- หน้าแรก
- บอกแล้วไงว่าผมจะคุมท่านจริงๆ นะครับ องค์หญิง
- บทที่ 23 - ช่วยพูดคำว่าขอบคุณด้วยครับ
บทที่ 23 - ช่วยพูดคำว่าขอบคุณด้วยครับ
บทที่ 23 - ช่วยพูดคำว่าขอบคุณด้วยครับ
บทที่ 23 - ช่วยพูดคำว่าขอบคุณด้วยครับ
☆☆☆☆☆
ในไม่ช้า กลุ่มอิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดในเขตอุตสาหกรรมเก่าก็เริ่มเคลื่อนไหว
พวกเขากว่าหนึ่งในสามถือปืนไรเฟิลแบบดึงรั้ง ส่วนที่เหลือกุมกระบองตำรวจออกไล่ล่าคนตามท้องถนน
"พวกนายควรจะหาคนให้ถูกตัว เพราะฉันจะส่งคนมาตรวจสอบเรื่องนี้อีกที"
คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในหัวของพวกเขาเหมือนคำสาป
จะไปจับชาวบ้านทั่วไปมาสวมรอยส่งเดชไม่ได้แล้ว งานนี้ต้องเอาจริงเท่านั้น
ดังนั้นเจ้าหน้าที่จากสถานีตรวจตราสาขาย่อยทั่วเขตอุตสาหกรรมเก่าจึงถูกเรียกตัวออกมาปฏิบัติงานจนหมด
เป้าหมายในปฏิบัติการครั้งนี้ชัดเจนมาก
ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งมาเฟีย หากกล้าโผล่มาให้เห็นหน้าก็จะถูกกระบองหวดจนควันขึ้นทันที
หากใครกล้าขัดขืน ก็ให้จัดการได้โดยไม่ต้องสนว่าจะอยู่หรือตาย
ปกติจะรังแกชาวบ้านทั่วไปก็ช่างเถอะ แต่นี่บังอาจมาลงมือกับนายทหารระดับสูงจากสำนักงานใหญ่สารวัตรทหาร นี่มันคือการกบฏชัดๆ!
ต้องลงมือขั้นเด็ดขาด!
สำหรับศพที่พบในบ้านของเหลาเอ่อร์ พวกเขาจับร่างเหล่านั้นแขวนประจานไว้ริมถนน รอยกระสุนตรงกลางหน้าผากคือคำเตือนที่ชัดเจนที่สุด
ตลอดทั้งเช้า ทั่วทั้งเขตอุตสาหกรรมเก่าเต็มไปด้วยเสียงโหยหวน
พวกนักเลงหัวไม้มีเยอะเกินไป คนที่ไม่ได้ทำงานในโรงงานเล่นแร่แปรธาตุสเตรย์ ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือถูกบังคับ ส่วนใหญ่ต่างก็มีเบื้องหลังพัวพันกับแก๊งมาเฟียทั้งนั้น
พวกหน่วยตรวจตราไม่สนใจเรื่องอื่น พวกเขากังวลแค่ว่าถ้าหวดกระบองช้าไปจะทำให้นายทหารท่านนั้นไม่พอใจ
พวกกุ๊ย มือปืน หรือแม้แต่หัวหน้าแก๊งที่มีหน้ามีตา ต่างถูกแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งในช่วงเวลาสั้นๆ
พวกเขาไม่กล้าวิสามัญใครมั่วๆ แต่ถ้าเรื่องรุมสกรัมล่ะก็ถนัดนักเชียว
เมื่อต้องมาเจอกับกลุ่มอิทธิพลที่ถูกกฎหมาย พวกที่เคยทำตัวเป็นเสือสิงห์กระทิงแรดในวันวาน ก็กลับกลายเป็นลูกแกะที่ว่าง่ายขึ้นมาทันที
"นายสิบ! หน่วยปฏิบัติการสารวัตรทหารมาถึงแล้วครับ มีผู้บังคับบัญชาสั่งให้พวกเราแบ่งกำลังไปล้อมโรงงานสเตรย์เอาไว้!"
"ฉิบหายของจริงแล้วไง!"
เรื่องมันบานปลายไปใหญ่โตแล้วจริงๆ
การที่นายทหารสารวัตรทหารคนหนึ่งถูกลอบทำร้ายในเขตอุตสาหกรรมเก่า คงถูกพวกสารวัตรทหารตีความว่าเป็นแผนการบ่อนทำลายอำนาจที่เตรียมการไว้ล่วงหน้าแน่ๆ
"ยังจะบื้ออยู่ทำไม! รีบพายอดฝีมือไปที่นั่นเร็วเข้า! ส่วนคนที่เหลือก็ทำหน้าที่ต่อไป วันนี้ไม่ว่าหน้าไหนมาจากแก๊งอะไร พ่อจะฟาดให้เรียบ!"
ตอนนี้นายสิบต้องการแค่ทำผลงานให้จบๆ ไป
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีนายทหารสารวัตรทหารมาปรากฏตัวในเขตรับผิดชอบของเขาแบบนี้
แล้วไอ้พวกสมุนอันธพาลพวกนั้นก็หาเรื่องเก่งเหลือเกิน ไปหาเรื่องใครไม่หาเรื่อง ดันไปหาเรื่องคนของกองบัญชาการสารวัตรทหารเข้าให้!
ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องต่างพากันสงสัย แต่ในใจกลับรู้สึกสะใจลึกๆ
เดิมทีหลายคนอยากจะออกไปช่วยชี้เป้าใจจะขาด แต่พอคิดถึงผลที่จะตามมาในอนาคตแล้วก็ได้แต่ตัดใจ แอบดูความซิบหายอยู่แต่ในบ้านนั่นแหละคือทางออกที่ถูกต้องที่สุด
ทางด้านโรงงานสเตรย์ การผลิตที่เคยคึกคักต้องหยุดชะงักลงเพราะความวุ่นวายภายนอก
เหล่าผู้บริหารที่เข้าเวรต่างพากันสอบถามข้อมูลกันจลาจลแต่ก็ไม่ได้ความอะไรเลย
หน่วยปฏิบัติการสารวัตรทหารได้เข้าปิดล้อมทางเข้าออกทั้งหมดของโรงงานเอาไว้แล้ว บรรยากาศอันเลวร้ายเริ่มแผ่ซ่านไปทั่ว
จนกระทั่งมีคนรู้จักจากสถานีตรวจตรามาแอบกระซิบให้ฟัง พวกเขาถึงได้รู้ว่ามีนายทหารคนหนึ่งถูกทำร้ายในเขตอุตสาหกรรมเก่า และตอนนี้ข้างนอกกำลังไล่บี้กันอย่างหนัก
"ไอ้พวกบ้า! รีบสั่งให้หน่วยรักษาความปลอดภัยของพวกเราไปหาที่ซ่อนเดี๋ยวนี้!"
หน่วยรักษาความปลอดภัยในโรงงานก็คือหัวโจกของพวกนักเลงพวกนี้นั่นแหละ ถ้าพวกมันไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องข้างนอกเข้าล่ะก็ ไม่รู้ว่าพวกเบื้องบนจะซวยไหม แต่พวกเขาสักคนในนี้ต้องซวยแน่ๆ
ที่ประตูใหญ่ ร้อยโทเฮสกำลังจัดวางกำลังพลพลางนึกสงสัยว่าทำไมข้างนอกถึงได้คึกคักขนาดนี้
วันนี้เขาแค่ตั้งใจมาจับกุมหัวหน้าฝ่ายขายที่พัวพันกับการทุจริตในฝ่ายโลจิสติกส์ แต่ดันเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจนข้างนอกเริ่มลงไม้ลงมือกันไปก่อนแล้ว
แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะคนในโรงงานถูกดึงความสนใจไปที่เหตุการณ์ข้างนอกกันหมด
"คนของเราถูกลอบทำร้ายงั้นเหรอ?"
เมื่อได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น ในใจของเฮสก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
คงไม่ใช่ว่าที่ร้อยตรีคนนั้นหรอกนะ
ในขณะที่ร้อยโทเฮสกำลังจะหาข้อมูลเพิ่มเติม เขาก็เหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นตาเดินตรงมาพอดี
"ท่านก็มาถึงแล้วเหมือนกันนะครับ ว่าที่ร้อยตรีทูหนาน!"
แม้จะอยู่ในชุดธรรมดา แต่ทันทีที่หลี่เหวยปรากฏตัว เขาก็กลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย
หลี่เหวยไม่ได้อธิบายอะไรมาก หลังจากรับการเคารพเขาก็เอ่ยขึ้นว่า "เข้าไปข้างในกันเถอะ เข้าไปลากตัวคนออกมาได้เลย"
เมื่อเห็นว่าหลี่เหวยปลอดภัยดี ร้อยโทเฮสก็ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นอีก
ข้างนอกจะวุ่นวายยังไงก็ช่าง แต่จุดสำคัญของวันนี้คือคนที่จะต้องลากตัวออกมาจากโรงงานนี้ให้ได้
ในฐานะพยานปากสำคัญ หลักฐานที่หัวหน้าฝ่ายขายคนนี้ร่วมมือกับใครบางคนในฝ่ายโลจิสติกส์นั้นชัดเจนมากแล้ว
พอนับเวลาดู ทางกองบัญชาการก็น่าจะเริ่มปฏิบัติการแล้วเหมือนกัน
กลุ่มคนเดินดุ่มๆ เข้าไปในโรงงานด้วยท่าทางข่มขวัญ พวกหน่วยรักษาความปลอดภัยที่เคยวางกล้ามใหญ่โตในโรงงาน บัดนี้กลับกลายเป็นพวกเต่าหดหัวกันหมด เพราะกลัวว่าจะถูกลากไปพัวพันกับเรื่องข้างนอก
เหล่าผู้บริหารของโรงงานรีบออกมารวมตัวกันเพื่อต้อนรับกลุ่มของหลี่เหวย
"ใครคือหัวหน้าฝ่ายขายของที่นี่"
ร้อยโทเฮสไม่เปิดโอกาสให้พวกนั้นได้พูดจาประจบสอพลอแม้แต่น้อย เขาถามออกไปตามระเบียบก่อนจะส่งสายตาให้คนข้างหลัง
ทหารสารวัตรสองนายชักปืนพกออกมาทันที แล้วรวบตัวชายหัวล้านในชุดสูทสีเทาออกมาจากกลุ่มคนโดยไม่ยอมให้พูดพร่ำทำเพลง ก่อนจะใส่กุญแจมืออย่างชำนาญ
"พวกคุณจะทำอะไร?! ผมทำผิดอะไร?! ผู้จัดการ! ช่วยผมด้วยผู้จัดการ!"
หัวหน้าฝ่ายขายร้องลั่นเหมือนหมูที่กำลังถูกจูงไปเชือด เขาเริ่มขัดขืนอย่างรุนแรงเมื่อตระหนักได้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
แต่แรงอันน้อยนิดนั้นแทบไม่มีผลอะไรเลย ในไม่ช้าก็มีคนจัดการง้างกรามเขาจนร้องไม่ออก
"โปรดรอสักครู่ พวกคุณกำลังทำอะไรกันครับ?!"
ชายในลุคสุภาพบุรุษที่สวมแว่นตาข้างเดียวเดินออกมา เขาตำหนิการกระทำของลูกน้องของเฮสด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"คุณพุดงั้นเหรอ? ผมเคยได้ยินชื่อคุณมาบ้าง แถมยังเคยได้ยินข่าวลือที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งด้วย" หลี่เหวยจำอีกฝ่ายได้ เขาเดินเข้าไปทักทายพร้อมยิ้มแย้มพลางยื่นมือไปจับ "คนในเขตอุตสาหกรรมเก่าต่างพูดกันว่า พวกนักเลงนั่นแหละคือหน่วยตรวจตราความสงบเรียบร้อยที่แท้จริง และนักเลงพวกนั้นก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ที่คุณพุด ผู้จัดการโรงงานสเตรย์เลี้ยงไว้เท่านั้นเอง"
ใบหน้าของเขายิ้มแย้มแต่คำพูดที่พ่นออกมากลับเย็นยะเยือกจนคนฟังต้องขนลุก
ผู้จัดการพุดหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เขาเริ่มเข้าใจความหมายแฝงนั้นแต่ก็ยังแข็งใจพูดต่อ "สเตรย์ของเรายึดมั่นในกฎระเบียบมาโดยตลอด แม้แต่สารวัตรทหารก็ไม่มีสิทธิ์มาจับคนไปดื้อๆ โดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ การกระทำของพวกคุณ ผมมีสิทธิ์ที่จะร้องเรียนได้นะครับ"
ใครๆ ก็รู้ว่าเบื้องหลังของสเตรย์คือใคร พวกสารวัตรทหารกลุ่มนี้กล้าดียังไงถึงบุกมาจับคนโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าแบบนี้?
"ตามกฎหมายตรวจการทหารสารวัตร มาตราที่ 3 บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีของโรงงานท่านอยู่ภายใต้อำนาจการดูแลของกองบัญชาการสารวัตรทหารโดยตรง และตามข้อบังคับปฏิบัติการพิเศษ มาตราที่ 8 ในฐานะผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น คุณไม่มีสิทธิ์ร้องขอคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานใดๆ ทั้งสิ้น"
หลี่เหวยไม่อยากเสียเวลาอธิบายรายละเอียดปลีกย่อย
อย่าลืมว่าเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และตอนนี้กลุ่มผู้ช่วยงานธุรการเองก็มีคนที่คอยซัพพอร์ตเรื่องข้อกฎหมายในทุกการปฏิบัติการอยู่แล้ว
"รายละเอียดกฎหมายคุณพุดไปหาอ่านเอาเองได้ครับ แต่ถ้าเห็นว่าขั้นตอนไหนของพวกเราไม่ถูกต้อง ก็เชิญไปร้องเรียนที่กองบัญชาการได้เลย ผมยินดีต้อนรับเสมอ"
ร้องเรียนงั้นเหรอ?
หลี่เหวยน่ะโหยหาให้มาร้องเรียนใจจะขาด
เขาอยากให้สเตรย์ทำตัวเป็นนกต่อออกหน้าแทนคนอื่นสุดๆ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็จะมีข้ออ้างอื่นในการจัดการพวกมันได้มากขึ้น
ตอนนี้เขาก็แค่ลากตัวหัวหน้าฝ่ายขายออกมาเพื่อจัดการปัญหาภายในเท่านั้นเอง
แต่เรื่องใหญ่จริงๆ ที่ซ่อนอยู่ในโรงงานนี้เขายังไม่ได้แตะเลยด้วยซ้ำ
ผู้จัดการพุดจ้องหน้าหลี่เหวยเขม็ง ก่อนจะหันไปมองร้อยโทที่ยืนอยู่ข้างๆ
ทว่านายทหารที่มีชั้นยศสูงกว่าหลี่เหวยคนนี้ กลับแสดงท่าทีเชื่อฟังคำสั่งของว่าที่ร้อยตรีรุ่นน้องอย่างว่าง่าย
"ผมจะตรวจสอบเรื่องนี้"
ผู้จัดการพุดยังคงรักษาท่าทีแข็งกร้าวไว้
แต่ความแข็งกร้าวนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อปืนยังอยู่ในมือของพวกหลี่เหวย
ในขณะเดียวกัน ร้อยโทเฮสเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันไปพูดกับผู้จัดการพุดว่า "แล้วพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงงานล่ะ พาตัวออกมาให้หมด"
"...วันนี้พวกเขาหยุดงานครับ"
"อ้อ" ร้อยโทเฮสพยักหน้า ก่อนจะตะโกนสั่งไปข้างหลัง "ตอนนี้ผมสงสัยว่าที่นี่อาจเป็นแหล่งกบดานของพวกบ่อนทำลายชาติ ตามระเบียบที่มีอยู่ ผมขอสั่งให้ทำการตรวจค้นที่นี่อย่างละเอียด"
เขาไม่รอการตอบรับใดๆ แต่สั่งให้หน่วยปฏิบัติการบุกเข้าไปตรวจค้นภายในโรงงานทันที
ผู้จัดการพุดหน้าถอดสี กำลังจะอ้าปากค้านแต่เฮสก็จ้องกลับมาด้วยสายตาถมึงทึง
"นายมีปัญหาอะไรเหรอ?"
ร้อยโทเฮสชักปืนพกออกมา
เขาพอจะรู้เรื่องราวข้างนอกมาบ้าง และสัมผัสได้ถึงความโกรธที่หลี่เหวยมีต่อคนพวกนี้
แม้ว่าที่ร้อยตรีคนนี้จะไม่ได้แสดงความโกรธออกมาให้เห็น แต่ร้อยโทเฮสรู้ดีว่า ความโกรธนั้นต้องการใครสักคนมาเป็นผู้ระบายออกแทน
"ฉันถามนายว่า นายทหารของเราถูกลอบทำร้ายในเขตอุตสาหกรรมเก่า ตอนนี้ฉันสงสัยว่าโรงงานของนายให้ที่ซ่อนพวกกบฏ คนของฉันมีสิทธิ์ตรวจค้นไหม?!"
"..."
"ตอบมา!"
"เชิญตามสบายครับ"
ผู้จัดการที่ถูกร้อยโทเฮสจ่อปลายกระบอกปืนใส่หน้าได้แต่พยักหน้ายอมรับอย่างจำใจเหมือนลูกไก่ในกำมือ
เขาต้องจำใจกลืนเลือดตัวเองลงไปในตอนนี้
เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการสอบสวนภายในของกองบัญชาการสารวัตรทหารแล้ว แต่มันถูกโยงเข้ากับเรื่องการก่อกบฏบ่อนทำลายชาติ ซึ่งไม่มีใครกล้าเอาหัวไปรับประกันเรื่องนี้แน่ๆ
"ตรวจค้นให้ทั่ว!"
ร้อยโทเฮสไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย
ไม่ถึงสิบนาที ด้วยการสอบถามอย่าง อบอุ่น จากบรรดาหัวหน้างานระดับกลางบางคน ในที่สุดพวกเขาก็ระบุตัวตนคนในหน่วยรักษาความปลอดภัยได้ครบทุกคน
เมื่อชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าบวมปูดจนดูเหมือนหัวหมูถูกลากตัวออกมา ร้อยโทเฮสก็เดินตรงเข้าไปหาพร้อมปืนในมือ
ปึก! ปึก!
พานท้ายปืนพกฟาดลงบนหัวของชายคนนั้นจนอีกฝ่ายไม่มีแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้อง
ลูกน้องของร้อยโทเฮสนั้นรู้ใจเป็นอย่างดี พวกเขาจัดการ ดูแล เป็นพิเศษให้กับหัวหน้าทีมที่คอยควบคุมหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงงานคนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
"ไอ้พวกเศษเดน คิดว่าตัวเองจะคุมฟ้าคุมฝน บ่อนทำลายอำนาจการปกครองของจักรวรรดิได้งั้นเรอะ!"
ปัง!
เขาด่าทอด้วยความสะใจแต่ยังไม่หนำใจ จึงลั่นไกยิงเข้าที่ขาของชายคนนั้นหนึ่งนัด
เสียงปืนที่ดังขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่เสียงเตือนจากหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยิงใส่คนงานที่มาประท้วง แต่เป็นเสียงจากสารวัตรทหารที่กำลังจัดการกับพวกผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นกบฏในหน่วยรักษาความปลอดภัย
เหล่าคนงานที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างพากันทำหน้าแปลกๆ ส่วนกลุ่มผู้บริหารที่นำโดยผู้จัดการพุดนั้นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
หลี่เหวยเห็นร้อยโทเฮสถึงกับลั่นไก จึงรีบพูดขึ้นว่า "ร้อยโทเฮส คุณทำเกินกว่าเหตุไปแล้วนะ! ตามระเบียบภายใน ผมจะต้องรายงานเรื่องนี้ และทางกองบัญชาการจะต้องมีการตำหนิและตักเตือนคุณเป็นการภายในอย่างแน่นอน!"
"ต้องขออภัยด้วยครับท่านว่าที่ร้อยตรี ผมเผลอตัวเพราะความโกรธแค้นจริงๆ ผมเกลียดพวกกบฏบ่อนทำลายชาติพวกนี้ที่สุดครับ!"
ร้อยโทเฮสยืนตัวตรงและกล่าวคำขอโทษด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เหมือนเดิม ถ้าผู้จัดการพุดอยากจะร้องเรียนก็เชิญ
ถ้าเขาร้องเรียนที่กองบัญชาการแล้วไม่มีคนรับเรื่อง หลี่เหวยก็แนะนำให้เขาลองไปร้องเรียนที่ศาลาว่าการเมืองโน่นเลย
"ทางสเตรย์ให้ความร่วมมือดีขนาดนี้ ช่วยพูดคำว่าขอบคุณด้วยครับร้อยโท"
ในขณะเดียวกันหลี่เหวยก็เตือนร้อยโทเฮสว่าควรจะให้เกียรติพวกเขาสักหน่อย
"ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ"
ร้อยโทเฮสยื่นมือออกไป เป็นสัญญาณให้ผู้จัดการพุดทำตัวให้เป็นงานหน่อย
พวกเขาไม่ได้จงใจรังแกสเตรย์หรอกนะ แต่เป็นเพราะทางสเตรย์เองนั่นแหละที่ไม่ค่อยเป็นงานเอาเสียเลย
"...ไม่ต้องเกรงใจครับ"
ผู้จัดการพุดจำต้องจับมือกับคนที่ดูหน้าตาเป็นนักเลงยิ่งกว่านักเลงจริงๆ เสียอีกด้วยความรู้สึกเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัว
พวกเขากลับไปแล้ว พร้อมตัวละครสำคัญในมือนับจากนี้ก็เหลือเพียงการเค้นเอาคำให้การ
ทว่าทางฝั่งสเตรย์เองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นการจงใจเล่นงานพวกเขาโดยเฉพาะหรือเปล่า
เรื่องของวันนี้คงต้องรายงานเบื้องบนก่อน แล้วค่อยรอคำสั่งว่าจะให้ทำยังไงต่อไป
แต่ผู้จัดการพุดรู้ดีว่า ถ้าสุดท้ายแล้วสารวัตรทหารจัดการแค่หัวหน้าฝ่ายขายคนนั้นกับคนของพวกเขาเองอย่างไม่สลักสำคัญ เรื่องนี้ก็คงจะจบลงแค่นี้
แต่ถ้าคนเบื้องหลังของพวกเขาตัดสินใจจะหาเรื่องคืนล่ะ?
"เรื่องนี้ต้องมีการคุยกันยาวๆ แน่!"
...
โครูริพาซิลเวียยืนมองดูปฏิบัติการของพวกหลี่เหวยอยู่ห่างๆ
หน่วยตรวจตรากำลังรุมสกรัมพวกนักเลงตามถนน
หน่วยปฏิบัติการสารวัตรทหารกำลังวางกล้ามใหญ่อยู่ในโรงงานสเตรย์
หัวหน้าฝ่ายขายหนึ่งคนกับหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งทีมถูกคุมตัวไป
เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าฝ่ายขายคือเป้าหมายหลัก ส่วนคนที่เหลือก็แค่ผลพลอยได้
แต่ถึงแม้จะจัดการคนพวกนี้ไปได้ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอเลยสักนิด
โครูริรู้ดีในใจว่านี่เป็นเพียงการระบายความแค้นชั่วคราวเท่านั้น
และเธอเชื่อว่าหลี่เหวยเองก็คงจะรู้ดีเช่นกัน
ส่วนซิลเวียที่แอบสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ก็ได้แต่บ่นพึมพำอย่างช่วยไม่ได้ว่า "ฉันอุตส่าห์ให้เขาพักผ่อนหนึ่งวัน แต่เขาก็ยังวิ่งมาทำงานจนได้"
แต่หลี่เหวยก็ทำตามคำสั่งจริงๆ นะ เพราะวันนี้เขาไม่ได้โผล่ไปที่กองบัญชาการสารวัตรทหารเลย
เขาแค่แวะมาที่เกิดเหตุและช่วยสนับสนุนด้านกฎหมายระเบียบข้อบังคับนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง
นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ทำให้ซิลเวียสะเทือนใจที่สุดก็คือสถานที่อย่างเขตอุตสาหกรรมเก่าแห่งนี้
เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่กลับมีมุมที่ถูกลืมเลือนไปแบบนี้อยู่ด้วย
ซิลเวียแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า หลี่เหวยเติบโตขึ้นมาในสถานที่แบบนี้ได้อย่างไร แล้วสุดท้ายยังสามารถสอบเข้าเรียนในสถาบันราฟาโชตแห่งราชวงศ์ได้สำเร็จ
จุดเริ่มต้นของชายคนนี้ช่างอยู่ต่ำจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซิลเวียจึงหันไปมองโครูริ "ดูเหมือนเธอจะรู้จักที่นี่ดีนะ"
"เมื่อก่อนที่บ้านเคยมาเปิดโรงงานที่นี่ค่ะ แต่ตอนหลังย้ายไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว"
โครูริไม่ได้ปิดบังอะไร
ผลประโยชน์ของยุคสมัย สำหรับครอบครัวเบื้องหลังของเธอนั้น ในเมื่อสามารถกุมข้อมูลวงในได้ก่อนใคร อะไรที่กินได้พวกเขาก็คงจะกินจนอิ่มหนำสำราญไปตั้งนานแล้ว
"กลับกันเถอะค่ะองค์หญิง ตรงนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้พวกเราทำแล้ว"
โครูริเสนอแนะ
ทว่าซิลเวียกลับไม่ยอมแพ้ "ที่ว่าไม่มีอะไรให้ทำน่ะหมายความว่ายังไง พูดเหมือนกับว่าสิ่งที่พวกหลี่เหวยทำอยู่ไม่ได้ทำในนามของห้องอำนวยการอย่างนั้นแหละ!"
ผู้ติดตามตัวน้อยไม่อยากจะเถียงกลับ สถานะของซิลเวียในตอนนี้จริงๆ แล้วเจ้าตัวควรจะรู้ดีแก่ใจที่สุด
จะพูดให้ดูดีก็คือ หลี่เหวยกลัวเธอจะทำเรื่องวุ่นวายเลยจัดการทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ซิลเวียแค่รอรับความชอบตอนจบก็พอ
แต่ถ้าจะพูดให้แย่หน่อย ก็เป็นแค่หุ่นเชิดที่ว่าง่ายตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่เรื่องมันคงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกมั้ง
"โครูริ ฉันควรจะทำอะไรบางอย่างบ้างไหม?"
"...ถ้าให้พูดตามตรง ฉันคิดว่าองค์หญิงควรจะดูและเรียนรู้ไปก่อนดีกว่าค่ะ"
เธอมองว่าซิลเวียยังเป็นคนที่ทำอะไรตามอารมณ์เกินไปหน่อย
แม้คำพูดเพียงประโยคเดียวของเธอจะจัดการปัญหาได้หลายอย่าง แต่สิ่งที่ต้องตามเช็ดตามล้างหลังจากนั้นมันมีมหาศาล
ถ้าเป็นไปได้ การใช้ชีวิตเสวยสุขไปวันๆ นั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
แต่ต้องยอมรับว่าซิลเวียมีต้นทุนในการลองผิดลองถูกสูงมากจริงๆ
[จบแล้ว]