่ได้ ข้าจะลนลานไม่ได้...
ลั่วเสวี่ยพิงเข้ากับมุมกำแพง ปรับเปลี่ยนท่าทางพร้อมกับระงับลมหายใจที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง นางไม่ได้เสียการทรงตัวเพราะเสียงตวาดของนักพรตจื่อหยาง ยิ่งสถานการณ์อันตรายเพียงใด นางก็ยิ่งสงบนิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะในโลกหลังวันสิ้นโลก ลั่วเสวี่ยเคยผ่านวิกฤตความเป็นความตายมามากกว่าหนึ่งครั้ง
"ตึก..."
"ตึก... ตึก..."
เสียงฝีเท้า...
เสียงฝีเท้าที่แว่วเข้าหูของลั่วเสวี่ยเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นักพรตจื่อหยางกำลังเดินเข้ามาหานาง
"นึกว่าใครที่ไหน... ที่แท้ก็เป็นหนูตัวน้อยที่ไม่รักดีแอบหนีออกมานี่เอง" เสียงเย้ยหยันของนักพรตจื่อหยางดังขึ้น "คาดว่าเจ้าคงจะได้ยินทุกอย่างที่ข้าพูดไปเมื่อครู่แล้วใช่หรือไม่?"
ลั่วเสวี่ยฝืนลืมตาขึ้น ฟองเลือดเหนียวเหนอะหนะบดบังวิสัยทัศน์ของนาง ทุกสิ่งที่นางเห็นดูเหมือนจะถูกคลุมด้วยชั้นหมอกสีเลือด และร่างสูงโปร่งตรงหน้านางนั้น ก็เหมือนกับร่างที่อยู่บนรถม้าในวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
"ดูเหมือนนิสัยชอบพูดคนเดียวเวลาอยู่ลำพังของข้า คงจะต้องเปลี่ยนเสียที"
นักพรตจื่อหยางมองดูเด็กสาวอัปลักษณ์ที่พิงกำแพงอยู่โดยไม่สามารถแม้แต่จะยืนขึ้นได้ แววตาแห่งความดูแคลนผาดผ่านคิ้วของเขา เขานึกว่าความลับของเขาจะถูกล่วงรู้โดยผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น แต่ที่แท้มันก็เป็นเพียงหนูตัวน้อยที่เขาเลี้ยงไว้หลุดออกมาจากกรงเท่านั้น ส่วนเรื่องที่หนูตัวน้อยจะไปล่วงรู้ความลับอะไรเข้าหรือไม่... นักพรตจื่อหยางไม่ได้ใส่ใจเลย ยิ่งไปกว่านั้น...
"ข้ากะว่าจะไปจับตัวเจ้ามาฝัง 'เมล็ดพันธุ์กู่หยินบริสุทธิ์' อยู่พอดี ตอนนี้เจ้ากลับเอาตัวมาประเคนให้ถึงที่... ช่วยประหยัดแรงข้าไปได้ไม่น้อย"
นักพรตจื่อหยางเหลือบมองลั่วเสวี่ยด้วยความรังเกียจ พร้อมกับยกมือขึ้นหมายจะชิงตัวนางไป ลั่วเสวี่ยต้องการจะขัดขืน แต่แรงกดดันมหาศาลพลันกดทับลงบนร่างกายของนางทันที ทำให้นางขยับเขยื้อนไม่ได้และปวดร้าวไปทั้งตัว
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน... ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน... เซียน...
นี่คือความแตกต่างระหว่างเซียนและสามัญชน เพียงแค่เสียงตวาดต่ำเพียงครั้งเดียว หรือการจ้องมองเพียงแวบเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ลั่วเสวี่ยหมดสิ้นความสามารถในการต่อต้าน ต่อหน้าเซียน สามัญชนทำได้เพียงถูกชักเชิดเหมือนมดปลวกเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าการบำเพ็ญเพียรในขอบเขตปัจฉิม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีแห่งอมตะ จำต้องอาศัยพรสวรรค์และความสามารถในการทำความเข้าใจของตนเอง นักพรตจื่อหยางก็คงไม่เสียเวลาเสแสร้งแกล้งทำตั้งแต่แรก
ร่างกายของลั่วเสวี่ยเย็นเฉียบไปหมด ราวกับว่าเลือดหยุดไหลเวียน แต่ทว่า... ในดวงตาของนาง กลับยังไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกหรือความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เมื่อความตายขยับเข้าใกล้ ลั่วเสวี่ยกลับสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์ นางดิ้นรน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เปิดกว้างจ้องตรงไปยังนักพรตจื่อหยางโดยไม่มีความขามเกรงเลยสักนิด
เซียน... แล้วอย่างไรเล่า? การยอมจำนนไม่ใช่สิ่งที่ลั่วเสวี่ยจะทำอย่างแน่นอน
การถูกลั่วเสวี่ยจ้องมองเช่นนั้น ทำให้นักพรตจื่อหยางรู้สึกใจกระตุกวูบขึ้นมา และร่องรอยของความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้ก็ผุดขึ้นในใจของเขา สายตาแบบนี้... เขาเคยเห็นมันมาก่อน มันคือสายตาแบบนี้แหละที่บีบให้เขาต้องหนีมายังสถานที่ห่างไกลแห่งนี้ เพื่อแสวงหาโอกาสในการทะลวงระดับพลังผ่านวิธีการบำเพ็ญเพียรสายมาร นั่นคือ... สายตาที่ต้องการจะฆ่าเขา มันนำพาฝันร้ายมาให้เขานับครั้งไม่ถ้วน เป็นความหวาดกลัวที่เขายังมิอาจลืมเลือน
แต่นักพรตจื่อหยางก็ฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยความโกรธแค้นที่มิอาจควบคุมได้
"ข้าถึงกับตกใจเพราะนังคนชั้นต่ำที่เป็นสามัญชนบำเพ็ญไม่ได้... ช่างน่าอัปยศเหลือกเกิน!"
ความพิโรธของเซียนในระยะประชิด ทำให้เลือดสดๆ ทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของลั่วเสวี่ยอีกครั้ง ในตอนนี้สติของนางใกล้จะดับวูบเต็มที แต่สายตาอาฆาตของนาง... ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
"ท่าน... ต้องการจะทำอะไร... กับพวกเรากันแน่..."
ลำคอของลั่วเสวี่ยส่งเสียงแหบพร่าออกมา แต่มันกลับเป็นน้ำเสียงในเชิงกล่าวโทษ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ นักพรตจื่อหยางหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด และกระซิบอย่างชั่วร้ายว่า
"ไม่ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะไม่มอบเมล็ดพันธุ์กู่หยินบริสุทธิ์ให้แก่คนชั้นต่ำเช่นเจ้า และจะไม่ปล่อยให้เจ้าตายง่ายๆ ด้วย ข้า... จะทำให้เจ้าอยู่อย่างตายทั้งเป็น!"
"ข้าจะกลั่นเจ้าให้กลายเป็นหุ่นเชิดหยิน วิญญาณของเจ้าจะถูกกักขังอยู่ในร่างไปตลอดกาล เฝ้ามองดูตนเองถูกข้าควบคุมได้เพียงผู้เดียว ไม่มีวันได้เข้าสู่กงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด และไม่มีวันได้พบกับความสงบ!"
เขาเหยียดมือออกไปดุจกรงเล็บปีศาจ บีบคางของลั่วเสวี่ยแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ รอยยิ้มของเขาเย็นยะเยือกถึงที่สุด
"แววตาคู่นั้น ช่างน่ารำคาญใจจริงๆ... ข้าก็ได้แต่หวังว่าหลังจากเจ้ากลายเป็นหุ่นเชิดหยินแล้ว เจ้าจะยังคงมีสายตาเช่นนี้อยู่นะ"
"ท่าน... ต้องการจะทำอะไรกันแน่..."
ลั่วเสวี่ยย้ำประโยคเดิมอย่างเครื่องจักร สติของนางใกล้จะเลือนรางเต็มที แต่ความยึดติดโดยสัญชาตญาณบังคับให้นางยังคงตั้งคำถามต่อนักพรตจื่อหยาง
"ข้าต้องการจะทำอะไรน่ะหรือ? ข้า... บอกเจ้าเสียหน่อยก็ได้"
นักพรตจื่อหยางยิ้มเย็นชา เพียงแค่เขยกมือขึ้นเล็กน้อย ร่างของหลี่จื่อหนิงก็ลอยละลิ่วมาหาเขา
"นังตัวแสบ เจ้าเจ้ารู้หรือไม่ว่าเมล็ดพันธุ์กู่หยินบริสุทธิ์คืออะไร? แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงต้องการเมล็ดพันธุ์กู่นี้?"
ในวิสัยทัศน์ที่พร่ามัวด้วยเลือดของลั่วเสวี่ย นางเห็นเด็กสาวผู้หยิ่งยโสคนนี้ ซึ่งในตอนนี้ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าซีดเผือดที่ยังคงหลงเหลือความตื่นตระหนกและไม่ยากจะเชื่อ หลี่จื่อหนิงตายแล้ว
ภายใต้สายตาของลั่วเสวี่ย นักพรตจื่อหยางปักมือลงไปในทรวงอกของหลี่จื่อหนิง ควักหัวใจของนางออกมาอย่างโหดเหี้ยม แล้วบีบมันจนแหลกคามือ เศษหัวใจที่แตกกระจายกระเด็นไปทั่ว โดยมีบางส่วนกระเซ็นมาถูกใบหน้าของลั่วเสวี่ย
ในที่สุด ณ วินาทีนี้ สายตาของลั่วเสวี่ยก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่ายังคงไม่มีความหวาดกลัวที่นักพรตจื่อหยางอยากจะเห็น แต่ท่ามกลางความขัดขืนและความโกรธแค้น กลับมีความโศกเศร้าแฝงอยู่จางๆ
นักพรตจื่อหยางแบฝ่ามือออก เผยให้เห็นทรงกลมขนาดเล็กที่เปล่งประกายสีม่วงจางๆ หลังจากที่หัวใจถูกบีบจนแหลกเหลว
"นี่คือเมล็ดพันธุ์กู่หยินบริสุทธิ์ และยังเป็น... อาจารย์ของข้าด้วย"
นักพรตจื่อหยางดูเหมือนจะสวมหน้ากากใบเดิมกลับคืนมาอีกครั้ง น้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลอย่างสตรีเอ่ยเล่ากับลั่วเสวี่ย
"นางคือผู้บำเพ็ญเพียรคนสุดท้ายในโลกที่ฝึกฝนวิชามาร 'คัมภีร์หงส์แปลงหยินลึกลับ' นางตายไปแล้ว โดยทิ้งมรดกที่หาผู้ใดเปรียบมิได้ไว้เบื้องหลัง"
"ทำไม... ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นด้วย? ทำไมมรดกที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้จึงมาวางอยู่ตรงหน้าข้า แต่ข้ากลับบำเพ็ญมันไม่ได้!"
ใบหน้าของนักพรตจื่อหยางบิดเบี้ยวทันที เขาคำรามระบายความในใจ... ความจริงที่ถูกฝังลึกอยู่ในใจมาหลายปี ความจริงที่เขาไม่เคยกล้าเอ่ยออกมา นักพรตจื่อหยางเก็บกดคำพูดเหล่านี้ไว้เนิ่นนาน จนมันแทบจะกลายเป็นโรคทางใจของเขาไปแล้ว มีเพียงต่อหน้าสามัญชนที่เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองเท่านั้น ที่นักพรตจื่อหยางจะกล้าปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ยับยั้งเช่นนี้
"ข้าไม่สามารถบำเพ็ญคัมภีร์หงส์แปลงหยินลึกลับได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ล้วนล้มเหลวโดยไม่มีข้อยกเว้น และแม้กระทั่ง..."
นักพรตจื่อหยางพลันยิ้มออกมาอย่างสยดสยอง
"ข้าถึงขนาดตัดรากเหง้าหยางของตนเองทิ้งไปแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำสำเร็จได้อยู่ดี"